เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-19
ถ้าคุณเปิดพอร์ตลงทุนแล้วรู้สึกงงว่า "วันนี้ตลาดบวกหรือลบ ทำไมข่าวมันขัดแย้งกันตลอด" คุณไม่ได้คิดผิดแต่อย่างใด เพราะตลาดทุนโลกช่วงนี้กำลังเล่นเกมที่ซับซ้อนกว่าที่เคยเป็นมาในรอบหลายปี
ภาพที่เห็นชัดที่สุดในสัปดาห์นี้คือ ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100 ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างน่าประหลาดใจ แม้จะมีแรงกดดันทั้งจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ เฟด) ที่เริ่มส่งสัญญาณ "แข็งกร้าว" มากขึ้น ไปจนถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ที่กดดันราคาน้ำมันและทองคำให้ขยับสูงขึ้นพร้อมกัน
บทความนี้จะพาคุณถอดรหัสทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ว่าทำไมหุ้นเทคโนโลยีถึงฟื้นตัวได้แม้กระแส AI จะยังสร้างความกังวล เฟดคิดอะไรอยู่ถึงส่งสัญญาณขัดกับทรัมป์อย่างชัดเจน และนักลงทุนรายย่อยอย่างเราควรตั้งรับสถานการณ์นี้อย่างไร
S&P 500 คือดัชนีชี้วัดภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่ 500 แห่ง ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่เทคโนโลยี การเงิน พลังงาน ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ดัชนีนี้ถือเป็น "เทอร์โมมิเตอร์" วัดอุณหภูมิเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้แม่นยำที่สุดตัวหนึ่ง
Nasdaq 100 คือดัชนีที่คัดเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีและนวัตกรรม 100 อันดับแรกที่จดทะเบียนในตลาด Nasdaq ชื่อที่คุ้นหูทุกคนอย่าง Apple, Microsoft, Amazon, Alphabet (Google), Nvidia และ Meta ล้วนอยู่ในดัชนีนี้ทั้งสิ้น
ทั้งสองดัชนีนี้ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองมากที่สุด เพราะเมื่อไหร่ที่ S&P 500 กับ Nasdaq 100 ขยับ ตลาดหุ้นในเอเชียและยุโรปมักตอบสนองตามในช่วงเปิดตลาดถัดไปเสมอ
ในช่วงก่อนหน้านี้ ตลาดเกิดความตื่นตระหนกอย่างหนักเรื่อง AI Disruption (การถูกเทคโนโลยี AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจ) โดยเฉพาะในกลุ่มซอฟต์แวร์ นักลงทุนเทขายหุ้นออกมาอย่างหนัก ด้วยความกลัวว่าบริษัทซอฟต์แวร์จะถูก AI ทดแทนและสูญเสียรายได้
แต่สัปดาห์นี้ภาพกลับตาลปัตร เมื่อนักลงทุนรายย่อยแห่กลับเข้ามาซื้อหุ้นซอฟต์แวร์ผ่านแพลตฟอร์ม Citadel Securities จนทำสถิติเม็ดเงินไหลเข้าสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2017 ผลลัพธ์ที่เห็นชัดคือ กองทุน ETF (Exchange-Traded Fund หรือกองทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้น) ที่ติดตามกลุ่มซอฟต์แวร์พุ่งขึ้น 1.3% และดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ปรับบวก 1%
ผู้เชี่ยวชาญจาก Granite Bay Wealth Management อธิบายว่าแรงเทขายก่อนหน้าเป็นปฏิกิริยาที่รุนแรงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานจะรองรับได้ และนักลงทุนที่ฉลาดก็รู้ว่านี่คือจังหวะเข้าซื้อในราคาที่ถูกกว่าที่ควรจะเป็น
ส่วนนักวิเคราะห์จาก Wolfe Research เพิ่มเติมมุมมองที่น่าสนใจว่า ปัญหาคอขวดในการสร้าง Data Center ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนพลังงาน วัสดุ หรือข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ อาจทำให้บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ชะลอการลงทุนลง และการชะลอตัวนี้เองกลับกลายเป็นปัจจัยบวกสำหรับหุ้นซอฟต์แวร์ เพราะเม็ดเงินที่ควรจะไหลไปสร้าง Data Center อาจหันกลับมาสู่บริษัทซอฟต์แวร์แทน
