เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-11

หลายคนอาจจะติดตามดัชนี S&P 500 กันเป็นประจำ เพราะมันเป็นเหมือนเข็มทิศวัดอุณหภูมิของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งหมด แต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ตลาดไม่ได้ส่งสัญญาณแค่การปรับฐานหุ้นธรรมดา มันกำลังบอกเล่าเรื่องราวที่ลึกกว่านั้นมากเกี่ยวกับ "กระเป๋าเงิน" ของผู้บริโภคชาวอเมริกันที่กำลังจะไปต่อไม่ไหว
วันนี้เราจะพาคุณเจาะลึกว่าทำไมดัชนี S&P 500ล่าสุดถึงปิดลบไป 0.3% ตัวเลขหนี้เสียครัวเรือนที่พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบเกือบทศวรรษหมายความว่าอย่างไร และทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบต่อนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือเรียกสั้นๆ ว่า "เฟด") อย่างไร รวมถึงสิ่งที่นักลงทุนควรเตรียมพร้อมรับมือในช่วงนี้
ก่อนที่เราจะไปลงลึกถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ดัชนี S&P 500 คืออะไร
ดัชนี S&P 500 (Standard & Poor's 500 Index) เป็นดัชนีชี้วัดตลาดหุ้นที่รวบรวมบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ถึง 500 บริษัทในสหรัฐอเมริกา ครอบคลุมทุกภาคธุรกิจหลัก ตั้งแต่เทคโนโลยี การเงิน สาธารณสุข พลังงาน ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค นักลงทุนทั่วโลกใช้ตัวชี้วัดนี้เป็นตัวสะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ว่ากำลังเติบโตหรือหดตัว
เวลาที่เราได้ยินว่า "ดัชนี S&P 500 ปิดบวก" หมายความว่าราคาหุ้นของบริษัทส่วนใหญ่ในดัชนีนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งบอกว่านักลงทุนมีความมั่นใจในเศรษฐกิจ แต่ในทางกลับกัน ถ้าดัชนีปิดลบ แสดงว่ามีความกังวลบางอย่างเกิดขึ้นในตลาด
ในเซสชันการซื้อขายล่าสุด ดัชนี S&P 500 ปิดลบไป 0.3% หยุดการทำสถิติใหม่ที่พุ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ สาเหตุหลักมาจากตัวเลขยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของเดือนธันวาคมที่ออกมา "ทรงตัว" หรือพูดง่ายๆ คือไม่มีการเติบโตเลย
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดหมายไว้ว่ายอดค้าปลีกจะโต 0.4% แต่กลับกลายเป็นว่าไม่โตเลย เมื่อเจาะลงไปดูตัวเลข Control-group sales (กลุ่มสินค้าควบคุมที่รัฐบาลใช้คำนวณ GDP) กลับติดลบไป 0.1% ด้วยซ้ำ
ตัวเลขนี้สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่าผู้บริโภคชาวอเมริกัน ซึ่งเป็น "เครื่องยนต์หลัก" ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเริ่มหมดแรง แม้กระทั่งดัชนี Nasdaq 100 ที่เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก็ปรับตัวลง 0.6% ส่วน Bitcoin ก็ร่วงลงต่ำกว่า 70,000 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ประมาณ 68,900 ดอลลาร์
คุณอาจจะสงสัยว่าทำไมตัวเลขยอดค้าปลีกที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดา ถึงส่งผลกระทบต่อดัชนี S&P 500 ได้ขนาดนี้
เหตุผลง่ายๆ คือ การบริโภคของผู้บริโภคในสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของ GDP ทั้งหมด เมื่อผู้คนหยุดซื้อของ หยุดใช้จ่าย หมายความว่าบริษัทต่างๆ จะขายสินค้าไม่ออก รายได้ลดลง กำไรลดลง และในที่สุดราคาหุ้นก็จะตกลงไปด้วย
นอกจากนี้ ยังมีผลต่อนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ด้วย เพราะถ้าเศรษฐกิจชะลอตัวมากเกินไป เฟดอาจจะต้องลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นให้คนกู้เงินง่ายขึ้น และนำเงินไปใช้จ่ายมากขึ้น
ข่าวร้ายทางเศรษฐกิจ กลายเป็นข่าวดีของตลาดพันธบัตร
