MSFT ยังน่าซื้อไหมในปี 2026? วิเคราะห์อนาคต Microsoft ที่นักลงทุนไม่ควรพลาด
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

MSFT ยังน่าซื้อไหมในปี 2026? วิเคราะห์อนาคต Microsoft ที่นักลงทุนไม่ควรพลาด

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-18

ถ้าคุณเคยเปิดคอมพิวเตอร์ ใช้ Excel ส่งอีเมลผ่าน Outlook หรือแม้แต่คุยกับ AI บน Bing คุณก็ได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ของ Microsoft แล้วโดยไม่รู้ตัว


แต่ในโลกการลงทุน Microsoft ไม่ได้เป็นแค่บริษัทซอฟต์แวร์เจ้าเก่าที่ขาย Windows อีกต่อไป วันนี้ Microsoft กลายเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงถึง 4.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเป็นเจ้าของ Azure แพลตฟอร์มคลาวด์ที่กำลังแข่งขันดุเดือดกับ Amazon และ Google ท่ามกลางกระแส AI ที่ร้อนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ


หุ้น MSFT หรือ Nasdaq: MSFT คือสัญลักษณ์หลักทรัพย์ (Ticker Symbol) ของ Microsoft Corporation ที่ซื้อขายในตลาดหุ้น Nasdaq ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกใช้เพื่อติดตามราคาหุ้น Microsoft และวิเคราะห์ทิศทางการลงทุน


บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจหุ้น MSFT ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงการวิเคราะห์เชิงลึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับราคาหุ้น Microsoft ล่าสุด และโอกาสการลงทุนในระยะยาวมีหน้าตาเป็นอย่างไร


หุ้น MSFT คืออะไร? ทำความรู้จักก่อนลงทุน

หุ้น MSFT

MSFT คือรหัสหลักทรัพย์ของ Microsoft Corporation บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งโดย Bill Gates และ Paul Allen ในปี 1975 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ตั้งแต่ปี 1986


ปัจจุบัน Microsoft ดำเนินธุรกิจใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. Intelligent Cloud (คลาวด์อัจฉริยะ) กลุ่มธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของ Microsoft โดยมี Azure เป็นหัวใจสำคัญ Azure คือแพลตฟอร์มบริการคลาวด์ (Cloud Computing Platform) ที่ให้บริการตั้งแต่การเก็บข้อมูล ประมวลผล ไปจนถึงการรัน AI Model สำหรับองค์กรทั่วโลก ไตรมาสล่าสุด Azure เติบโตสูงถึง 40% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้


2. Productivity and Business Processes (ผลิตภัณฑ์เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน) ครอบคลุมผลิตภัณฑ์คุ้นหูอย่าง Microsoft 365 (Word, Excel, PowerPoint, Teams), Dynamics 365 (ระบบ ERP และ CRM สำหรับองค์กร) และ LinkedIn แพลตฟอร์มเครือข่ายมืออาชีพที่ Microsoft เข้าซื้อกิจการในปี 2016


3. More Personal Computing (คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล) กลุ่มธุรกิจดั้งเดิมที่รวม Windows, อุปกรณ์ Surface, Xbox และธุรกิจโฆษณาบน Bing Search Engine


ความหลากหลายของธุรกิจนี้เองที่ทำให้ Microsoft ไม่ได้พึ่งพารายได้จากแหล่งเดียว และสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องแม้ในภาวะตลาดที่ผันผวน


ผลประกอบการล่าสุด: ตัวเลขดี แต่ทำไมหุ้นร่วง?

หนึ่งในคำถามที่นักลงทุนสับสนที่สุดในช่วงที่ผ่านมาคือ ทำไมหุ้น MSFT ถึงร่วงลงทั้งที่ผลประกอบการออกมาดีเกินคาด?


ผลประกอบการไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2026 (ครอบคลุมเดือนกรกฎาคม–กันยายน 2025) ของ Microsoft แสดงตัวเลขที่น่าประทับใจมาก


รายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท เติบโต 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน กำไรสุทธิอยู่ที่ 0.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% และ Net Profit Margin (อัตรากำไรสุทธิ) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 36% นอกจากนี้ Microsoft ยังคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นผ่านปันผลและการซื้อหุ้นคืนรวมกว่า 3.5 แสนล้านบาทในไตรมาสเดียว


ตัวเลขเหล่านี้ดูดีทุกมิติ แต่ตลาดกลับตอบสนองด้วยการขายหุ้น โดยราคาร่วงลงเกือบ 4% ในช่วงซื้อขายหลังตลาดปิด (After-Hours Trading) จากระดับ 541.55 ดอลลาร์ลงไปแตะ 519.99 ดอลลาร์


คำตอบอยู่ที่ CAPEX

Amy Hood (เอมี่ ฮู้ด) ซีเอฟโอ (Chief Financial Officer) ของ Microsoft ประกาศแผนเพิ่มงบ CAPEX (Capital Expenditure หรือค่าใช้จ่ายลงทุนในสินทรัพย์ถาวร) จาก 0.97 ล้านล้านบาท เป็น 1.13 ล้านล้านบาท เพื่อเร่งสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI

ที่สำคัญกว่าตัวเลขคือการส่งสัญญาณว่า CAPEX ในปีงบประมาณ 2026 จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าปี 2025 ซึ่งเป็นการกลับลำจากที่เคยสื่อสารไว้ว่าการใช้จ่ายจะค่อยๆ ชะลอตัวลง


เมื่อ CAPEX พุ่งสูง Free Cash Flow (กระแสเงินสดอิสระ) ก็ย่อมลดลงในระยะสั้น นักลงทุนที่เน้นมูลค่าจากกระแสเงินสดจึงรู้สึกกังวลทันที


เปรียบเทียบ CAPEX: Microsoft สู้ไหวแค่ไหนในสมรภูมิ AI?

การทุ่มงบลงทุนของ Microsoft ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ เพราะคู่แข่งทุกรายก็กำลังทำแบบเดียวกัน


Microsoft วางแผน CAPEX ปีงบประมาณ 2026 ไว้ที่ 115–125 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นแบบ Double-Digit Growth จากปีงบประมาณ 2025 ที่ใช้ไป 80 พันล้านดอลลาร์ Amazon ซึ่งเป็นเจ้าของ AWS (Amazon Web Services) แพลตฟอร์มคลาวด์อันดับหนึ่งของโลก วางแผน CAPEX สูงถึง 100–122 พันล้านดอลลาร์สำหรับปี 2025 ส่วน Google เพิ่มงบจาก 75 เป็น 85 พันล้านดอลลาร์ โดยสองในสามของงบนี้ไปที่การซื้อเซิร์ฟเวอร์และโครงสร้างพื้นฐาน


ในมุมหนึ่ง Microsoft กำลังทุ่มเงินในระดับเดียวกับคู่แข่ง แต่ในอีกมุมหนึ่ง นักวิเคราะห์จาก Reuters และ CNBC มองว่านี่คือ "การลงทุนที่จำเป็น" ไม่ใช่ "ค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า" เพราะใครที่ไม่ลงทุนตอนนี้ อาจสูญเสียตำแหน่งในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปตลอดกาล


ราคาหุ้น MSFT และแนวโน้มในปี 2026

แม้จะมีแรงกดดันจากข่าว CAPEX ในระยะสั้น แต่เมื่อมองภาพรวมทั้งปี หุ้น MSFT ยังคงแสดงแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง


ราคาหุ้น MSFT ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 28.48% นับตั้งแต่ต้นปี 2025 ซึ่งโดดเด่นกว่า Apple (AAPL) ที่เติบโตเพียง 7.70% และ Amazon (AMZN) ที่ 4.97% มีเพียง NVIDIA (NVDA) เท่านั้นที่แซงหน้าด้วยการพุ่งขึ้นถึง 54.17% ในช่วงเวลาเดียวกัน


ค่า P/E Ratio (อัตราส่วนราคาต่อกำไร) ของ MSFT อยู่ที่ 39.70 ซึ่งสะท้อนว่าตลาดยังให้มูลค่าพรีเมียมกับ Microsoft เนื่องจากความคาดหวังการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะจากธุรกิจ AI และ Cloud ที่ยังมีพื้นที่เติบโตอีกมาก


ความสัมพันธ์กับ OpenAI: ไพ่ลับที่ซ่อนอยู่ใน MSFT

อีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือความสัมพันธ์ระหว่าง Microsoft และ OpenAI บริษัทผู้พัฒนา ChatGPT


