เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-16
เมื่อคุณเริ่มต้นเทรด Forex คุณจะสังเกตเห็นว่าคู่เงิน (currency pairs) มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา บางวันดอลลาร์แข็งค่าขึ้น บางวันยูโรอ่อนค่าลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีปัจจัยหลากหลายที่คอยขับเคลื่อนให้ตลาดแกว่งไปมาอยู่เสมอ
หากคุณเคยสงสัยว่าทำไมค่า EUR/USD ถึงพุ่งขึ้นหลังจากมีข่าวจากธนาคารกลางยุโรป หรือทำไม USD/JPY ถึงตกลงหลังจากมีการแทรกแซงตลาดจากญี่ปุ่น บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ตลาดเงินตราเคลื่อนไหว ไม่ว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์มือใหม่หรือกำลังมองหาความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ตลาด Forex หรือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ คือตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าการซื้อขายหมุนเวียนกว่า 7.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน ตลาดนี้เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ เนื่องจากมีการซื้อขายในหลายเขตเวลาทั่วโลก
สิ่งที่ทำให้ Forex น่าสนใจสำหรับเทรดเดอร์คือความผันผวน (volatility) ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ค่าเงินของแต่ละประเทศสะท้อนถึงสุขภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อปัจจัยเหล่านี้เปลี่ยนแปลง ค่าเงินก็เปลี่ยนตาม
สำหรับคนที่เทรด Forex การเข้าใจว่าอะไรทำให้ตลาดเคลื่อนไหวจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้น วางแผนการเข้าออกจากตลาดได้อย่างมีเหตุผล และจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากต้องเลือกปัจจัยเดียวที่มีอิทธิพลต่อตลาด Forex มากที่สุด คำตอบคือธนาคารกลาง (central banks) องค์กรเหล่านี้มีหน้าที่ดูแลนโยบายการเงิน (monetary policy) ของแต่ละประเทศ และการตัดสินใจของพวกเขาสามารถทำให้ค่าเงินผันผวนได้อย่างรวดเร็ว
อัตราดอกเบี้ย (interest rate) คือหนึ่งในเครื่องมือหลักที่ธนาคารกลางใช้ควบคุมเศรษฐกิจ เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เงินฝากในสกุลเงินนั้นจะได้ผลตอบแทนสูงขึ้น นักลงทุนก็จะหันมาลงทุนในสกุลเงินนั้น ทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
ในทางตรงกันข้าม หากธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ย ผลตอบแทนก็ต่ำลง นักลงทุนอาจถอนเงินออกไปหาโอกาสที่ดีกว่า ทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง
ดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก ปรากฏอยู่ในคู่เงินหลัก (major pairs) ทุกคู่ และถูกใช้เป็นสกุลเงินสำรอง (reserve currency) ของโลก นั่นหมายความว่าการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ หรือที่เรียกว่า Federal Reserve (Fed) มีผลกระทบต่อตลาด Forex ทั้งหมด
คณะกรรมการตลาดเปิดของ Fed หรือ FOMC (Federal Open Market Committee) จะประชุมกันปีละ 8 ครั้ง เพื่อตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน (base rate) ของสหรัฐฯ ทุกครั้งที่ประชุม ตลาดจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า Fed จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นหรือลง
สัญญาณใดที่บอกว่าอัตราดอกเบี้ยอาจขึ้น มักจะทำให้ค่าดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ในทางกลับกัน ถ้ามีสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยอาจลง ค่าดอลลาร์ก็มักจะอ่อนค่าลง
ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) จากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (US Bureau of Labor Statistics): เงินเฟ้อสูงอาจทำให้ Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ
ตัวเลขการจ้างงาน (Non-farm payrolls): การจ้างงานสูงบ่งชี้เศรษฐกิจดี Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ หากการจ้างงานต่ำ Fed อาจลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
