หุ้นคืออะไร?
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

หุ้นคืออะไร?

ผู้เขียน: Charon N.

เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-09

หุ้นคืออะไร? หุ้นคือหน่วยย่อยของการเป็นเจ้าของในบริษัท เมื่อคุณซื้อหุ้น คุณกำลังซื้อส่วนแบ่งของธุรกิจนั้นและผลประกอบการในอนาคต หากบริษัทเติบโตและมีกำไรมากขึ้น ราคาหุ้นมักจะสูงขึ้น หากบริษัทประสบปัญหา ราคาหุ้นก็อาจลดลง


หุ้นมีความสำคัญต่อนักลงทุน เพราะเป็นหนึ่งในวิธีที่ตรงที่สุดในการมีส่วนร่วมกับการเติบโตของบริษัท ความเชื่อมั่นของตลาด และความกลัวของตลาด ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นในความเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละวัน


คำนิยาม

หุ้นคืออะไร? ในเชิงการซื้อขาย หุ้นหมายถึงกรรมสิทธิ์ในส่วนของผู้ถือหุ้นในบริษัทมหาชน คำว่า "มหาชน" หมายความว่าบริษัทอนุญาตให้ซื้อขายหุ้นได้ในตลาดหลักทรัพย์ โดยปกติแล้ว หุ้นแต่ละตัวจะให้สิทธิแก่ผู้ถือในการเรียกร้องส่วนแบ่งกำไรและสินทรัพย์ของบริษัท อย่างไรก็ตาม สิทธิที่แน่นอนจะขึ้นอยู่กับประเภทของหุ้น


นักลงทุนจะเห็นราคาหุ้นที่แสดงด้วยสัญลักษณ์ตัวย่อ เช่น AAPL หรือ MSFT พร้อมกับราคาที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำการซื้อขาย หุ้นเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดโดยนักลงทุนระยะสั้น นักลงทุนระยะยาว ผู้จัดการกองทุน และนักวิเคราะห์ ราคาหุ้นได้รับอิทธิพลจากรายงานผลประกอบการของบริษัท ข้อมูลเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และสภาวะตลาดโดยรวม

Meaning Of Stock

หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ เนื่องจากมีแนวโน้มราคาที่ชัดเจน สภาพคล่องสูงในหุ้นแบรนด์หลัก และโอกาสในการซื้อขายมากมายในหลากหลายภาคส่วน


อะไรบ้างที่ส่งผลต่อราคาหุ้นในแต่ละวัน

ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะตลาดหุ้นมองไปข้างหน้า และตอบสนองต่อข้อมูลและความคาดหวังใหม่ๆ


ปัจจัยสำคัญ ได้แก่:

  • ผลประกอบการและแนวโน้มของบริษัท เมื่อบริษัทรายงานผลกำไรที่สูงขึ้นหรือมีแนวโน้มที่ดีในอนาคต ราคาหุ้นมักจะปรับตัวสูงขึ้น ในทางกลับกัน ผลประกอบการที่อ่อนแอโดยทั่วไปจะทำให้ราคาหุ้นลดลง

  • ข้อมูลเศรษฐกิจ รายงานเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ การจ้างงาน หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ สามารถส่งผลดีหรือผลเสียต่อราคาหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่อ่อนไหวต่อสภาวะเศรษฐกิจ

  • อัตราดอกเบี้ย เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมก็จะเพิ่มขึ้น และกำไรในอนาคตจะถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาหุ้นลดลงได้

  • ความเชื่อมั่นของตลาด ความกลัวสามารถกระตุ้นให้เกิดการขาย ในขณะที่การมองโลกในแง่ดีสามารถกระตุ้นให้เกิดการซื้อ แม้ว่าจะไม่มีข่าวสำคัญใดๆ ก็ตาม


กล่าวโดยง่าย เมื่อข่าวสารส่งเสริมกระแสเงินสดในอนาคตที่คาดการณ์ไว้ ราคาหุ้นมักจะสูงขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นมักจะลดลง


