เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-16
ถ้าคุณเคยติดตามข่าวการเงินหรือเข้าไปอ่านบทวิเคราะห์ตลาดทอง คุณคงเคยเจอคำว่า "ตลาดขาขึ้น" หรือ "ตลาดขาลง" บ่อยครั้ง แต่ในวงการการเงินโลก เราเรียกสภาวะเหล่านี้ว่า Bullish Market (ตลาดกระทิง) และ Bearish Market (ตลาดหมี)
สำหรับนักเทรดทองคำ การเข้าใจความแตกต่างระหว่างสองสภาวะนี้ไม่ใช่แค่ความรู้ทั่วไป แต่เป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้คุณตัดสินใจเข้า-ออกตลาดได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทองคำผันผวนหรือเมื่อเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน
ในบทความนี้ เราจะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานว่า Bullish และ Bearish คืออะไร ทำไมถึงเรียกชื่อนี้ ส่งผลต่อราคาทองคำอย่างไร และที่สำคัญคือ คุณจะใช้ความรู้นี้วางกลยุทธ์การเทรดทองได้อย่างไร

Bullish หมายถึง สภาวะตลาดที่ราคาสินทรัพย์กำลังเคลื่อนตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนมีความเชื่อมั่นสูง และยอมรับความเสี่ยงมากขึ้น เรียกว่า "ตลาดขาขึ้น" หรือ "Bull Market"
ที่มาของชื่อนี้มาจากท่าทางการโจมตีของกระทิง (Bull) ที่ใช้เขาขวิดขึ้นด้านบน เปรียบเสมือนแนวโน้มราคาที่พุ่งขึ้น
เมื่อตลาดอยู่ในสภาวะ Bullish:
นักลงทุนมีความมั่นใจในการลงทุน
มีเงินทุนไหลเข้าตลาดมากขึ้น
ปริมาณการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้น
ความเสี่ยงที่ยอมรับได้สูงขึ้น
ราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวในทิศทางขึ้น
สำหรับตลาดทองคำ เมื่อเข้าสู่ช่วง Bullish มักเป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือนโยบายการเงินที่คาดว่าจะผลักดันให้ราคาทองขึ้น
Bearish หมายถึง สภาวะตลาดที่ราคาสินทรัพย์กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนมีความกังวลเพิ่มขึ้น และหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เรียกว่า "ตลาดขาลง" หรือ "Bear Market"
ชื่อนี้มาจากท่าทางการโจมตีของหมี (Bear) ที่ใช้อุ้งเท้าตบลงด้านล่าง เปรียบเสมือนแนวโน้มราคาที่ร่วงลง
เมื่อตลาดอยู่ในสภาวะ Bearish:
นักลงทุนขาดความมั่นใจ มีความระมัดระวังสูง
เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง
ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น
นักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven assets)
ราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวในทิศทางลง
น่าสนใจว่า สำหรับทองคำ บางครั้งเมื่อตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เข้าสู่ Bearish กลับทำให้ราคาทองคำขึ้น เพราะทองคำถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนหันมาพึ่งพาในยามวิกฤต
การใช้สัญลักษณ์สัตว์ทั้งสองตัวนี้มีที่มาที่น่าสนใจ:
กระทิง (Bull) เมื่อโจมตี จะใช้เขาขวิดขึ้นด้านบน ซึ่งเปรียบเหมือนแนวโน้มราคาที่พุ่งสูงขึ้น กระทิงยังเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง พลังงาน และความมั่นใจ
หมี (Bear) เมื่อโจมตี จะใช้อุ้งเท้าฟาดลงด้านล่าง ซึ่งเปรียบเหมือนแนวโน้มราคาที่ร่วงลง หมียังเป็นสัญลักษณ์ของความระมัดระวัง การหลบซ่อน และการรอคอยโอกาสที่เหมาะสม
คำเหล่านี้ถูกใช้ในวงการการเงินมานานหลายร้อยปี และกลายเป็นภาษามาตรฐานที่นักลงทุนทั่วโลกเข้าใจตรงกัน หากคุณเห็นรูปปั้นกระทิงหน้าตลาดหุ้น Wall Street ในนิวยอร์ก นั่นก็คือสัญลักษณ์ของความมั่นใจและแนวโน้มขาขึ้นนั่นเอง