สิ่งสำคัญคือคุณต้องเข้าใจว่าค่าดอลลาร์ขึ้นหรือลงจะส่งผลต่อคู่เงินแต่ละคู่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าดอลลาร์เป็นสกุลเงินฐาน (base currency) หรือสกุลเงินอ้างอิง (quote currency) ในคู่นั้น
ตัวอย่างเช่น:
ใน EUR/USD หากดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ราคาของคู่เงินนี้จะลดลง
ใน USD/JPY หากดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ราคาของคู่เงินนี้จะเพิ่มขึ้น
ยูโรเป็นสกุลเงินที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองในตลาด Forex เนื่องจากคู่เงิน EUR/USD มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดในโลก ยูโรยังปรากฏในคู่เงินรอง (minor pairs) ที่สำคัญ เช่น EUR/GBP และ EUR/CHF
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ทำหน้าที่เสมือน Fed ของยุโรป การประชุมของคณะกรรมการกำกับ (Governing Council) จัดขึ้นทุก 6 สัปดาห์ เพื่อตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางของประเทศสมาชิก (NCBs - National Central Banks) จะใช้กับธนาคารพาณิชย์
เช่นเดียวกับ Fed เมื่อ ECB ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ค่ายูโรมักจะแข็งค่าขึ้น และเมื่อมีสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ย ค่ายูโรก็มักจะอ่อนค่าลง
ธนาคารกลางไม่ได้มีอิทธิพลต่อค่าเงินผ่านอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว บางครั้งพวกเขาต้องเข้ามาแทรกแซงตลาดโดยตรง (currency intervention) เมื่อค่าเงินมีความผันผวนมากเกินไป
ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เศรษฐกิจของญี่ปุ่นพึ่งพาการส่งออก (exports) เป็นหลัก ประเทศที่พึ่งส่งออกมักไม่ต้องการให้สกุลเงินของตนแข็งค่ามากเกินไป เพราะจะทำให้สินค้าของตนแพงขึ้นในตลาดต่างประเทศ ยอดขายก็จะลดลง
ลองดูตัวอย่างนี้:
หากเยนแข็งค่ามากเกินไปเมื่อเทียบกับดอลลาร์ (USD/JPY ต่ำลง) บริษัทส่งออกของญี่ปุ่นจะได้เงินน้อยลงในสกุลเยน พวกเขาอาจต้องขึ้นราคาสินค้า ซึ่งจะทำให้ยอดขายโดยรวมลดลง
ในกรณีนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan) อาจตัดสินใจปล่อยเงินสำรองออกมาในตลาด (เพิ่มอุปทาน) เพื่อทำให้เยนอ่อนค่าลง ซึ่งจะทำให้ USD/JPY สูงขึ้น
การแทรกแซงตลาดนี้ท้าทายเป็นพิเศษสำหรับเทรดเดอร์ เพราะมักไม่มีการประกาศล่วงหน้า คุณอาจสังเกตได้จากการที่ธนาคารกลางออกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าค่าเงินของตนแข็งค่าเกินไป แต่การคาดเดาเวลาที่แน่นอนยังคงยากมาก
นอกจากธนาคารกลางแล้ว รัฐบาลก็มีบทบาทสำคัญต่อค่าเงินผ่านนโยบายการคลัง (fiscal policy) ซึ่งต่างจากนโยบายการเงินที่ธนาคารกลางดูแล
นโยบายการคลังคือการที่รัฐบาลจัดการรายได้และค่าใช้จ่าย เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) การเก็บภาษี หรือแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ (fiscal stimulus)
เมื่อรัฐบาลต้องการเงินเพื่อสร้างโครงการใหม่ เช่น โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน พวกเขาจะออกพันธบัตรรัฐบาล (government bonds) เพื่อขายให้กับนักลงทุน
การออกพันธบัตรจำนวนมากอาจส่งผลให้ตลาดกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ (public debt) ซึ่งอาจกดดันให้ค่าเงินอ่อนค่าลง ในทางกลับกัน หากรัฐบาลมีการคลังที่แข็งแกร่งและมีแผนชัดเจนในการจัดการหนี้ นักลงทุนจะมีความเชื่อมั่น และค่าเงินอาจแข็งค่าขึ้น
ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลอาจใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การให้เงินช่วยเหลือประชาชน การลดภาษี หรือการลงทุนในโครงการต่างๆ
มาตรการเหล่านี้มักต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา การติดตามข่าวการเมืองและการลงคะแนนเสียงจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการคาดการณ์ความเคลื่อนไหวของตลาด
ตลาด Forex ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและตัวเลขเพียงอย่างเดียว ความรู้สึกและจิตวิทยาของนักลงทุน (market sentiment) มีส่วนสำคัญในการทำให้ตลาดเคลื่อนไหวเช่นกัน