บทบาทของหุ้นในการซื้อขาย

หุ้นมีบทบาทสำคัญในทุกขั้นตอนของการซื้อขาย ตั้งแต่การเข้าซื้อจนถึงการขายออก หุ้นที่มีสภาพคล่องสูงมักมีราคาเสนอซื้อและเสนอขายที่แคบกว่า ทำให้เข้าซื้อและขายออกได้ง่ายกว่าในระดับราคาที่คาดการณ์ไว้ ในขณะที่หุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้น


ในแง่ของจังหวะเวลา หุ้นมักจะตอบสนองอย่างรุนแรงในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น การประกาศผลประกอบการ หรือการเปิดและปิดตลาด ต้นทุนการซื้อขายก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ช่องว่างราคาที่กว้างขึ้นและการเคลื่อนไหวของราคาที่รวดเร็วอาจเพิ่มความคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีความผันผวนสูง


สถานการณ์ทั่วไป:

  • สถานการณ์ดี: ปริมาณการซื้อขายสูง แนวโน้มชัดเจน สเปรดคงที่ และการตอบสนองต่อข่าวเป็นไปตามที่คาดการณ์ได้

  • สถานการณ์ที่ไม่ดี: ปริมาณการซื้อขายน้อย ช่องว่างราคาที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทิศทางที่ไม่ชัดเจน หรือการเก็งกำไรอย่างหนัก


การเข้าใจเงื่อนไขเหล่านี้จะช่วยให้เทรดเดอร์บริหารความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงการเข้าซื้อที่ไม่เหมาะสมได้


ตัวอย่างอย่างรวดเร็ว

สมมติว่าหุ้นของ Apple Inc. มีราคาอยู่ที่ 50 ดอลลาร์ต่อหุ้น คุณซื้อ 10 หุ้น ดังนั้นจำนวนเงินทั้งหมดที่คุณลงทุนในการซื้อขายครั้งนี้คือ 500 ดอลลาร์


หนึ่งสัปดาห์ต่อมา แอปเปิลรายงานผลประกอบการที่ดี มีผู้ซื้อเข้ามาในตลาดมากขึ้น และราคาหุ้นก็พุ่งขึ้นเป็น 55 ดอลลาร์ หุ้น 10 หุ้นของคุณจึงมีมูลค่า 550 ดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าคุณได้กำไร 50 ดอลลาร์


ทีนี้ลองมาดูผลลัพธ์ตรงกันข้ามบ้าง ถ้าแอปเปิลรายงานยอดขายที่ลดลงและราคาหุ้นตกลงเหลือ 45 ดอลลาร์ หุ้น 10 หุ้นของคุณจะมีมูลค่า 450 ดอลลาร์ นั่นคือขาดทุน 50 ดอลลาร์


จำนวนหุ้นที่คุณถือครองยังคงเท่าเดิม มีเพียงราคาหุ้นเท่านั้นที่เปลี่ยนไป ตัวอย่างง่ายๆ นี้แสดงให้เห็นว่าทำไมผู้ค้าหุ้นจึงให้ความสำคัญกับข่าวสารของบริษัท จังหวะเวลา และการควบคุมความเสี่ยง ก่อนที่จะทำการซื้อขาย


ข้อผิดพลาดทั่วไปในการซื้อหุ้น

1. การซื้อโดยไม่เข้าใจธุรกิจ

นักลงทุนมือใหม่หลายคนซื้อหุ้นเพียงเพราะราคาหุ้นกำลังพุ่งสูงขึ้น หรือมีคนแนะนำ โดยที่ไม่รู้ว่าบริษัททำอะไรหรือทำกำไรได้อย่างไร จึงยากที่จะประเมินความเสี่ยงและรับมืออย่างใจเย็นเมื่อราคาหุ้นเปลี่ยนแปลง


2. การไล่ตามราคาที่สูงขึ้น

การซื้อหุ้นหลังจากราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว มักหมายถึงการเข้าซื้อช้าเกินไป ราคาอาจปรับตัวลงอย่างรวดเร็วเมื่อผู้ซื้อกลุ่มแรกขายทำกำไร ทำให้ผู้ซื้อกลุ่มหลังเสี่ยงต่อการขาดทุน


3. ไม่สนใจผลประกอบการและวันสำคัญต่างๆ

ราคาหุ้นอาจผันผวนอย่างรวดเร็วในช่วงที่มีการประกาศผลประกอบการหรือข่าวสำคัญ การซื้อหุ้นโดยไม่ตรวจสอบวันดังกล่าวอาจนำไปสู่การขาดทุนอย่างฉับพลันเนื่องจากช่องว่างราคาที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน


