เทรดอะไรกำไรดีกว่า? เทียบชัด Forex vs CFD หุ้น พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับพอร์ตคุณ
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

เทรดอะไรกำไรดีกว่า? เทียบชัด Forex vs CFD หุ้น พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับพอร์ตคุณ

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-18

ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นศึกษาเรื่องการเทรด คำถามที่มักผุดขึ้นมาในหัวก่อนเลยคือ "ควรเทรด Forex หรือเทรด CFD หุ้นดี?" คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดตายตัว เพราะมันขึ้นอยู่กับเป้าหมาย สไตล์ และความเข้าใจในตลาดของคุณเอง


บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับทั้งสองตลาดอย่างละเอียด ตั้งแต่ความหมาย กลไกการทำงาน ข้อดีข้อเสีย ไปจนถึงเคล็ดลับที่นักเทรดมือโปรใช้จริง เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจก่อนลงทุนสักบาทเดียว


Forex และ Stock CFDs คืออะไร? ทำความเข้าใจตั้งแต่ต้น

เทรด forex

Forex (ฟอเร็กซ์) คืออะไร?

Forex ย่อมาจาก Foreign Exchange (ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ) คือตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าการซื้อขายสูงถึงหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน การเทรด Forex คือการซื้อขายคู่สกุลเงิน (Currency Pair) เช่น EUR/USD (ยูโร/ดอลลาร์สหรัฐ) โดยคุณจะกำไรหรือขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสองสกุลเงินนั้น


ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น ถ้าคุณซื้อ EUR/USD ในราคา 1.0800 และต่อมาราคาขยับขึ้นไปที่ 1.0850 คุณก็ทำกำไรจากส่วนต่างนั้น ในทางกลับกัน ถ้าราคาลง คุณก็ขาดทุน


Stock CFDs (ซีเอฟดีหุ้น) คืออะไร?

CFD ย่อมาจาก Contract for Difference (สัญญาส่วนต่าง) คือสัญญาระหว่างนักเทรดกับโบรกเกอร์ที่ตกลงกันว่าจะจ่ายส่วนต่างของราคาสินทรัพย์ระหว่างจุดเปิดและปิดสัญญา


พูดง่ายๆ ก็คือ คุณไม่ได้ซื้อหุ้น Apple หรือ Tesla จริงๆ แต่คุณเดิมพันว่าราคาหุ้นนั้นจะขึ้นหรือลง ถ้าทายถูก คุณกำไร ถ้าทายผิด คุณขาดทุน โดยไม่ต้องมีหุ้นจริงอยู่ในมือ


หน้าที่และความสำคัญของทั้งสองตลาด

ทั้ง Forex และ Stock CFDs ต่างมีบทบาทสำคัญในระบบตลาดการเงินโลก


ตลาด Forex ทำหน้าที่หลักในการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ทุกครั้งที่บริษัทข้ามชาติแปลงสกุลเงิน หรือนักท่องเที่ยวแลกเงินก่อนเดินทาง นั่นล้วนเป็นส่วนหนึ่งของตลาด Forex ทั้งสิ้น สำหรับนักเทรด ตลาด Forex เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่าย มีสภาพคล่อง (Liquidity) สูง และเปิดให้เทรดได้เกือบตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์


ในฝั่ง Stock CFDs นั้น เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักเทรดรายย่อยสามารถเข้าถึงตลาดหุ้นระดับโลกได้โดยไม่ต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่ในการซื้อหุ้นจริง อีกทั้งยังสามารถ Short (ขายชอร์ต) หรือเดิมพันว่าราคาจะลงได้ ซึ่งนักลงทุนทั่วไปที่ซื้อหุ้นในตลาดปกติทำไม่ได้


เจาะลึกความแตกต่างสำคัญ 4 ด้าน

1. สภาพคล่องและ Spread (ส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย)

ตลาด Forex มีสภาพคล่องสูงมากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีผู้เล่นมหาศาลตั้งแต่ธนาคารกลาง กองทุน บริษัทข้ามชาติ ไปจนถึงนักเทรดรายย่อยทั่วโลก สภาพคล่องที่สูงนี้ทำให้ Spread หรือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายแคบมาก โดยเฉพาะในคู่สกุลเงินหลักอย่าง EUR/USD หรือ USD/JPY


