เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-12
หากคุณติดตามการลงทุนใน หุ้นเทคโนโลยี ของสหรัฐฯ มาสักระยะ คงทราบดีว่ากลุ่มยักษ์ใหญ่ที่ถูกขนานนามว่า "Magnificent 7" หรือที่นักลงทุนไทยเรียกกันว่า "7 หุ้นนางฟ้า" เคยเป็นสูตรสำเร็จที่สร้างกำไรมหาศาล แต่ในปี 2026 นี้ ตลาดกำลังส่งสัญญาณที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ในอดีต 7 หุ้นนางฟ้า ซึ่งประกอบด้วย Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon, Meta, Tesla และ Nvidia เคยวิ่งขึ้นพร้อมกันจนผลักดันดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100 ให้ทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ปัจจุบันเรากำลังเข้าสู่ยุค "ทางใครทางมัน"
แจ็ค จานาซีวิช หัวหน้านักกลยุทธ์จาก Natixis Investment Managers ให้ความเห็นว่า "นี่ไม่ใช่ตลาดแบบใช้สูตรเดียวแล้วจบอีกต่อไป หากคุณซื้อทั้งกลุ่ม หุ้นที่ผลงานแย่อาจฉุดผลตอบแทนรวมของคุณลง"
สถิติที่น่าสนใจในปี 2026:
ดัชนี Magnificent 7: ปรับตัวขึ้นเพียง 0.5% ตั้งแต่ต้นปี
ดัชนี S&P 500: วิ่งนำไปแล้วกว่า 1.8%
การเติบโตของกำไร: คาดการณ์กำไรกลุ่มนี้อยู่ที่ 18% ซึ่งต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 และใกล้เคียงกับหุ้นตัวอื่นๆ ในตลาดมากขึ้น

เพื่อให้การ ลงทุนหุ้นอเมริกา ของคุณมีประสิทธิภาพ นี่คือบทวิเคราะห์เจาะลึกหุ้นแต่ละตัวในยุคที่ AI stocks กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า
แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันของ AMD และการที่ Alphabet หันไปพัฒนาชิปเอง แต่ Nvidia ยังคงเป็นขวัญใจนักวิเคราะห์ โดยส่วนใหญ่ยังแนะนำ "ซื้อ" และมองว่ามีโอกาสไปต่อได้อีกถึง 39%
ด้วยงบลงทุน (CapEx) ด้าน AI สูงถึง 1.16 แสนล้านดอลลาร์ นักลงทุนเริ่มกดดันให้ Microsoft แสดงให้เห็นว่าลูกค้าพร้อมจะจ่ายเงินเพิ่มเพื่อใช้บริการ AI จริงๆ หรือไม่
กลายเป็นหุ้นที่สวนกระแสได้ดี เพราะไม่ได้ทุ่มงบลงทุน AI จนเสี่ยงเกินไป รายได้ปี 2026 คาดว่าจะโต 9% สูงที่สุดในรอบหลายปี
ด้วยโมเดล Gemini และชิป TPU ทำให้หุ้นพุ่งแรงในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ด้วย P/E ที่ 28 เท่า และมูลค่าบริษัทใกล้ 4 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้อัพไซด์เริ่มจำกัด
ได้อานิสงส์จาก AWS ที่กลับมาโตแกร่งและการนำหุ่นยนต์มาใช้ในคลังสินค้า ทำให้ Amazon กลายเป็นหุ้นที่โดดเด่นมากในช่วงต้นปีนี้
การทุ่มงบกว่า 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทำให้นักลงทุนกังวล หากผลกำไรไม่มาตามนัด หุ้นอาจเผชิญแรงเทขายต่อเนื่อง
ด้วย P/E เกือบ 200 เท่า Tesla ต้องฝากความหวังไว้กับ Robotaxi และ AI หากทำไม่ได้ตามเป้า นักวิเคราะห์มองว่าหุ้นมีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีก
เมื่อ 7 หุ้นนางฟ้า ไม่ได้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน นักลงทุนที่ชาญฉลาดควรปรับกลยุทธ์ดังนี้:
Selective Buy: เลือกหุ้นรายตัวที่มีกระแสเงินสดชัดเจน ไม่ใช่แค่หุ้นที่มีข่าวเรื่อง AI
Monitor ROI: ติดตามว่าบริษัทเหล่านั้นเปลี่ยนการลงทุน AI เป็น "กำไร" ได้จริงหรือไม่
Diversification: กระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นขนาดกลางใน S&P 500 ที่เริ่มมีกำไรเติบโตแซงหน้าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
ประกอบด้วย Apple (AAPL), Microsoft (MSFT), Alphabet (GOOGL), Amazon (AMZN), Meta (META), Tesla (TSLA) และ Nvidia (NVDA)
เพราะหุ้นทั้ง 7 ตัวนี้มีน้ำหนักรวมกันสูงถึง 27% ในดัชนี S&P 500 และสูงถึง 55% ในดัชนี Nasdaq 100 (ก่อนการ Rebalance) การขยับเพียงเล็กน้อยของหุ้นกลุ่มนี้จึงส่งผลต่อดัชนีภาพรวมทันที
คือการปรับสัดส่วนหุ้นในดัชนีใหม่เพื่อไม่ให้หุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (เช่น 7 หุ้นนางฟ้า) มีอิทธิพลมากเกินไปจนดัชนีขาดเสถียรภาพ ซึ่งส่งผลให้กองทุนที่ลงทุนตามดัชนีต้องขายหุ้นบางส่วนออกมาเพื่อปรับสมดุลพอร์ต
ยังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจในระยะยาว แต่ปี 2026 เน้นความระมัดระวังมากขึ้น ควรเน้นการเลือกหุ้นรายตัว (Stock Selection) มากกว่าการซื้อดัชนีรวม เนื่องจากพื้นฐานของแต่ละบริษัทเริ่มมีความแตกต่างกันชัดเจนขึ้น
ยุคทองของ 7 หุ้นนางฟ้า ที่วิ่งขึ้นยกแผงอาจจบลงแล้ว แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่สำหรับนักลงทุนที่วิเคราะห์เจาะลึกเป็นรายตัว หากคุณต้องการเริ่มต้น การลงทุนหุ้นอเมริกา อย่างมืออาชีพ การติดตามข้อมูลที่แม่นยำคือหัวใจสำคัญ
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งด้วยความปรารถนาดีจาก EBC Financial Group