แม้ภาพรวมจะบวก แต่ต้องจับตาด้วยว่า S&P 500 ยังเผชิญกับแนวต้าน (Resistance Level) สำคัญที่ระดับ 7,000 จุด ซึ่งดัชนีพยายามทะลุมาตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้วแต่ยังทำไม่สำเร็จ
คำว่า "Stock Picker's Market" หมายถึงสภาวะตลาดที่การเลือกหุ้นเป็นรายตัวมีความสำคัญมากกว่าการลงทุนแบบตามดัชนี เพราะหุ้นในตลาดจะไม่วิ่งพร้อมกันทั้งหมดเหมือนช่วงขาขึ้นทั่วไป
สัญญาณที่บอกว่าตลาดตอนนี้อยู่ในโหมดนี้คือ กลุ่ม Magnificent Seven (เจ็ดยักษ์เทคโนโลยี ได้แก่ Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon, Nvidia, Meta, Tesla) ที่เคยแบกดัชนีมาตลอด 3 ปีเริ่มปรับฐาน แต่ตลาดโดยรวมไม่ได้พังตาม
Bank of America รายงานว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา ลูกค้าของพวกเขาเทขายหุ้นสหรัฐฯ ออกมา 8,300 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 นับตั้งแต่ปี 2008 โดนเทขายหนักสุดในกลุ่มการเงินและสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น
UBS แนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นเทคขนาดใหญ่ และหันมามองกลุ่มที่ยังมีความคุ้มค่ากว่า เช่น อุตสาหกรรม ธนาคาร เฮลธ์แคร์ สาธารณูปโภค และสินค้าฟุ่มเฟือย
สำหรับนักลงทุนรายย่อย นี่คือสัญญาณที่บอกว่า "อย่าแค่ซื้อกองทุนดัชนีแล้วนอนรอ" เพราะในตลาดแบบนี้ การวิเคราะห์รายบริษัทและรายอุตสาหกรรมจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

เศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งกว่าที่ทรัมป์อยากให้เป็น
ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งมากจนเฟดแทบไม่มีเหตุผลพอที่จะลดดอกเบี้ย
ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมกราคม: +0.7% สูงสุดในรอบเกือบปี
ภาคการผลิต: เติบโต 0.6%
อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization): 75.6% สูงสุดนับตั้งแต่กันยายน
การจ้างงานใหม่เดือนมกราคม: 130,000 ตำแหน่ง
อัตราการว่างงาน: ลดลงมาที่ 4.3%
ตัวเลขพวกนี้บอกว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังวิ่งได้ดี และยังไม่มีสัญญาณที่จำเป็นต้องกระตุ้นด้วยการลดดอกเบี้ย
รายงานการประชุม FOMC (Federal Open Market Committee หรือคณะกรรมการนโยบายการเงิน) เมื่อปลายเดือนมกราคมเผยให้เห็นว่า กรรมการเฟดมีมติ 10 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.5%-3.75%
สิ่งที่สร้างความตื่นเต้นให้ตลาดคือมีกรรมการเฟดหลายคนส่งสัญญาณว่า หากเงินเฟ้อ (Inflation) ยังดื้อรั้นไม่ยอมลงมาถึงเป้าหมาย 2% เฟดอาจต้อง "ขึ้น" ดอกเบี้ยอีกรอบ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ตลาดไม่ได้คาดไว้
ทำเนียบขาวออกมาระบุว่าเงินเฟ้อตอนนี้เย็นลงและมีเสถียรภาพแล้ว ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองว่าทรัมป์อยากให้เฟดลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่เฟดซึ่งมีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพราคาและการจ้างงาน ไม่ได้มองว่าสถานการณ์อยู่ในจุดที่ควรลดดอกเบี้ยแต่อย่างใด
บุคคลที่อยู่ตรงกลางพายุลูกนี้คือ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ที่ทรัมป์เสนอชื่อให้มารับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ต่อจาก เจอโรม พาวเวล ที่จะหมดวาระในเดือนพฤษภาคมนี้ คำถามสำคัญคือ วอร์ชจะจัดการกับแรงกดดันทางการเมืองจากทำเนียบขาว ในขณะที่ต้องรักษาความน่าเชื่อถือของเฟดไว้ได้อย่างไร?