4. การลงทุนเงินจำนวนมากเกินไปในหุ้นตัวเดียว

การลงทุนเงินทุนจำนวนมากในหุ้นตัวเดียวเพิ่มความเสี่ยง แม้แต่บริษัทที่แข็งแกร่งก็อาจเผชิญกับปัญหาที่ไม่คาดคิดซึ่งทำให้ราคาหุ้นร่วงลงอย่างรวดเร็ว


5. ปล่อยให้อารมณ์เข้ามาควบคุมการตัดสินใจ

ความกลัวและความตื่นเต้นมักนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด การขายหุ้นอย่างตื่นตระหนกในช่วงที่ราคาตก หรือการถือหุ้นไว้นานเกินไปเพราะความหวัง อาจทำให้การขาดทุนเล็กน้อยกลายเป็นการขาดทุนที่มากขึ้นได้


6. ไม่วางแผนทางออก

การซื้อหุ้นโดยไม่ตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะทำกำไรหรือตัดขาดทุนเมื่อใด ทำให้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับอารมณ์ กฎการขายออกที่ชัดเจนจะช่วยควบคุมความเสี่ยงและปกป้องเงินทุนได้


วิธีตรวจสอบหุ้นก่อนคลิกซื้อหรือขาย

ก่อนทำการซื้อขาย เทรดเดอร์มักจะตรวจสอบประเด็นสำคัญบางประการดังนี้:


  • กราฟราคา สังเกตทิศทางของแนวโน้ม จุดสูงสุดและต่ำสุดล่าสุด และช่องว่างราคาที่ชัดเจน

  • ปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้นมักหมายถึงความสนใจที่มากขึ้นและการเคลื่อนไหวของราคาที่ราบรื่นขึ้น

  • ข่าวสารและปฏิทิน ตรวจสอบวันประกาศผลประกอบการ การประกาศเงินปันผล หรือข้อมูลทางเศรษฐกิจต่างๆ

  • สภาวะตลาด เปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของหุ้นกับตลาดโดยรวม


หุ้นกับหลักทรัพย์: ต่างกันอย่างไร?

คำว่า หุ้น และ ส่วนแบ่ง มักถูกใช้ราวกับว่ามีความหมายเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วมีความแตกต่างกันเล็กน้อย


หุ้นเป็นคำทั่วไปที่ใช้เรียกกรรมสิทธิ์ในบริษัทหนึ่งหรือหลายบริษัท ส่วนหุ้นหนึ่งหน่วย (share) คือหน่วยกรรมสิทธิ์เดียวในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง


ตัวอย่างเช่น คุณอาจบอกว่าคุณลงทุนในหุ้นโดยรวม แต่คุณเป็นเจ้าของหุ้น 50 หุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ในการซื้อขายและการลงทุนในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่ใช้คำเหล่านี้สลับกันได้ และความหมายมักจะชัดเจนจากบริบท


ตัวอย่างหุ้นที่มีชื่อเสียง

หุ้นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางบางส่วน ได้แก่:


  • บริษัท Apple Inc. (AAPL) – เป็นที่รู้จักในด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคและบริการต่างๆ

  • บริษัท ไมโครซอฟต์ (MSFT) – ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์รายใหญ่

  • บริษัท เทสลา อิงค์ (TSLA) – มุ่งเน้นด้านยานยนต์ไฟฟ้าและโซลูชันด้านพลังงาน


หุ้นเหล่านี้ได้รับความนิยมเนื่องจากมีสภาพคล่องสูงและเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากตลาดโลก


คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง


  • หุ้น : หุ้นคือหน่วยการเป็นเจ้าของรายบุคคลในบริษัท ซึ่งแสดงถึงสิทธิในการรับส่วนแบ่งในธุรกิจและผลประกอบการในอนาคตของบริษัท

  • ส่วนของผู้ถือหุ้น : ส่วนของผู้ถือหุ้นคือสิทธิในการเป็นเจ้าของที่นักลงทุนถือครองในบริษัท ซึ่งสะท้อนถึงส่วนแบ่งของสินทรัพย์ของบริษัทหลังจากหักหนี้สินแล้ว

