เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-18
ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นศึกษาเรื่องการเทรด คำถามที่มักผุดขึ้นมาในหัวก่อนเลยคือ "ควรเทรด Forex หรือเทรด CFD หุ้นดี?" คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดตายตัว เพราะมันขึ้นอยู่กับเป้าหมาย สไตล์ และความเข้าใจในตลาดของคุณเอง
บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับทั้งสองตลาดอย่างละเอียด ตั้งแต่ความหมาย กลไกการทำงาน ข้อดีข้อเสีย ไปจนถึงเคล็ดลับที่นักเทรดมือโปรใช้จริง เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจก่อนลงทุนสักบาทเดียว

Forex ย่อมาจาก Foreign Exchange (ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ) คือตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าการซื้อขายสูงถึงหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน การเทรด Forex คือการซื้อขายคู่สกุลเงิน (Currency Pair) เช่น EUR/USD (ยูโร/ดอลลาร์สหรัฐ) โดยคุณจะกำไรหรือขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสองสกุลเงินนั้น
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น ถ้าคุณซื้อ EUR/USD ในราคา 1.0800 และต่อมาราคาขยับขึ้นไปที่ 1.0850 คุณก็ทำกำไรจากส่วนต่างนั้น ในทางกลับกัน ถ้าราคาลง คุณก็ขาดทุน
CFD ย่อมาจาก Contract for Difference (สัญญาส่วนต่าง) คือสัญญาระหว่างนักเทรดกับโบรกเกอร์ที่ตกลงกันว่าจะจ่ายส่วนต่างของราคาสินทรัพย์ระหว่างจุดเปิดและปิดสัญญา
พูดง่ายๆ ก็คือ คุณไม่ได้ซื้อหุ้น Apple หรือ Tesla จริงๆ แต่คุณเดิมพันว่าราคาหุ้นนั้นจะขึ้นหรือลง ถ้าทายถูก คุณกำไร ถ้าทายผิด คุณขาดทุน โดยไม่ต้องมีหุ้นจริงอยู่ในมือ
ทั้ง Forex และ Stock CFDs ต่างมีบทบาทสำคัญในระบบตลาดการเงินโลก
ตลาด Forex ทำหน้าที่หลักในการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ทุกครั้งที่บริษัทข้ามชาติแปลงสกุลเงิน หรือนักท่องเที่ยวแลกเงินก่อนเดินทาง นั่นล้วนเป็นส่วนหนึ่งของตลาด Forex ทั้งสิ้น สำหรับนักเทรด ตลาด Forex เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่าย มีสภาพคล่อง (Liquidity) สูง และเปิดให้เทรดได้เกือบตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์
ในฝั่ง Stock CFDs นั้น เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักเทรดรายย่อยสามารถเข้าถึงตลาดหุ้นระดับโลกได้โดยไม่ต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่ในการซื้อหุ้นจริง อีกทั้งยังสามารถ Short (ขายชอร์ต) หรือเดิมพันว่าราคาจะลงได้ ซึ่งนักลงทุนทั่วไปที่ซื้อหุ้นในตลาดปกติทำไม่ได้
ตลาด Forex มีสภาพคล่องสูงมากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีผู้เล่นมหาศาลตั้งแต่ธนาคารกลาง กองทุน บริษัทข้ามชาติ ไปจนถึงนักเทรดรายย่อยทั่วโลก สภาพคล่องที่สูงนี้ทำให้ Spread หรือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายแคบมาก โดยเฉพาะในคู่สกุลเงินหลักอย่าง EUR/USD หรือ USD/JPY
Spread ที่แคบหมายความว่าต้นทุนในการเทรดของคุณต่ำลง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญโดยเฉพาะถ้าคุณเป็นนักเทรดระยะสั้นที่เปิด-ปิดออเดอร์บ่อย