การส่งสัญญาณ Hawkish ของเฟดสะท้อนออกมาชัดเจนในตลาดพันธบัตร (Bond Market)
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี: 4.08% (+2 Basis Points)
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี: 3.46%
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี: 4.71%
เงินดอลลาร์สหรัฐ: แข็งค่า +0.5% กดดันให้ยูโร ปอนด์ และเยน อ่อนค่าลง
Bitcoin: ลดลง 2.3% ที่ 66,103 ดอลลาร์
Ether: ลดลง 3.1% ที่ 1,937 ดอลลาร์
ราคาน้ำมันดิบทะยาน 4.9% ในวันเดียว
ราคาน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate) ปรับตัวขึ้นแรงถึง 4.9% มาอยู่ที่ 65.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการขึ้นที่แรงที่สุดนับตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้ว ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ทะลุ 70 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองสัปดาห์
ปัจจัยหลักที่ดันราคาขึ้นคือความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยมีรายงานว่าหากเกิดปฏิบัติการทางทหาร อาจไม่ใช่แค่การโจมตีสั้นๆ แต่อาจยืดเยื้อหลายสัปดาห์
จุดที่ตลาดกังวลมากที่สุดคือ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก โดยน้ำมันจากตะวันออกกลางต้องผ่านจุดนี้เกือบทั้งหมด และอิหร่านเพิ่งขู่ว่าจะปิดชั่วคราวเพื่อซ้อมรบ
บริษัท Rapidan Energy Group ปรับเพิ่มโอกาสที่จะเกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย จากเดิม 20% ขึ้นมาเป็น 30%
Ole Sloth Hansen หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์จาก Saxo Bank ชี้ว่าทรัมป์อยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะหากราคาน้ำมันพุ่งสูงจนกระทบราคาน้ำมันที่ปั๊ม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันจะไม่พอใจอย่างหนักก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
ยิ่งไปกว่านั้น การเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครนที่เจนีวาก็จบลงอย่างรวดเร็วภายใน 90 นาที โดยยูเครนกล่าวหารัสเซียว่ายื้อเวลา ซึ่งยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนในตลาดพลังงานโลก
ทองคำจ่อทะลุ 5,000 ดอลลาร์
เม็ดเงินหนีความเสี่ยงไหลเข้าหาทองคำ ดันราคาสปอตขึ้น 2.2% มาอยู่ที่ 4,985.63 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ใกล้แตะระดับจิตวิทยา 5,000 ดอลลาร์เข้าไปทุกที ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนมองว่าหากทะลุแนวนี้ได้จะเป็นสัญญาณขาขึ้นระยะกลางที่แข็งแกร่งมาก
นอกจากภาพรวมมหภาค มีข่าวระดับบริษัทหลายอย่างที่น่าสนใจ
กลุ่มเทคโนโลยี: Google และ Apple เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ AI สร้างสรรค์ดนตรีในแอปหลัก Google เปิดตัว Pixel รุ่นใหม่ราคา 499 ดอลลาร์ Tesla ได้รับไฟเขียวขายรถในแคลิฟอร์เนียต่อหลังแก้ไขคำโฆษณาระบบขับขี่อัตโนมัติ
ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ Figma บริษัทซอฟต์แวร์ออกแบบที่หลายคนคิดว่าจะถูก AI ทดแทน กลับประกาศคาดการณ์รายได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่งไม่ได้ถูก AI ทำลายง่ายๆ
Warren Buffett ทิ้งทวนตำแหน่งซีอีโอ Berkshire Hathaway ด้วยการตัดหุ้น Amazon ลงกว่า 75% และหันไปลงทุนใน New York Times ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่าสนใจมากว่านักลงทุนระดับตำนานมองตลาดอย่างไร
ด้านการเงินดิจิทัล: ธนาคารอย่าง Huntington, First Horizon และ M&T เริ่มสร้างเครือข่ายเงินฝากแบบ Tokenized (เงินฝากที่แปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลบนระบบบล็อกเชน) เพื่อรับมือยุคสินทรัพย์ดิจิทัล