ความกลัวและความโลภ
ความกลัว (fear) สามารถทำให้ตลาดที่กำลังตกลงกลายเป็นการขายทิ้งอย่างรวดเร็ว และความโลภ (greed) สามารถทำให้ตลาดที่กำลังขึ้นกลายเป็นการซื้อแบบตาบอด
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือวิกฤตในยูโรโซนและกรีซในช่วงปี 2010 ความกลัวครอบงำตลาด ทำให้มีการขายทิ้งสกุลยูโรอย่างมหาศาล ไม่นานหลังจากนั้น ความโลภก็เข้ามาแทนที่ ดันค่ายูโรขึ้นสูงเกินไปจนกระทบต่อการจ้างงานและเงินเฟ้อ ECB จึงต้องเข้ามาบังคับให้ค่าเงินอ่อนค่าลงผ่านกลไกต่างๆ
การระบุจุดที่อารมณ์ของตลาดจะเปลี่ยนแปลงนั้นยากมาก มักจะเห็นผลกระทบได้ชัดเจนหลังจากที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่การรู้ว่าจิตวิทยาตลาดมีอิทธิพลอย่างมากจะช่วยให้คุณเตรียมตัวและไม่ตัดสินใจแบบหุนหันพลันแล่น
นักลงทุนมักจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมระหว่างสองโหมด:
Risk-on: เมื่อตลาดมีความเชื่อมั่น นักลงทุนจะยินดีรับความเสี่ยงมากขึ้น และหันไปลงทุนในสกุลเงินที่มีผลตอบแทนสูงกว่า เช่น สกุลเงินของประเทศเกิดใหม่
Risk-off: เมื่อตลาดมีความไม่แน่นอนหรือวิกฤต นักลงทุนจะหลบไปยังสกุลเงินที่ปลอดภัย (safe-haven currencies) เช่น ดอลลาร์สหรัฐ เยนญี่ปุ่น หรือฟรังก์สวิส
การเข้าใจสภาวะ risk-on และ risk-off จะช่วยให้คุณคาดการณ์ทิศทางของคู่เงินบางคู่ได้ดีขึ้น
ข่าวและรายงานทางเศรษฐกิจ
ไม่ใช่ข่าวทุกข่าวที่จะส่งผลต่อตลาดเท่ากัน รายงานบางประเภทมีอิทธิพลมากกว่าอย่างชัดเจน
รายงานที่ต้องจับตา
รายงานการจ้างงาน (employment reports) มีผลกระทบต่อตลาดมากกว่ารายงานยอดขายภาคการผลิต
รายงานยอดค้าปลีก (retail sales) มีผลกระทบมากกว่ารายงานอุปทานเงิน (monetary supply)
ตัวเลข GDP (Gross Domestic Product) และ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (consumer confidence index) ก็มีความสำคัญสูง
รายงานเหล่านี้สะท้อนถึงสุขภาพเศรษฐกิจโดยตรง และมีโอกาสสูงที่จะทำให้ธนาคารกลางปรับนโยบายการเงิน
เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมักจะใช้ปฏิทินเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือหหลักในการวางแผน ปฏิทินนี้แสดงวันและเวลาที่รายงานสำคัญจะออกมา พร้อมกับคาดการณ์ของตลาด (consensus forecast)
วิธีใช้ปฏิทินเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ:
เข้าไปที่ปฏิทินเศรษฐกิจที่คุณใช้ (เช่น ของ FOREX.com หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ)
กดตัวกรอง (filters) เพื่อเลือกประเทศที่เกี่ยวข้องกับคู่เงินที่คุณเทรด
เลือกหมวดหมู่ของข่าว เช่น การจ้างงาน อัตราเงินเฟ้อ หรือ GDP
เลือกระดับความผันผวน (volatility) ที่คาดหวัง: สูง กลาง หรือต่ำ
ดูคอลัมน์ "Consensus" เพื่อดูว่าตลาดคาดการณ์ตัวเลขไว้ที่เท่าไหร่
การรู้ล่วงหน้าว่าข่าวสำคัญจะออกมาเมื่อไหร่เป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดสำหรับเทรดเดอร์
ปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ควรมองข้าม
ภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้ง
เหตุการณ์ทางการเมืองระดับโลก เช่น สงคราม ข้อพิพาทการค้า หรือการเลือกตั้งครั้งสำคัญ มักส่งผลกระทบอย่างมากต่อค่าเงิน นักลงทุนมักจะถอนเงินออกจากภูมิภาคที่มีความไม่แน่นอนและย้ายไปยังตลาดที่ปลอดภัยกว่า
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Prices)
บางประเทศมีเศรษฐกิจที่พึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก เช่น:
แคนาดา: น้ำมัน
ออสเตรเลีย: แร่เหล็กและถ่านหิน
นิวซีแลนด์: ผลิตภัณฑ์นม
เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้เพิ่มขึ้น สกุลเงินของประเทศนั้นๆ มักจะแข็งค่าตาม และเมื่อราคาตก ค่าเงินก็มักอ่อนค่าลงไปด้วย
ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Differential)
นักลงทุนมักจะทำกลยุทธ์ที่เรียกว่า carry trade คือการกู้เงินในสกุลที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำแล้วนำไปลงทุนในสกุลที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ผลต่างของอัตราดอกเบี้ยนี้ (interest rate differential) จึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในตลาด Forex