สำหรับ Stock CFDs สภาพคล่องจะขึ้นอยู่กับหุ้นแต่ละตัว หุ้นบริษัทใหญ่อย่าง Apple หรือ Amazon มักจะมีสภาพคล่องสูง แต่หุ้นบริษัทขนาดกลางหรือเล็กอาจมี Spread กว้างกว่า ซึ่งเพิ่มต้นทุนในการเทรดของคุณ
นี่คือหนึ่งในจุดเด่นที่ใหญ่ที่สุดของ Forex ตลาดเปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาสหรัฐฯ (ประมาณตี 4 ของเช้าวันจันทร์ตามเวลาไทย) ไปจนถึง 5 โมงเย็นวันศุกร์ นั่นหมายความว่าคุณสามารถเทรดได้แทบตลอดเวลา ไม่ว่าจะตีหนึ่งหรือเช้าตรู่
แต่ Stock CFDs ผูกกับเวลาเปิดของตลาดหุ้นแต่ละแห่ง ถ้าคุณอยากเทรดหุ้นอเมริกันผ่าน CFD คุณต้องรอให้ตลาด NYSE (New York Stock Exchange) เปิดก่อน ซึ่งตรงกับช่วงตี 4 ถึง 11 โมงคืน ตามเวลาไทย สำหรับคนที่มีงานประจำในเวลากลางวัน ช่วงนี้อาจลำบากไม่น้อย
Leverage คือการที่โบรกเกอร์ให้คุณ "ยืม" เงินทุน เพื่อให้คุณสามารถเปิดออเดอร์ขนาดใหญ่กว่าเงินในบัญชีของคุณจริงๆ
ในตลาด Forex Leverage มักสูงกว่ามาก บางคู่สกุลเงินมี Margin Requirement (เงินค้ำประกันขั้นต่ำ) เพียง 1% เท่านั้น หมายความว่าคุณสามารถใช้ Leverage ได้ถึง 100:1 กล่าวคือ ใช้เงินของตัวเองแค่ 1,000 บาท แต่ควบคุมออเดอร์มูลค่าถึง 100,000 บาทได้
ส่วน Stock CFDs มักมี Margin Requirement สูงกว่า โดยทั่วไปอยู่ที่ 5% หรือ 20% ของมูลค่าออเดอร์ ซึ่งให้ Leverage ที่ 20:1 หรือ 5:1 ตามลำดับ
ต้องเน้นย้ำตรงนี้เลยว่า Leverage เป็นดาบสองคม ยิ่ง Leverage สูง กำไรที่ได้ก็สูงขึ้น แต่ขาดทุนก็หนักขึ้นเช่นกัน การเข้าใจและบริหารจัดการ Leverage อย่างถูกต้องจึงเป็นทักษะที่จำเป็นมากสำหรับนักเทรดทุกคน
ในการเทรด Forex คุณซื้อขายคู่สกุลเงินโดยตรง เมื่อคุณ "ซื้อ" EUR/USD แปลว่าคุณซื้อยูโรและขายดอลลาร์พร้อมกัน ในทางกลับกัน เมื่อ "ขาย" EUR/USD คุณขายยูโรและซื้อดอลลาร์
สำหรับ Stock CFDs คุณไม่ได้ถือครองหุ้นจริง แต่คุณทำสัญญากับโบรกเกอร์ว่าจะรับหรือจ่ายส่วนต่างของราคาหุ้น ณ วันเปิดและวันปิดสัญญา ข้อดีคือคุณสามารถ Short หุ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องหยิบยืมหุ้นจากใคร ซึ่งเป็นวิธีทำกำไรในช่วงตลาดขาลง
ในช่วงปี 2022-2023 ที่อัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงทั่วโลก กองทุน Hedge Fund (กองทุนป้องกันความเสี่ยง) รายใหญ่หลายแห่งทำกำไรมหาศาลด้วยการ Short หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ผ่าน CFD เหตุผลที่พวกเขาเลือก CFD แทนการขาย Short แบบดั้งเดิมมีหลายอย่าง
ประการแรกคือความเร็ว การเปิดสถานะ Short ผ่าน CFD ทำได้ในไม่กี่วินาที ไม่ต้องผ่านกระบวนการ "ยืมหุ้น" ที่ซับซ้อน ประการที่สองคือความยืดหยุ่น กองทุนสามารถปรับขนาดสถานะได้ตลอดเวลา และประการที่สามคือ Leverage ที่ช่วยขยายผลตอบแทนโดยใช้เงินทุนน้อยลง
นักเทรดรายย่อยอย่างเราก็สามารถใช้กลยุทธ์แบบเดียวกันได้ผ่าน Stock CFDs แต่ต้องไม่ลืมว่าการ Short มีความเสี่ยงสูง เพราะทฤษฎีแล้วราคาหุ้นสามารถขึ้นไปได้ไม่จำกัด แต่ลงได้แค่ 0 การตั้ง Stop Loss (คำสั่งหยุดขาดทุน) จึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก
ความเข้าใจผิดที่ 1: Forex ปลอดภัยกว่า CFD เพราะตลาดใหญ่กว่า ความเป็นจริงคือขนาดของตลาดไม่ได้การันตีความปลอดภัย ตลาด Forex มีความผันผวน (Volatility) สูงมากในช่วงข่าวสำคัญ และ Leverage สูงก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง
ความเข้าใจผิดที่ 2: CFD หุ้นเหมือนกับซื้อหุ้นจริง ตรงกันข้าม การถือ CFD ไม่ได้ให้สิทธิ์ผู้ถือหุ้น เช่น สิทธิ์โหวต หรือเงินปันผลในบางกรณี (แม้โบรกเกอร์บางรายจะให้ Dividend Adjustment หรือการปรับปันผล) คุณแค่เดิมพันทิศทางราคา
ความเข้าใจผิดที่ 3: Leverage สูงหมายถึงกำไรสูงเสมอ Leverage สูงขยายทั้งกำไรและขาดทุน นักเทรดมือใหม่หลายคนพอร์ตหมดภายในไม่กี่ชั่วโมงเพราะใช้ Leverage สูงเกินไปโดยไม่มีระบบบริหารความเสี่ยง
ความเข้าใจผิดที่ 4: ตลาด Forex เปิด 24 ชั่วโมงทุกวัน ที่ถูกต้องคือ Forex เปิด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ ยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์ และยังมีช่วงที่สภาพคล่องต่ำมากอย่างช่วงก่อนตลาดยุโรปเปิด
ทั้ง Forex และ Stock CFDs ต่างมีจุดเด่นในตัวเอง ไม่มีตลาดไหนดีกว่าอีกตลาดอย่างสมบูรณ์แบบ ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการอะไร
ถ้าคุณชอบตลาดที่มีสภาพคล่องสูง Spread แคบ Leverage สูง และต้องการเทรดได้ตลอดวันไม่ต้องรอเวลา Forex น่าจะเหมาะกับคุณมากกว่า แต่ถ้าคุณสนใจเดิมพันทิศทางของหุ้นบริษัทที่รู้จักอยู่แล้ว อยากได้สินทรัพย์ให้เลือกหลากหลาย และพร้อมบริหารเวลาให้ตรงกับตลาดหุ้นที่เลือก Stock CFDs ก็เป็นทางเลือกที่ดีไม่แพ้กัน
สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าคุณเลือกตลาดไหน แต่คือการที่คุณเข้าใจตลาดนั้นอย่างแท้จริง มีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี และฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับมือใหม่ Forex อาจเข้าใจง่ายกว่าในแง่ที่มีสินทรัพย์ให้เลือกน้อยกว่า (เริ่มต้นที่คู่สกุลเงินหลักไม่กี่คู่) และตลาดมีสภาพคล่องสม่ำเสมอกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกตลาดไหน ควรเริ่มต้นด้วยบัญชีทดลองก่อนเสมอ เพื่อทำความเข้าใจการทำงานของ Leverage และ Margin ก่อนใช้เงินจริง
Forex มักให้ Leverage สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด บางคู่สกุลเงินสามารถใช้ Leverage ได้ถึง 100:1 ขณะที่ Stock CFDs โดยทั่วไปอยู่ที่ 5:1 ถึง 20:1 ขึ้นอยู่กับ Margin Requirement ของหุ้นแต่ละตัว ยิ่ง Leverage สูง ทั้งกำไรและความเสี่ยงก็ยิ่งสูงตามไปด้วย
ได้ โบรกเกอร์อย่าง EBC Financial Group ให้บริการทั้ง Forex และ Stock CFDs ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้คุณสามารถกระจายพอร์ตระหว่างสองตลาดได้อย่างสะดวก และบริหารความเสี่ยงโดยรวมได้ในที่เดียว
Stop Loss คือคำสั่งที่สั่งให้ระบบปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนไปถึงจุดที่คุณกำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยจำกัดขาดทุนได้แม้ในเวลาที่คุณไม่ได้นั่งหน้าจอ โดยเฉพาะในตลาด Forex ที่เคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมง การไม่ตั้ง Stop Loss เปรียบเสมือนขับรถโดยไม่มีเบรก ซึ่งเสี่ยงมากแม้แต่สำหรับนักเทรดมือโปร
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