Uber ทุ่มงบกว่าร้อยล้านดอลลาร์สร้างสถานีชาร์จด่วนสำหรับยานยนต์ไร้คนขับ ตอกย้ำภาพผู้นำ Robotaxi อย่างจริงจัง
ถ้าจะสรุปสถานการณ์ตลาดโลกขณะนี้ให้กระชับที่สุด นี่คือ "ตลาดที่ไม่ตอบสนองตามสคริปต์เดิม"
S&P 500 และ Nasdaq 100 ฟื้นตัวได้แม้จะมีแรงกดดันรอบด้าน หุ้นเทคฯ ที่คนเพิ่งเทขายไปก็กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง เฟดส่งสัญญาณที่ขัดกับความต้องการของทรัมป์อย่างชัดเจน ราคาน้ำมันและทองคำขึ้นพร้อมกันจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
สิ่งที่ตลาดแบบนี้สอนนักลงทุนคือ "อย่าตัดสินใจจากอารมณ์และข่าวสั้น" การที่นักลงทุนรายย่อยแห่ขายหุ้นเทคออกมาเพราะกลัว AI แล้วต้องรีบซื้อกลับเข้าไปไม่กี่วันต่อมา เป็นบทเรียนคลาสสิกที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในตลาดทุน
นักลงทุนที่ผ่านพ้นตลาดผันผวนแบบนี้ได้ดีที่สุดคือคนที่มีกลยุทธ์ชัดเจน กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และใช้ข้อมูลมากกว่าอารมณ์ในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามทิศทางดอกเบี้ยของเฟด การประเมินความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบราคาพลังงาน หรือการวิเคราะห์หุ้นรายตัวในยุคที่ตลาดไม่เดินทิศเดียวกันอีกต่อไป
ตลาดโลกตอนนี้เต็มไปด้วยโอกาสและความเสี่ยงพร้อมกัน คนที่จะได้เปรียบคือคนที่เตรียมตัว ศึกษาข้อมูล และมีพาร์ทเนอร์ที่ไว้วางใจในการลงทุน
S&P 500 ครอบคลุมบริษัท 500 แห่งจากทุกอุตสาหกรรม ทำให้สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้กว้างกว่า ส่วน Nasdaq 100 เน้นเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม 100 บริษัท จึงผันผวนสูงกว่าแต่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในช่วงที่เทคเฟื่องฟู นักลงทุนส่วนใหญ่ควรติดตามทั้งสองดัชนี เพราะ S&P 500 บอกสุขภาพเศรษฐกิจรวม ส่วน Nasdaq 100 บอกความร้อนแรงของกลุ่มเทคที่มีผลต่อตลาดโลกโดยตรง
หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยจริง จะกดดันราคาหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคที่มีมูลค่าสูงจากการคาดหวังกำไรในอนาคต เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงทำให้มูลค่าปัจจุบันของกำไรอนาคตลดลง ในทางกลับกัน กลุ่มธนาคาร สาธารณูปโภค และหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอมักทนทานกว่า นักลงทุนควรพิจารณากระจายพอร์ตออกจากการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่
การที่ทองคำจ่อระดับ 5,000 ดอลลาร์บ่งชี้ว่านักลงทุนสถาบันและรายย่อยทั่วโลกกำลังหาที่หลบภัยจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงิน อย่างไรก็ตาม การซื้อในจังหวะที่ราคาใกล้แนวต้านทางจิตวิทยามีความเสี่ยงของการปรับฐาน การตัดสินใจควรขึ้นอยู่กับสัดส่วนทองคำในพอร์ตโดยรวมของคุณ โดยผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ถือทองคำไม่เกิน 10-15% ของพอร์ตรวม
หากความตึงเครียดยกระดับขึ้นจนกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนการผลิต อัตราเงินเฟ้อ และนโยบายดอกเบี้ยของเฟด กลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือหุ้นพลังงานและบริษัทขุดเจาะน้ำมัน ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบลบคืออุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น สายการบิน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมหนัก นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมีแผนรับมือสำหรับทั้งสองสถานการณ์
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