เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-10
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมหุ้น ดาวโจนส์ถึงกลับมาปิดได้เกือบเท่าเดิมในวันจันทร์ที่ผ่านมา ทั้งที่ช่วงเช้าร่วงลงไปถึง 160 จุด แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือการที่หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ (Software Stocks) ถูกขายทิ้งอย่างหนัก โดยเฉพาะ Monday.com ที่ดิ่งลงเกือบ 14% ทั้งที่ผลประกอบการดีกว่าคาด
บทความนี้จะพาคุณไปเข้าใจภาพรวมของตลาดหุ้นอเมริกัน โดยเฉพาะ ดาวโจนส์ ในมุมมองของนักลงทุนมืออาชีพ พร้อมเจาะลึกว่าทำไมกองทุนระดับโลกถึงแห่ Short (เทขาย) หุ้นซอฟต์แวร์หนักสุดในรอบหลายปี และนี่คือสัญญาณอะไรสำหรับพอร์ตของคุณ

Dow Jones Industrial Average (DJIA) หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า "ดาวโจนส์" เป็นหนึ่งในดัชนีหุ้นที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ก่อตั้งโดย Charles Dow ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งหหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ด้วย
ดัชนีนี้รวบรวมหุ้น 30 บริษัทใหญ่ที่มีการซื้อขายมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา แต่มีข้อแตกต่างสำคัญคือ DJIA ใช้วิธีคำนวณแบบ Price-Weighted (ถ่วงน้ำหนักตามราคาหุ้น) ไม่ใช่ Market Cap-Weighted (ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด) เหมือนดัชนีอื่นๆ
วิธีคำนวณคือนำราคาหุ้นทั้ง 30 ตัวมารวมกัน แล้วหารด้วยตัวหารพิเศษ (ปัจจุบันอยู่ที่ 0.152) เพื่อปรับให้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง
แม้ว่าดาวโจนส์จะถูกวิจารณ์ว่าครอบคลุมเพียง 30 บริษัท ไม่กว้างเท่า S&P 500 ที่มี 500 บริษัท แต่ก็ยังเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของตลาดหุ้นอเมริกา เพราะ:
สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบัน - เนื่องจากประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลก
บอกทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐ - บริษัทใน DJIA มาจากหลากหลายอุตสาหกรรม
มีผลต่อตลาดทั่วโลก - รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย เพราะเม็ดเงินไหลเข้า-ออกเชื่อมโยงกัน
ตลาดหุ้นอเมริกันเปิดด้วยแรงขายหนัก ดาวโจนส์ร่วงลงไปถึง 160 จุด ในช่วงเช้า แต่กลับฟื้นตัวได้จนเกือบปิดเท่าเดิม ในขณะที่:
S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.4% แตะระดับ 6,961 จุด
Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย หลังเปิดร่วงหนัก
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับมาได้บ้าง แต่กลุ่มซอฟต์แวร์ยังถูกขายทิ้งต่อเนื่อง
1. จีนสั่งธนาคารลดถือครอง US Treasury Bonds
หน่วยงานกำกับดูแลของจีนออกคำแนะนำให้สถาบันการเงินในประเทศลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries) โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงและลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด
ผลที่ตามมาคือ:
อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี พุ่งขึ้น 4 จุดพื้นฐาน (Basis Points) ไปที่ระดับ 4.25% ก่อนจะปรับลง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปี เพิ่มขึ้น 2-3 จุดพื้นฐาน ไปที่ 4.88%
ข้อมูลระบุว่าจีนเป็นเจ้าของพันธบัตรสหรัฐอันดับ 3 ของโลก รองจากญี่ปุ่นและอังกฤษ โดยปัจจุบันถืออยู่ 682.6 พันล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 1.3 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อปี 2013
ผลกระทบต่อตลาด: การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นหมายถึงต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทสูงขึ้น ส่งผลให้หุ้นกดดัน แต่นักวิเคราะห์มองว่าส่วนแบ่งของจีนในตลาดพันธบัตรโดยรวมยังไม่มากพอที่จะสร้างผลกระทบระยะยาว
2. หุ้นซอฟต์แวร์ถูกทุบหนักจากความกลัว AI
นี่คือจุดที่น่าสนใจที่สุด เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอุตสาหกรรมที่กำลังเกิดขึ้น
Monday.com (MNDY) หุ้นบริษัทซอฟต์แวร์บริหารงานจากอิสราเอล ดิ่งลง 14% ทั้งที่รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ดีกว่าคาดในทุกตัวเลข:
กำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้ว (Adjusted EPS) 1.04 ดอลลาร์
รายได้ 333.9 ล้านดอลลาร์
แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนตกใจคือ การคาดการณ์รายได้ปี 2026 ที่ออกมาที่ 1.452-1.462 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งหมายถึงการเติบโตเพียง 18-19% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 21%
ทำไมตลาดถึงตื่นตระหนก
การเติบโตที่ช้าลงของ Monday.com สะท้อนความกังวลใหญ่ของตลาดว่า เครื่องมือ AI ที่ช่วยทำงานอัตโนมัติ (AI-Powered Automation Tools) อาจทำให้ความต้องการซอฟต์แวร์บริหารงานแบบเดิมลดลง
บริษัทอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ:
Intuit (INTU) ร่วงกว่า 2% - ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ทำบัญชี QuickBooks
Salesforce (CRM) ร่วงกว่า 2% - ซอฟต์แวร์ CRM ชั้นนำ
นักลงทุนกำลัง หมุนเงินออกจากหุ้นซอฟต์แวร์ ที่เสี่ยงถูก AI แทนที่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม (Industry Disruption)
3. หุ้นชิปกลับมาแข็งแกร่งจากดีล AWS
ขณะที่หุ้นซอฟต์แวร์ร่วง หุ้นผู้ผลิตชิพกลับมีข่าวดี STMicroelectronics (STM) พุ่งขึ้น 8% หลังประกาศข้อตกลงหลายปี มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์กับ Amazon Web Services (AWS)
บริษัทชิพจากฝรั่งเศส-อิตาลีแห่งนี้จะผลิตเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงสำหรับ Data Center ของ AWS รวมถึง:
ชิพรองรับการเชื่อมต่อความเร็วสูง (High-Bandwidth Connectivity)
ชิพประหยัดพลังงานสำหรับระบบ Hyperscale
ภายใต้ข้อตกลง STMicroelectronics ออก Warrants ให้ AWS สามารถซื้อหุ้นได้สูงสุด 24.8 ล้านหุ้น ที่ราคา 28.38 ดอลลาร์ ภายใน 7 ปี
หุ้นกลุ่มชิพอื่นๆ ก็ได้แรงหนุน:
Nvidia (NVDA) ขึ้น 3.3%
Microsoft (MSFT) ขึ้น 1.5%
แต่น่าสนใจที่ Amazon (AMZN) กลับร่วง 2.6% ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว เพราะนักลงทุนกังวลเรื่องการใช้จ่ายกับ AI ที่สูงมาก
Kevin Hassett ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (National Economic Council Director) ออกมาเตือนว่านักลงทุนควรเตรียมใจรับตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอกว่าปกติในอีกหลายเดือนข้างหน้า
แต่เขาชี้ว่าสาเหตุไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจถดถอย แต่เป็นเพราะ:
การเติบโตของประชากรลดลง (Declining Population Growth)
การเติบโตของผลิตภาพพุ่งสูงขึ้น (Skyrocketing Productivity Growth)
คำพูดนี้ออกมาก่อนการเปิดเผยรายงาน Nonfarm Payrolls (NFP) เดือนมกราคม ในวันพุธ ซึ่งเลื่อนมาจากวันศุกร์เพราะรัฐบาลปิดทำการบางส่วน
ตัวเลขเดือนธันวาคมแสดงว่าเศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มงานเพียง 50,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมาก และเป็นหนึ่งในปีที่จ้างงานอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020
นักวิเคราะห์มองว่าคำพูดของ Hassett เป็นการ บริหารความคาดหวัง (Managing Expectations) เพื่อเตรียมตลาดให้พร้อมรับตัวเลขที่อาจต่ำกว่าคาด
หลังจากสัปดาห์ที่ปั่นป่วน ทั้งทองคำและ Bitcoin ก็พักตัวในวันจันทร์
ทองคำ Spot ปรับตัวขึ้นกว่า 1.5% ไปซื้อขายเหนือ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากตกต่ำสุดที่ 4,423 ดอลลาร์ในช่วงเช้า
ทองคำกำลังฟื้นตัวจากการถล่มครั้งประวัติศาสตร์เมื่อวันศุกร์ ที่ดิ่งลง 11% จากจุดสูงสุดใกล้ 5,550 ดอลลาร์
เงิน (Silver) ก็ฟื้นตัวเช่นกัน หลังดิ่ง 31% ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1980
สาเหตุที่ทองคำฟื้น:
Dollar อ่อนค่าลง ทำให้ทองคำถูกลงในสกุลเงินอื่น
นักลงทุนซื้อจังหวะ (Dip-Buying)
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงอยู่
ธนาคารกลางยังคงซื้อทองคำ เพื่อเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 69,000 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 3% ในวันนั้น หลังจากร่วงลงมาต่ำกว่า 75,000 ดอลลาร์ช่วงสุดสัปดาห์ โดยสัปดาห์ที่แล้วอยู่เหนือ 83,000 ดอลลาร์
สกุลเงินดิจิทัลนี้ปัจจุบันตกจากจุดสูงสุดในเดือนตุลาคมที่เหนือ 126,000 ดอลลาร์ ไปแล้วประมาณ 45%
1. เห็นภาพใหญ่ก่อนตัดสินใจ
การดูแค่ดัชนีปิดบวกหรือลบไม่พอ คุณต้องเข้าใจว่า:
เงินไหลไปที่ไหน - จากซอฟต์แวร์ไปชิพ
ความเสี่ยงซ่อนอยู่ตรงไหน - AI Disruption กำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรม
ปัจจัยมหภาคมีผลอย่างไร - จีนลดถือพันธบัตร, ตัวเลขจ้างงานอ่อน
2. หลีกเลี่ยง Value Trap
Monday.com ดูดีจากตัวเลข EPS และรายได้ แต่ คาดการณ์การเติบโตที่ช้าลง คือสัญญาณเตือนภัย นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Value Trap (กับดักหุ้นถูก) - ดูถูกแต่มีปัญหาโครงสร้าง
3. จับจังหวะการหมุนเวียนเซกเตอร์
เมื่อเห็นเงินไหลออกจากซอฟต์แวร์และไหลเข้าชิพ นักลงทุนมืออาชีพจะ ปรับพอร์ต (Portfolio Rotation) ไปตามกระแส
4. เตรียมรับมือความผันผวน
การที่ทองคำและ Bitcoin ผันผวนหนัก แต่ยังมีแรงซื้อกลับ แสดงว่านักลงทุนยังต้องการ สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Assets)
การที่หุ้น ดาวโจนส์ฟื้นตัวจากการร่วงหนักในวันจันทร์ที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างปกติ แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดหุ้น
สิ่งที่นักลงทุนควรจับตา:
การหมุนเวียนเซกเตอร์ - เงินไหลจากซอฟต์แวร์ไปชิพ สะท้อนความกลัว AI Disruption
นโยบายจีน - การลดถือครองพันธบัตรสหรัฐอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์ใหม่
ตัวเลขเศรษฐกิจ - การจ้างงานอ่อนแอแต่ผลิตภาพสูง เป็นสัญญาณของเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง
ความผันผวนของสินทรัพย์ - ทองคำและ Bitcoin ยังคงมีบทบาทในพอร์ตลงทุน
การทำความเข้าใจข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่แค่การอ่านข่าว แต่เป็นการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสม
หุ้น ดาวโจนส์ หรือ Dow Jones Industrial Average (DJIA) เป็นดัชนีหุ้นที่รวบรวมหุ้น 30 บริษัทใหญ่ที่ซื้อขายมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยใช้วิธีคำนวณแบบ Price-Weighted (ถ่วงน้ำหนักตามราคาหุ้น)
ในขณะที่ S&P 500 รวบรวมหุ้น 500 บริษัท และใช้วิธี Market Cap-Weighted (ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด) ทำให้สะท้อนมูลค่าตลาดโดยรวมได้ดีกว่า
ดาวโจนส์มีข้อดีคือเป็นดัชนีที่เก่าแก่และมีชื่อเสียง เหมาะสำหรับดูภาพรวมของบริษัทขนาดใหญ่ แต่ครอบคลุมน้อยกว่า S&P 500
นักลงทุนสถาบันกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่ซอฟต์แวร์แบบเดิม โดยเฉพาะเครื่องมือที่ช่วยทำงานอัตโนมัติ ทำให้บริษัทไม่จำเป็นต้องซื้อซอฟต์แวร์บริหารงานแพงๆ อีกต่อไป
กรณีของ Monday.com แม้รายงานผลกำไรดี แต่การคาดการณ์การเติบโตที่ช้าลง (18-19% แทนที่จะเป็น 21%) เป็นสัญญาณว่าลูกค้าอาจเริ่มลดการใช้จ่าย
นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่า Industry Disruption - การที่เทคโนโลยีใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิมอย่างรวดเร็ว
เมื่อจีนขายพันธบัตรสหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะพุ่งขึ้น ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทสูงขึ้นทั่วโลก รวมถึงบริษัทไทยที่กู้เงินดอลลาร์
ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย:
บริษัทที่มีหนี้เงินดอลลาร์ จะได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
เงินทุนต่างชาติอาจไหลออก จากตลาดเกิดใหม่เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในพันธบัตรสหรัฐ
ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่า ถ้าเงินไหลกลับไปสหรัฐมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าผลกระทบไม่รุนแรงมากนัก เพราะจีนถือพันธบัตรเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม
คำตอบขึ้นอยู่กับ ระยะเวลาและความเสี่ยงที่รับได้:
หุ้นชิพ (Semiconductor Stocks):
ได้ประโยชน์โดยตรงจาก AI Boom เพราะทุก AI ต้องใช้ชิพ
มีข้อตกลงระยะยาวกับบริษัทใหญ่ เช่น AWS
แต่มีความผันผวนสูงและแข่งขันดุเดือด
หุ้นซอฟต์แวร์:
บางบริษัทกำลังปรับตัวใช้ AI มาเสริมธุรกิจ
แต่บริษัทที่ไม่ปรับตัวเสี่ยงถูกแทนที่
ต้องดูว่าบริษัทมีกลยุทธ์ AI ที่ชัดเจนหรือไม่
คำแนะนำ: กระจายความเสี่ยงโดยถือทั้งสองกลุ่ม แต่เลือกบริษัทที่มี competitive moat (ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน) ที่ชัดเจน และติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