สัญญาณของ Bullish Market
ราคาสร้าง Higher Highs และ Higher Lows - เมื่อดูกราฟราคา คุณจะเห็นว่าจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดแต่ละครั้งสูงขึ้นเรื่อยๆ
ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น - มีนักลงทุนเข้ามาซื้อมากขึ้น แสดงถึงความต้องการที่แข็งแกร่ง
ข่าวเศรษฐกิจในแง่บวก - ข้อมูลเศรษฐกิจออกมาดีกว่าที่คาดการณ์
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสูง - ดัชนีวัดความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง
เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า - สำหรับทองคำ เมื่อดอลลาร์อ่อน มักทำให้ราคาทองแข็งแกร่งขึ้น
สัญญาณของ Bearish Market
ราคาสร้าง Lower Highs และ Lower Lows - จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดแต่ละครั้งต่ำลงเรื่อยๆ
ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น - นักลงทุนรีบขายทำกำไรหรือตัดขาดทุน
ข่าวเศรษฐกิจในแง่ลบ - ข้อมูลเศรษฐกิจออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์
ความกังวลของนักลงทุนเพิ่มขึ้น - ดัชนีความกลัว (Fear Index) สูงขึ้น
เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย - เช่น พันธบัตร เงินสด หรือทองคำ
Bullish และ Bearish ส่งผลต่อตลาดทองคำอย่างไร
เมื่อตลาดทั่วไปเป็น Bullish
เมื่อตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ อยู่ในสภาวะ Bullish นักลงทุนมักจะ:
ลดการถือครองทองคำ เพราะต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าจากหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยง
เงินทุนไหลออกจากตลาดทองคำไปยังตลาดอื่น
ราคาทองคำอาจปรับตัวลงหรือเคลื่อนไหวในกรอบแคบ
แต่มีข้อยกเว้น: หากตลาดหุ้นขึ้นมาจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ (Inflation) ราคาทองคำอาจขึ้นไปพร้อมกัน เพราะนักลงทุนมองทองเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อ
เมื่อตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เข้าสู่ Bearish นักลงทุนมักจะ:
เพิ่มการถือครองทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven)
เงินทุนไหลเข้าตลาดทองคำอย่างมาก
ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 หรือช่วงโควิด-19 ในปี 2020 เมื่อตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงอย่างหนัก ราคาทองคำกลับพุ่งขึ้นถึงระดับสถิติใหม่
ในช่วงต้นปี 2025 ราคาทองคำทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ปัจจัยสำคัญมาจาก:
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น
นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลายประเทศที่ยังคงผ่อนคลาย
ความกังวลเรื่อง National Debt (หนี้สาธารณะ) ของประเทศใหญ่
การซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เมื่อตลาดการเงินโลกเผชิญความไม่แน่นอน (Bearish sentiment) ทองคำกลับเข้าสู่ Bullish trend อย่างแข็งแกร่ง
เงินดอลลาร์สหรัฐ (USD)
เงินดอลลาร์มีความสัมพันธ์แบบผกผันกับทองคำ (Inverse Correlation) กล่าวคือ:
เมื่อดอลลาร์แข็งค่า (Bullish USD) → ราคาทองคำมักอ่อนค่า
เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า (Bearish USD) → ราคาทองคำมักแข็งค่า
ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? เพราะทองคำซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์ เมื่อดอลลาร์แข็งค่า นักลงทุนที่ใช้สกุลเงินอื่นต้องจ่ายมากขึ้นเพื่อซื้อทองคำ ทำให้ความต้องการลดลง
สกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์
สกุลเงินบางตัวมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับทองคำ เช่น:
ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) - ออสเตรเลียเป็นผู้ผลิทองคำรายใหญ่ เมื่อราคาทองขึ้น AUD มักแข็งค่า
ดอลลาร์แคนาดา (CAD) - แคนาดาผลิททองคำเช่นกัน
ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD) - เป็นสกุลเงินที่ได้รับผลจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์
เมื่อตลาดทองคำเป็น Bullish สกุลเงินเหล่านี้มักแข็งค่าตาม
เมื่อตลาดการเงินโลกเข้าสู่ Bearish นักลงทุนมักหลบภัยใน:
เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) - สกุลเงินปลอดภัยอันดับหนึ่งของโลก
ฟรังก์สวิส (CHF) - ปลอดภัยเพราะความเป็นกลางทางการเมืองของสวิตเซอร์แลนด์
ทองคำ - ถือเป็น "ultimate safe-haven" หรือสินทรัพย์ปลอดภัยขั้นสูงสุด
สกุลเงินเหล่านี้มักแข็งค่าในช่วงที่ตลาดโลกเผชิญวิกฤต
1. เข้าซื้อในจังหวะ Pullback (ราคาปรับฐาน)
ในตลาด Bullish ราคาไม่ได้ขึ้นตรงตลอดเวลา จะมีช่วงพักตัวหรือ Pullback เป็นระยะ นักเทรดที่เชี่ยวชาญจะรอซื้อในจังหวะที่ราคาปรับฐานมาแตะแนวรับสำคัญ
วิธีปฏิบัติ:
รอราคาปรับลงมาแตะ Moving Average 20 หรือ 50 วัน
ใช้ Fibonacci Retracement หาจุดรับ เช่น ระดับ 38.2% หรือ 50%
ตั้ง Stop Loss ใต้แนวรับที่สำคัญ
เป้าหมายกำไรคือจุดสูงสุดครั้งก่อน แล้วขยับ Stop Loss ตามทุนตลอด
2. ใช้กลยุทธ์ Trend Following (ตามเทรนด์)
เมื่อราคาเคลื่อนไหวขึ้นอย่างชัดเจน อย่าพยายามขายชอร์ต (Short) เพราะ "The trend is your friend" แนวโน้มคือเพื่อนของคุณ
วิธีปฏิบัติ:
ซื้อเมื่อราคาทะลุแนวต้านสำคัญ (Breakout)
ใช้ดัชนี Relative Strength Index (RSI) ประกอบ หากยังไม่เข้าโซน Overbought มากเกินไป
ถือสถานะระยะกลางถึงยาว เพราะตลาด Bullish มักยาวนานกว่า Bearish
3. บริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด
แม้จะเป็นตลาดขาขึ้น แต่ความเสี่ยงยังมีอยู่เสมอ:
ไม่ควรใช้เลเวอเรจ (Leverage) สูงเกินไป
แบ่งเงินทุนเข้าหลายจังหวะ ไม่เทออลอินครั้งเดียว
ตั้ง Take Profit และ Stop Loss อย่างชัดเจน
1. รอสัญญาณการกลับตัว (Reversal)
ในตลาด Bearish ราคาทองคำอาจลดลงอย่างต่อเนื่อง การรีบเข้าซื้อตั้งแต่เนิ่นๆ อาจทำให้เสียเปรียบ นักเทรดฉลาดจะรอสัญญาณว่าแรงขายเริ่มอ่อนตัว
วิธีปฏิบัติ:
มองหารูปแบบ Double Bottom หรือ Bullish Divergence บนกราฟ
รอราคาทะลุแนวต้านระยะสั้น เช่น Moving Average 10 วัน
ใช้ปริมาณการซื้อขาย (Volume) ยืนยัน หากมี Volume เพิ่มขึ้นขณะราคาขึ้น แสดงว่าแรงซื้อกลับมา
2. ขายชอร์ตระยะสั้น (Short Selling)
สำหรับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ การขายชอร์ตในช่วง Bearish สามารถทำกำไรได้ แต่ต้องระวังความเสี่ยง
วิธีปฏิบัติ:
ขายชอร์ตเมื่อราคาไม่สามารถทะลุแนวต้านได้ (Failed Breakout)
ตั้ง Stop Loss เหนือแนวต้านที่สำคัญ
เป้าหมายคือแนวรับถัดไป
ข้อควรระวัง: การขายชอร์ตมีความเสี่ยงสูง เพราะหากตลาดกลับตัวเร็ว อาจขาดทุนหนัก
3. ลดสัดส่วนการลงทุนและถือเงินสด
บางครั้งการ "ไม่เทรด" ก็เป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด ในช่วง Bearish ที่ไม่มีความชัดเจน:
ลดพอร์ตลงมาเหลือ 30-50% ของทุน
ถือเงินสดรอโอกาสที่ดีกว่า
ศึกษาปัจจัยพื้นฐาน เตรียมพร้อมสำหรับจังหวะถัดไป