ในโลกการเงิน บางครั้งสิ่งที่ดูเหมือนข่าวร้ายสำหรับเศรษฐกิจจริง กลับกลายเป็นข่าวดีสำหรับตลาดพันธบัตร (Bond Market)
เมื่อตัวเลขยอดค้าปลีกออกมาอ่อนแอ นักลงทุนจึงเริ่มคาดเดาว่าเฟดอาจจะต้องลดอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นและมากขึ้นกว่าที่คิดไว้ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำจนเกินไป สิ่งนี้ทำให้เงินไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตร เพราะนักลงทุนมองว่าการถือพันธบัตรในช่วงที่ดอกเบี้ยกำลังจะลดลงจะทำกำไรได้
ผลก็คือ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-year Treasury Yield) ร่วงลง 6 Basis Points (หรือ 0.06%) มาอยู่ที่ระดับ 4.14% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบหนึ่งเดือน
ตอนนี้ตลาดเงินเริ่มมองเห็นโอกาสประมาณ 30% ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปี 2026 โดย 2 ครั้งแรกนั้นตลาดได้ "Price in" หรือคาดการณ์ราคาไปเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ที่ช่วง 3.5% ถึง 3.75% ก็ตาม
สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าตัวเลขยอดค้าปลีก คือรายงานหนี้ครัวเรือนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์กเพิ่งเปิดเผยออกมา ตัวเลขนี้เป็นเหมือน "ระเบิดเวลา" ที่ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ
รายงานพบว่า อัตราการผิดนัดชำระหนี้ (Delinquency Rates) ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดพุ่งขึ้นไปแตะ 4.8% ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2017 เมื่อ 10 ปีที่แล้ว
เมื่อเจาะลงไปดูในแต่ละประเภทหนี้ ภาพจะยิ่งน่าตกใจ:
1. หนี้บัตรเครดิต
หนี้บัตรเครดิตที่ค้างชำระเกิน 90 วัน พุ่งขึ้นไปถึง 12.7% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011 สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคจำนวนมากกำลังใช้หนี้บัตรเครดิตหมุนเวียนเพื่อครองชีพ และเริ่มไปต่อไม่ไหวแล้ว
2. หนี้สินเชื่อรถยนต์
หนี้สินเชื่อรถยนต์ที่ผิดนัดชำระอย่างรุนแรงขยับขึ้นไปที่ 5.2% ใกล้จะทำลายสถิติเดิมที่ตั้งไว้เมื่อปี 2010 ในช่วงวิกฤตการเงินโลก
3. หนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
หนี้กู้เพื่อการศึกษา (Student Loans) มีการผิดนัดชำระพุ่งสูงไปถึง 16.3% นี่เป็นภาระหนักที่คนรุ่นใหม่กำลังแบกรับอยู่
ข้อมูลเหล่านี้บอกเราว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน (Bifurcated Economy) กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยและคนรุ่นใหม่กำลังแบกรับภาระหนี้สินจนไปต่อไม่ไหว ขณะที่คนรวยกลับยิ่งรวยขึ้น
ตัวเลขนี้ยังสอดคล้องกับอัตราการว่างงานในกลุ่มอายุ 16-24 ปี ที่สูงถึง 10.4% ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมยอดค้าปลีกถึงแผ่วลง เพราะคนกลุ่มนี้ไม่มีเงินเหลือจะจับจ่ายใช้สอยแล้ว
หลังจากเห็นตัวเลขผู้บริโภคที่อ่อนแอแล้ว สายตาของนักลงทุนทั่วโลกตอนนี้จึงจับจ้องไปที่ตัวเลขการจ้างงาน (Jobs Report) ที่กำลังจะประกาศออกมา
นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ในเดือนมกราคมจะเพิ่มขึ้น 65,000 ตำแหน่ง และอัตราการว่างงานจะอยู่ที่ 4.4%
หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาดมากๆ ตลาดอาจจะตีความว่าเศรษฐกิจกำลังถดถอย และนักลงทุนอาจจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Assets) เช่น หุ้น และคริปโตเคอเรนซี แต่ถ้าตัวเลขออกมาดีพอใช้ ก็อาจจะช่วยคลายความกังวลได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม ตลาด Options (ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) ได้ส่งสัญญาณเตือนว่า ราคาในตลาดปัจจุบันอาจจะยังไม่ได้เผื่อพื้นที่ให้กับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นจากการประกาศตัวเลขนี้ ซึ่งในอดีตมักจะทำให้ตลาดเหวี่ยงรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้