ความผันผวนไม่ใช่สัญญาณเดียว
หลายคนคิดว่าถ้าตลาดผันผวนมากก็หมายความว่ามีโอกาสทำกำไรมาก แต่ความจริงคือความผันผวนสูงก็มาพร้อมกับความเสี่ยงสูงเช่นกัน หากคุณไม่มีแผนการจัดการความเสี่ยง (risk management) ที่ดี คุณอาจขาดทุนได้รวดเร็ว
แม้คุณจะเป็นเทรดเดอร์ที่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค (technical analysis) เป็นหลัก การเพิกเฉยต่อข่าวสำคัญจากธนาคารกลางหรือรายงานเศรษฐกิจอาจทำให้คุณพลาดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่หรือเสียเงินโดยไม่รู้ตัว
การผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์ทางเทคนิคและการวิเคราะห์พื้นฐาน (fundamental analysis) จะช่วยให้คุณมีภาพรวมที่สมบูรณ์กว่า
ตลาดไม่ได้ตอบสนองเสมอตามทฤษฎี
บางครั้งตลาดอาจไม่เคลื่อนไหวตามที่คาดการณ์ แม้ว่าข่าวจะออกมาดีก็ตาม นั่นเป็นเพราะตลาดอาจคาดการณ์ข่าวนั้นไว้ล่วงหน้าแล้ว (priced in) หรือมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีน้ำหนักมากกว่า
ตลาด Forex เคลื่อนไหวโดยปัจจัยหลากหลาย ตั้งแต่การตัดสินใจของธนาคารกลาง นโยบายการคลังของรัฐบาล จิตวิทยาของนักลงทุน ไปจนถึงรายงานเศรษฐกิจและเหตุการณ์ทางการเมืองระดับโลก
การเข้าใจว่าอะไรเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดจะช่วยให้คุณ:
วางแผนการเทรดได้ดีขึ้น: รู้ว่าเมื่อไหร่ควรระวังและเมื่อไหร่เป็นโอกาส
จัดการความเสี่ยงได้มีประสิทธิภาพ: ลดโอกาสที่จะโดนตลาดเซอร์ไพรส์
เพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจ: มีเหตุผลรองรับทุกการเข้าหรือออกจากตลาด
หากคุณกำลังมองหาแพลตฟอร์มที่ให้คุณเข้าถึงเครื่องมือวิเคราะห์ ปฏิทินเศรษฐกิจ และข่าวสารแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้คุณเทรด Forex ได้อย่างมั่นใจ EBC Financial Group พร้อมสนับสนุนคุณด้วยแพลตฟอร์มที่ทันสมัย ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ และแหล่งข้อมูลที่ครบครัน
เริ่มต้นเทรด Forex อย่างมืออาชีพไปกับเราวันนี้ และเปลี่ยนความรู้ให้เป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทน
ปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือธนาคารกลางและนโยบายอัตราดอกเบี้ย เพราะส่งผลโดยตรงต่อความน่าสนใจของสกุลเงิน นอกจากนี้รายงานการจ้างงาน ตัวเลขเงินเฟ้อ และนโยบายการคลังของรัฐบาลก็มีบทบาทสำคัญ อารมณ์ของตลาดและเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ก็สามารถสร้างความผันผวนได้อย่างมาก
เพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก หากเยนแข็งค่ามากเกินไป สินค้าญี่ปุ่นจะแพงขึ้นในตลาดต่างประเทศ ยอดขายก็จะลดลง ธนาคารกลางญี่ปุ่นจึงต้องเข้ามาแทรกแซงตลาดเพื่อรักษาสมดุลและป้องกันค่าเงินแข็งเกินไป สิ่งนี้ทำได้โดยการปล่อยเงินสำรองออกมาในตลาดเพื่อเพิ่มอุปทาน ทำให้ค่าเงินอ่อนลง
วิธีที่ดีที่สุดคือใช้ปฏิทินเศรษฐกิจ (economic calendar) ตั้งค่ากรองให้แสดงเฉพาะประเทศที่เกี่ยวข้องกับคู่เงินที่คุณเทรด เลือกดูเฉพาะข่าวที่มีความผันผวนสูงหรือกลาง เช่น รายงานการจ้างงาน ตัวเลข CPI การประชุมธนาคารกลาง ติดตามข่าวล่วงหน้าและเตรียมแผนการเทรดไว้ก่อนข่าวออก หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่ข่าวกำลังจะออก ยกเว้นคุณมีประสบการณ์และกลยุทธ์ที่ชัดเจน
จิตวิทยาตลาดส่งผลอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต ความกลัวและความโลภสามารถผลักดันราคาไปในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับข้อมูลพื้นฐาน วิธีรับมือคือ
(1) มีแผนการเทรดและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน อย่าให้อารมณ์มาครอบงำ
(2) ใช้ stop loss เสมอเพื่อจำกัดความเสียหาย
(3) ติดตามข่าวสารและเข้าใจบริบทของตลาดในภาพกว้าง
(4) หลีกเลี่ยงการตัดสินใจแบบหุนหันพลันแล่นในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