Microsoft ถือหุ้นใน OpenAI ราว 27% คิดเป็นมูลค่ากว่า 4.4 ล้านล้านบาท และในไตรมาสที่ผ่านมา Microsoft ต้องรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากการลงทุนนี้กว่า 1 แสนล้านบาท


แต่ในข้อตกลงใหม่ที่เพิ่งปรับโครงสร้าง มีสองประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรรู้


ประการแรก OpenAI ตกลงซื้อบริการ Azure เพิ่มเติมมูลค่าสูงถึง 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเปรียบเหมือนการการันตีรายได้ระยะยาวให้กับธุรกิจคลาวด์ของ Microsoft


ประการที่สอง Microsoft สละสิทธิ์ที่เรียกว่า Right of First Refusal (สิทธิ์ในการยื่นข้อเสนอก่อน) ซึ่งหมายความว่า OpenAI สามารถเลือกใช้บริการคลาวด์จาก AWS หรือ Google Cloud ได้โดยไม่ต้องผ่าน Microsoft ก่อน หลายคนมองว่านี่คือการยอมก้าวถอยหนึ่งก้าว แต่ในอีกมุมหนึ่ง การปล่อยให้ OpenAI มีอิสระมากขึ้นช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายการผูกขาด (Antitrust) ที่ทั้งสองบริษัทกำลังเผชิญจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก


สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Rights) ของ Microsoft ต่อ OpenAI ยังคงมีผลถึงปี 2032 ซึ่งหมายความว่า Microsoft ยังคงมีสิทธิ์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ของ OpenAI ต่อไปในระยะยาว


ประโยชน์ของการติดตามหุ้น MSFT สำหรับนักลงทุนไทย

หลายคนอาจสงสัยว่า ในฐานะนักลงทุนไทย การติดตามหุ้น MSFT มีประโยชน์อย่างไร?

1. เป็นตัวชี้วัดแนวโน้มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก Microsoft ทำธุรกิจในแทบทุกส่วนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น Cloud, AI, Productivity Software, Gaming หรือ Search Engine การเคลื่อนไหวของ MSFT จึงมักสะท้อนทิศทางของภาคเทคโนโลยีในภาพรวม

2. เป็นโอกาสกระจายความเสี่ยงด้วยสินทรัพย์ต่างประเทศ การลงทุนในหุ้นต่างประเทศอย่าง MSFT ช่วยกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นไทย และได้รับประโยชน์จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มักแข็งค่าในช่วงที่ตลาดกังวล

3. เป็น Proxy ลงทุนใน AI โดยไม่ต้องเสี่ยงกับหุ้นขนาดเล็ก AI เป็นเทรนด์ที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจ แต่การเลือกลงทุนในหุ้น AI Startup มีความเสี่ยงสูง Microsoft ซึ่งมีธุรกิจ AI ผ่าน Azure, Copilot และการถือหุ้นใน OpenAI ให้โอกาสสัมผัสกับการเติบโตของ AI บนพื้นฐานธุรกิจที่มั่นคงกว่ามาก

4. มีปันผลสม่ำเสมอ แม้ Dividend Yield (อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล) จะอยู่ที่เพียง 0.67% ซึ่งไม่สูงนัก แต่ Microsoft จ่ายปันผลอย่างต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ และมีประวัติการเพิ่มเงินปันผลทุกปีโดยไม่ขาด


มุมมองระยะสั้นและระยะยาวสำหรับ MSFT

มุมมองระยะสั้น (Short-Term)

การเพิ่ม CAPEX อย่างมีนัยสำคัญจะกดดัน Free Cash Flow ในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า ทำให้ราคาหุ้นอาจเผชิญความผันผวนและมีแรงขายในทุกครั้งที่ตลาดกังวลเรื่องต้นทุน


มุมมองระยะยาว (Long-Term)

โครงสร้างพื้นฐาน AI และ Cloud ที่ Microsoft กำลังสร้างอยู่นี้คือการวางรากฐานสำหรับทศวรรษหน้า Gartner คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายด้าน IT ทั่วโลกจะเกิน 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 โดยมี AI เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก


Azure ที่เติบโต 40% และมีสัญญารายได้ระยะยาวจาก OpenAI มูลค่า 250,000 ล้านดอลลาร์ คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า Microsoft ยังคงเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งในตลาดนี้