ในฝั่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เราเริ่มเห็นการหมุนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) ที่ชัดเจนขึ้น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เคยร้อนแรงมากในช่วงที่ผ่านมา เริ่มถูกลดน้ำหนักการลงทุน
UBS Global Wealth Management ซึ่งเป็นบริษัทจัดการเงินลงทุนระดับโลก ได้ปรับลดคำแนะนำสำหรับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีลงมาเป็น Neutral (ระดับปานกลาง) โดยให้เหตุผลว่า การเติบโตของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI (Artificial Intelligence Infrastructure) ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Google, Amazon, Microsoft อาจจะเริ่มชะลอตัว และราคาหุ้นกลุ่มฮาร์ดแวร์ก็แพงเกินไปแล้ว
แต่ในทางกลับกัน เงินทุนเริ่มไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclical Stocks) และหุ้นขนาดเล็ก (Small Caps) ที่มักจะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจจริง
นักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีของตลาดกระทิง (Bull Market) ในระยะยาว เพราะการขึ้นของตลาดเริ่มกระจายตัว (Market Broadening) ไม่ได้กระจุกอยู่แค่หุ้นเทคโนโลยีไม่กี่ตัวเหมือนปีที่แล้ว
แม้ว่าตลาดจะดูอึมครึม แต่บริษัทใหญ่ๆ ก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ:
Alphabet (บริษัทแม่ของ Google)
Alphabet ระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ (Corporate Bond) ได้เกือบ 32,000 ล้านดอลลาร์ ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง เพื่อนำเงินไปลงทุนในสงคราม AI ต่อกับคู่แข่งอย่าง Microsoft และ Amazon
Blackstone และ Anthropic
Blackstone ซึ่งเป็นกองทุนระดับโลก เพิ่มเงินลงทุนในบริษัท Anthropic (บริษัท AI ชื่อดังที่พัฒนา Claude AI) จนมูลค่าหุ้นในมือพุ่งไปแตะ 1,000 ล้านดอลลาร์
Tesla
Tesla กำลังปรับโครงสร้างผู้บริหาร โดยดึงผู้นำฝั่งยุโรปมาดูแลยอดขายทั่วโลกแทน เพื่อพยายามกู้สถานการณ์ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังดิ้นรนอยู่
Disney
Disney ขายหุ้นกู้วงเงิน 4,000 ล้านดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2020 เพื่อล็อกต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำลง ก่อนที่เฟดจะปรับนโยบายดอกเบี้ย
สำหรับนักลงทุนทั้งมือใหม่และมือเก่า การติดตามดัชนี S&P 500 เป็นสิ่งสำคัญเพราะ:
1. เป็นตัวชี้วัดสุขภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ดัชนี S&P 500 สะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อสหรัฐฯ มีปัญหา ก็จะกระทบไปยังตลาดทั่วโลก
2. ช่วยในการตัดสินใจลงทุน
การรู้ว่าดัชนีกำลังขึ้นหรือลง และสาเหตุที่อยู่เบื้องหลัง จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าควรจะซื้อหุ้น ขายหุ้น หรือถือเงินสดไว้
3. เป็นมาตรฐานเปรียบเทียบผลตอบแทน
นักลงทุนมืออาชีพมักจะเปรียบเทียบผลตอบแทนของพอร์ตลงทุนกับดัชนี S&P 500 เพื่อดูว่าตัวเองทำได้ดีกว่าหรือแย่กว่าตลาด
ข้อเข้าใจผิดที่ 1: ดัชนี S&P 500 ขึ้นแปลว่าทุกหุ้นขึ้น
ความจริงคือ ดัชนีเป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก บางครั้งหุ้นตัวใหญ่ไม่กี่ตัวขึ้นแรง ก็ทำให้ดัชนีขึ้นได้ ทั้งที่หุ้นตัวอื่นส่วนใหญ่อาจจะลง