กองทุน Hedge Fund ขายชอร์ตหุ้นซอฟต์แวร์ 2026
เมื่อต้นปี 2026 กองทุน Hedge Fund หลายแห่งเริ่มขายชอร์ตหุ้นเทคโนโลยีโดยเฉพาะหุ้นซอฟต์แวร์ เพราะประเมินว่ามีการประเมินราคาสูงเกินไป (Overvalued)
เมื่อตลาดหุ้นเทคโนโลยีเข้าสู่ Bearish:
เงินทุนไหลออกจากหุ้นเสี่ยง
ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย รวมทั้งทองคำ
ราคาทองคำได้แรงหนุนขึ้นอีกครั้ง
นี่แสดงให้เห็นว่า เมื่อตลาดหุ้นอ่อนแอ (Bearish) ทองคำมักเข้าสู่ Bullish เพราะนักลงทุนมองหาที่หลบภัย
Alphabet ออกหุ้นกู้ 100 ปี ลงทุน AI
ในอีกด้านหนึ่ง Alphabet (บริษัทแม่ของ Google) ประกาศออกหุ้นกู้ระยะยาว 100 ปี เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI
การลงทุนด้าน AI ขนาดใหญ่นี้:
ทำให้นักลงทุนมองว่าหุ้นเทคโนโลยียังมีศักยภาพเติบโต
ตลาดหุ้นเทคโนโลยีกลับมา Bullish ในบางกลุ่ม
แต่ก็เพิ่มความกังวลเรื่องหนี้สินที่เพิ่มขึ้น
สิ่งนี้แสดงว่า Bullish และ Bearish สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ นักเทรดต้องเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะกับแต่ละช่วงเวลา
นโยบาย ซานาเอะ ทาคาอิจิ ต่อจีน
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ ประกาศนโยบายความสัมพันธ์ต่อจีนที่เข้มงวดขึ้น สร้างความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
เมื่อความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น:
ตลาดหุ้นเอเชียเผชิญแรงเทขาย (Bearish)
เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่า เพราะถือเป็นสกุลเงินปลอดภัย
ทองคำได้รับแรงหนุนจากความกังวลทางการเมือง
นี่คือตัวอย่างว่า ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์สามารถสร้างสภาวะ Bearish ในสินทรัพย์เสี่ยง แต่ Bullish ในสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นทองคำ
หลังจากที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Bullish และ Bearish อย่างละเอียดแล้ว มาสรุปประเด็นสำคัญที่นักเทรดทองมืออาชีพใช้เป็นแนวทางกันดีกว่า
Bullish และ Bearish ไม่ใช่แค่คำศัพท์ แต่เป็นภาษาที่นักลงทุนทั่วโลกใช้สื่อสารกัน การเข้าใจสองคำนี้ช่วยให้คุณ:
อ่านข่าวและบทวิเคราะห์ตลาดได้เข้าใจลึกซึ้งขึ้น
วางกลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสมกับแต่ละสภาวะตลาด
บริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่ตื่นตระหนกเมื่อตลาดผันผวน
จำไว้ว่า:
ในตลาด Bullish ราคาทองอาจไม่ขึ้น หากสินทรัพย์เสี่ยงอื่นน่าสนใจกว่า
ในตลาด Bearish ของตลาดหุ้น ทองคำมักได้รับประโยชน์เพราะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
Bullish และ Bearish เกิดขึ้นพร้อมกันได้ในสินทรัพย์ต่างประเภท
การเป็นนักเทรดที่ดี ไม่ได้หมายความว่าต้องเทรดทุกวัน บางครั้งการรอคอยคือกลยุทธ์ที่ดีที่สุด
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่พิเศษ เพราะมันสามารถทำหน้าที่ทั้งเครื่องมือหากำไร (ในช่วง Gold Bull Market) และเครื่องมือปกป้องเงินทุน (ในช่วงวิกฤต) ได้ในเวลาเดียวกัน การเข้าใจ Bullish และ Bearish จะช่วยให้คุณสลับบทบาทของทองคำในพอร์ตของคุณได้อย่างเหมาะสม
สุดท้าย อย่าลืมว่า ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ คุณต้องฝึกฝน ทดลอง และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เริ่มต้นด้วยบัญชีเดโม (Demo Account) ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มเงินทุนจริงเมื่อมั่นใจแล้ว