บทสรุป: หุ้น MSFT คือการเดิมพันกับอนาคตของ AI

Microsoft ไม่ได้เป็นแค่หุ้นเทคโนโลยีทั่วไป แต่คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในทศวรรษหน้า


การที่ราคาหุ้น MSFT ร่วงลงจากข่าว CAPEX ไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่คือปฏิกิริยาปกติของตลาดต่อต้นทุนที่สูงกว่าคาดในระยะสั้น ในขณะที่พื้นฐานธุรกิจระยะยาวยังคงแข็งแกร่งมาก


สำหรับนักลงทุนที่มองในระยะยาว การย่อตัวของราคาหุ้นจากความกังวลเรื่อง CAPEX อาจเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้น ในขณะที่นักลงทุนระยะสั้นควรติดตามตัวเลข Free Cash Flow และ Guidance ของแต่ละไตรมาสอย่างใกล้ชิด


การลงทุนในหุ้น MSFT วันนี้คือการลงทุนในอนาคตของ AI Cloud และเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลก คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ว่า "ควรลงทุนหรือไม่" แต่คือ "ตอนนี้เป็นจังหวะที่ใช่สำหรับคุณหรือเปล่า?"


FAQ

คำถามที่ 1: หุ้น MSFT คืออะไร และซื้อขายที่ไหน?

MSFT คือรหัสหลักทรัพย์ (Ticker Symbol) ของ Microsoft Corporation บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกัน ซื้อขายในตลาดหุ้น Nasdaq ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่เน้นบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ นักลงทุนไทยสามารถลงทุนในหุ้น MSFT ได้ผ่านโบรกเกอร์ที่ให้บริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ เช่น EBC Financial Group


คำถามที่ 2: ทำไมราคาหุ้น Microsoft ถึงร่วงทั้งที่ผลประกอบการออกมาดี?

สาเหตุหลักมาจากการประกาศเพิ่มงบ CAPEX (Capital Expenditure หรือค่าใช้จ่ายลงทุน) ที่สูงกว่าที่ตลาดคาด Microsoft วางแผนทุ่มงบสร้างศูนย์ข้อมูลและพัฒนา AI มากกว่าเดิม ซึ่งในระยะสั้นจะกดดัน Free Cash Flow (กระแสเงินสดอิสระ) ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มเลือกขายหุ้นออกก่อน แม้ว่าในระยะยาว การลงทุนนี้อาจสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากก็ตาม


คำถามที่ 3: Azure คืออะไร และสำคัญต่อ Microsoft มากแค่ไหน?

Azure คือแพลตฟอร์มบริการคลาวด์ (Cloud Computing Platform) ของ Microsoft ที่ให้บริการตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล ไปจนถึงการรัน AI Model ขนาดใหญ่ ปัจจุบัน Azure เป็นกลุ่มธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของ Microsoft โดยในไตรมาสล่าสุดเติบโตสูงถึง 40% และเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้หลักของบริษัท


คำถามที่ 4: Microsoft และ OpenAI มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?

Microsoft ถือหุ้นใน OpenAI (บริษัทผู้พัฒนา ChatGPT) ราว 27% และทั้งสองบริษัทมีข้อตกลงพาร์ทเนอร์ชิประยะยาว โดย OpenAI ตกลงซื้อบริการ Azure ของ Microsoft มูลค่าสูงถึง 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในทางกลับกัน Microsoft สละสิทธิ์ควบคุมบางส่วน เพื่อให้ OpenAI มีอิสระในการดำเนินงานมากขึ้น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายการผูกขาดสำหรับทั้งสองฝ่าย


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
รวมหุ้น Growth พุ่งแรงแห่งปี 2025 ที่นักลงทุนต้องจับตา
7 หุ้นนางฟ้า 100: สัญญาณเปลี่ยนแปลงของกลุ่ม Magnificent 7 ที่นักลงทุนต้องรู้
การเข้าร่วมดัชนี S&P 500: จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากหุ้นถูกเพิ่มเข้าไป
วิเคราะห์หุ้น Microsoft 2026: MSFT จะอยู่ระดับไหน?
6 รายงานผลประกอบการที่อาจส่งผลต่อตลาดในสัปดาห์นี้