ข้อเข้าใจผิดที่ 2: ข่าวดีทางเศรษฐกิจ = หุ้นต้องขึ้น
ในความเป็นจริง บางครั้งข่าวดีเกินไปทำให้ตลาดกลัวว่าเฟดจะไม่ลดดอกเบี้ย หุ้นกลับลงแทน
ข้อเข้าใจผิดที่ 3: การวิเคราะห์ตัวเลขเดียวก็เพียงพอ
การลงทุนต้องดูภาพรวมหลายมิติ ทั้งยอดค้าปลีก ตลาดแรงงาน หนี้ครัวเรือน และนโยบายเฟด ไม่สามารถดูแค่ตัวเลขเดียวได้
ตอนนี้ตลาดการเงินกำลังอยู่ในช่วง Wait and See หรือรอดูความชัดเจน ขาหนึ่งกังวลเรื่องผู้บริโภคที่เริ่มไม่มีกำลังซื้อ และหนี้เสียที่พุ่งสูง แต่อีกขาหนึ่งก็ยังมีความหวังว่าเฟดจะเข้ามาช่วยลดดอกเบี้ยได้ทันเวลา และกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะยังประคองตัวได้
สิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์นี้คือ:
ตัวเลขการจ้างงาน (Jobs Report)
ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI (Consumer Price Index) ที่จะประกาศในวันศุกร์
ทั้งสองตัวเลขนี้จะเป็นตัวตัดสินทิศทางของดัชนี S&P 500 และตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะสั้น
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าใจตลาดลึกซึ้งยิ่งขึ้น และต้องการเครื่องมือวิเคราะห์ระดับสถาบัน EBC Financial Group พร้อมให้บริการข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์ รายงานวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ และแพลตฟอร์มการซื้อขายที่ทันสมัย เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์
ดัชนี S&P 500 คือดัชนีชี้วัดตลาดหุ้นที่รวบรวมบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ 500 บริษัทในสหรัฐอเมริกา ครอบคลุมทุกภาคธุรกิจหลัก ถือเป็นตัวชี้วัดสุขภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเป็นมาตรฐานสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ประเมินแนวโน้มตลาดและเปรียบเทียบผลตอบแทนการลงทุน
เมื่อหนี้เสียครัวเรือนพุ่งสูง แสดงว่าผู้บริโภคกำลังประสบปัญหาทางการเงินและไม่มีกำลังซื้อ ส่งผลให้ยอดค้าปลีกชะลอตัว บริษัทต่างๆ ขายสินค้าไม่ออก รายได้และกำไรลดลง ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลง นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงของเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนในตลาดหุ้นโดยตรง
เฟดควบคุมอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมและกำลังซื้อของผู้บริโภค เมื่อข้อมูลเศรษฐกิจอ่อนแอ ตลาดคาดหวังว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลดีต่อหุ้น แต่ถ้าเฟดคงดอกเบี้ยสูงไว้นาน ก็จะกดดันตลาดหุ้นให้ปรับฐานลง ดังนั้นทิศทางนโยบายของเฟดจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา
นักลงทุนควรทบทวนพอร์ตลงทุนและกระจายความเสี่ยง อาจจะเพิ่มสัดส่วนในสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นพันธบัตรรัฐบาล ลดน้ำหนักหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง ติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงการตัดสินใจตามอารมณ์ หากไม่แน่ใจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน เช่น EBC Financial Group ที่มีทีมนักวิเคราะห์พร้อมให้คำแนะนำเชิงลึกตามสถานการณ์ตลาดแบบเรียลไทม์
เริ่มต้นการลงทุนอย่างมั่นใจกับ EBC Financial Group รับข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์ เครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยให้คุณก้าวทันทุกความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ สมัครสมาชิกวันนี้เพื่อรับสิทธิพิเศษและเริ่มต้นเส้นทางนักลงทุนมืออาชีพ
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