ไม่ใช่ครับ Bullish และ Bearish เป็นคำศัพท์ที่ใช้กับตลาดการเงินทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ตลาด Forex (สกุลเงิน) ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (น้ำมัน ทองคำ เงิน) หรือแม้กระทั่งตลาด Cryptocurrency (สกุลเงินดิจิทัล)
แต่ละตลาดจะมีปัจจัยที่สร้าง Bullish หรือ Bearish ต่างกันไป เช่น ตลาดหุ้นขึ้นลงตามผลประกอบการของบริษัท ส่วนทองคำขึ้นลงตามความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ การเข้าใจปัจจัยของแต่ละตลาดจะช่วยให้คุณวิเคราะห์ได้แม่นยำขึ้น
ไม่มีคำตอบที่ตายตัวครับ เพราะขึ้นอยู่กับกรอบเวลา (Timeframe) ที่คุณมอง:
ระยะสั้น (Short-term): 1-7 วัน - อาจเห็นความเคลื่อนไหวขึ้นลงรวดเร็ว แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเทรนด์ใหญ่
ระยะกลาง (Medium-term): 1-3 เดือน - เริ่มเห็นทิศทางชัดเจนขึ้น
ระยะยาว (Long-term): 6 เดือนขึ้นไป - เทรนด์ Bullish หรือ Bearish จะชัดเจนมาก
นักเทรดมืออาชีพมักจะดูหลายกรอบเวลาพร้อมกัน เช่น ดู Weekly Chart เพื่อเห็นเทรนด์ใหญ่ แล้วใช้ Daily Chart หาจุดเข้าที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม สัญญาณเบื้องต้นที่บอกว่าเทรนด์กำลังเปลี่ยน มักจะปรากฏภายใน 2-4 สัปดาห์
สำหรับมือใหม่ แนะนำให้เริ่มต้นในตลาด Bullish ก่อนครับ เพราะ:
แนวโน้มเป็นขาขึ้น ซื้อแล้วถือก็อาจทำกำไรได้
ความเสี่ยงต่ำกว่า เพราะมีโมเมนตัมหนุนหลัง
จิตวิทยาดีกว่า เพราะได้เห็นกำไรเร็วกว่า
ข้อระวังของการเทรดในตลาด Bearish:
การขายชอร์ต (Short) ซับซ้อนกว่าและมีความเสี่ยงสูงกว่า
ตลาดขาลงมักเคลื่อนไหวเร็วและรุนแรงกว่า
ต้องใช้ทักษะและประสบการณ์ในการจับจังหวะ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเทรดในสภาวะไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือ:
เริ่มต้นด้วยบัญชีเดโมก่อน
ใช้เงินทุนที่พร้อมจะเสียได้
ตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง
เรียนรู้จากทุกการเทรด ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน
ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ราคาทองคำอยู่ในเทรนด์ Bullish ระยะยาว ครับ โดยราคาเพิ่งทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปเมื่อไม่นานนี้ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์
ปัจจัยหนุน Bullish ของทองคำในปัจจุบัน:
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น
ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองคำสำรอง
ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะของประเทศใหญ่
อัตราเงินเฟ้อที่ยังคงสูงกว่าเป้าหมายในหลายประเทศ
เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าในระยะกลาง
อย่างไรก็ตาม การที่ราคาอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะขึ้นตรงไปตลอด ยังมีช่วง Pullback หรือการปรับฐานเป็นระยะ ซึ่งนักเทรดฉลาดจะใช้โอกาสเหล่านี้เข้าซื้อเพิ่ม
คำแนะนำ: แม้เทรนด์โดยรวมจะเป็น Bullish แต่คุณควรติดตามข่าวสารและปัจจัยพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ เพราะตลาดเปลี่ยนแปลงได้เสมอ การมีแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และอัพเดททุกวัน เช่น จาก EBC Financial Group จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้น
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