  • เงินปันผล : เงินปันผลคือเงินสดหรือหุ้นที่บริษัทอาจจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นจากกำไรของบริษัท โดยปกติจะจ่ายตามกำหนดเวลาที่แน่นอน

  • มูลค่าตลาด : มูลค่าตลาดคือมูลค่าตลาดรวมของบริษัท ซึ่งคำนวณโดยการคูณราคาหุ้นด้วยจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายทั้งหมด

  • กองทุนรวมดัชนีที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (ETF) : ETF คือกองทุนรวมที่ถือครองสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น หุ้นหรือพันธบัตร และมีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เช่นเดียวกับหุ้นรายตัว



คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. หุ้นกับส่วนแบ่งหุ้นต่างกันอย่างไร?

คำว่า "หุ้น" หมายถึงกรรมสิทธิ์ในบริษัทโดยทั่วไป ในขณะที่ "หุ้นย่อย" หมายถึงหน่วยเฉพาะเจาะจงหนึ่งหน่วยของกรรมสิทธิ์นั้น ในทางปฏิบัติ คำศัพท์ทั้งสองมักใช้แทนกันได้ นักลงทุนมักพูดถึงการซื้อหรือขายหุ้นย่อยของบริษัท


2. หุ้นทุกตัวจ่ายเงินปันผลหรือไม่?

ไม่ ไม่ใช่ทุกหุ้นที่จะจ่ายเงินปันผล บางบริษัทนำกำไรไปลงทุนเพื่อการเติบโตแทนที่จะจ่ายให้กับผู้ถือหุ้น นโยบายการจ่ายเงินปันผลอาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ขึ้นอยู่กับสภาวะทางธุรกิจด้วย


3. เหตุใดราคาหุ้นจึงเปลี่ยนแปลงได้แม้ไม่มีข่าวจากบริษัท?

ราคาหุ้นยังตอบสนองต่อปัจจัยตลาดในวงกว้าง เช่น อัตราดอกเบี้ย ข้อมูลเศรษฐกิจ และเหตุการณ์ระดับโลก การเปลี่ยนแปลงในอารมณ์ของนักลงทุนสามารถส่งผลต่อราคาได้ แม้ว่าจะไม่มีอะไรใหม่เกิดขึ้นภายในบริษัทก็ตาม


4. การลงทุนในหุ้นเหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวเท่านั้นหรือไม่?

หุ้นสามารถใช้ได้ทั้งสำหรับการลงทุนระยะยาวและการซื้อขายระยะสั้น นักลงทุนระยะยาวมุ่งเน้นไปที่การเติบโตของธุรกิจ ในขณะที่นักซื้อขายระยะสั้นมุ่งเน้นไปที่การเคลื่อนไหวของราคาและจังหวะเวลา หุ้นตัวเดียวกันสามารถใช้ได้กับกลยุทธ์ที่แตกต่างกันได้


5. ราคาหุ้นสามารถลดลงได้หรือไม่ แม้ว่าบริษัทจะมีกำไร?

ใช่แล้ว ราคาหุ้นอาจลดลงได้หากกำไรต่ำกว่าที่คาดไว้ หรือหากแนวโน้มในอนาคตอ่อนแอลง ตลาดให้ความสำคัญกับความคาดหวัง ไม่ใช่แค่ผลประกอบการในปัจจุบัน นี่คือเหตุผลที่การให้คำแนะนำและการคาดการณ์มีความสำคัญมาก


สรุป

หุ้นคืออะไร? หุ้นแสดงถึงความเป็นเจ้าของในบริษัทมหาชนและสะท้อนถึงความคาดหวังเกี่ยวกับอนาคตของบริษัท ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงไปตามผลประกอบการ ข้อมูลทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของตลาด หากใช้หุ้นอย่างระมัดระวัง ก็มีโอกาสในการซื้อขายมากมาย การละเลยความเสี่ยง สภาพคล่อง หรือเหตุการณ์สำคัญ อาจทำให้การซื้อขายง่ายๆ กลายเป็นความผิดพลาดที่เสียค่าใช้จ่ายสูงได้


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