Spread ที่แคบหมายความว่าต้นทุนในการเทรดของคุณต่ำลง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญโดยเฉพาะถ้าคุณเป็นนักเทรดระยะสั้นที่เปิด-ปิดออเดอร์บ่อย


สำหรับ Stock CFDs สภาพคล่องจะขึ้นอยู่กับหุ้นแต่ละตัว หุ้นบริษัทใหญ่อย่าง Apple หรือ Amazon มักจะมีสภาพคล่องสูง แต่หุ้นบริษัทขนาดกลางหรือเล็กอาจมี Spread กว้างกว่า ซึ่งเพิ่มต้นทุนในการเทรดของคุณ


2. เวลาเปิดทำการ

นี่คือหนึ่งในจุดเด่นที่ใหญ่ที่สุดของ Forex ตลาดเปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาสหรัฐฯ (ประมาณตี 4 ของเช้าวันจันทร์ตามเวลาไทย) ไปจนถึง 5 โมงเย็นวันศุกร์ นั่นหมายความว่าคุณสามารถเทรดได้แทบตลอดเวลา ไม่ว่าจะตีหนึ่งหรือเช้าตรู่


แต่ Stock CFDs ผูกกับเวลาเปิดของตลาดหุ้นแต่ละแห่ง ถ้าคุณอยากเทรดหุ้นอเมริกันผ่าน CFD คุณต้องรอให้ตลาด NYSE (New York Stock Exchange) เปิดก่อน ซึ่งตรงกับช่วงตี 4 ถึง 11 โมงคืน ตามเวลาไทย สำหรับคนที่มีงานประจำในเวลากลางวัน ช่วงนี้อาจลำบากไม่น้อย


3. Leverage (เลเวอเรจ) และ Margin (มาร์จิน)

Leverage คือการที่โบรกเกอร์ให้คุณ "ยืม" เงินทุน เพื่อให้คุณสามารถเปิดออเดอร์ขนาดใหญ่กว่าเงินในบัญชีของคุณจริงๆ


ในตลาด Forex Leverage มักสูงกว่ามาก บางคู่สกุลเงินมี Margin Requirement (เงินค้ำประกันขั้นต่ำ) เพียง 1% เท่านั้น หมายความว่าคุณสามารถใช้ Leverage ได้ถึง 100:1 กล่าวคือ ใช้เงินของตัวเองแค่ 1,000 บาท แต่ควบคุมออเดอร์มูลค่าถึง 100,000 บาทได้


ส่วน Stock CFDs มักมี Margin Requirement สูงกว่า โดยทั่วไปอยู่ที่ 5% หรือ 20% ของมูลค่าออเดอร์ ซึ่งให้ Leverage ที่ 20:1 หรือ 5:1 ตามลำดับ


ต้องเน้นย้ำตรงนี้เลยว่า Leverage เป็นดาบสองคม ยิ่ง Leverage สูง กำไรที่ได้ก็สูงขึ้น แต่ขาดทุนก็หนักขึ้นเช่นกัน การเข้าใจและบริหารจัดการ Leverage อย่างถูกต้องจึงเป็นทักษะที่จำเป็นมากสำหรับนักเทรดทุกคน


4. กลไกการซื้อ-ขาย

ในการเทรด Forex คุณซื้อขายคู่สกุลเงินโดยตรง เมื่อคุณ "ซื้อ" EUR/USD แปลว่าคุณซื้อยูโรและขายดอลลาร์พร้อมกัน ในทางกลับกัน เมื่อ "ขาย" EUR/USD คุณขายยูโรและซื้อดอลลาร์


สำหรับ Stock CFDs คุณไม่ได้ถือครองหุ้นจริง แต่คุณทำสัญญากับโบรกเกอร์ว่าจะรับหรือจ่ายส่วนต่างของราคาหุ้น ณ วันเปิดและวันปิดสัญญา ข้อดีคือคุณสามารถ Short หุ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องหยิบยืมหุ้นจากใคร ซึ่งเป็นวิธีทำกำไรในช่วงตลาดขาลง


เผยข้อมูลน่าสนใจ: กองทุนระดับโลกใช้ Short CFD หุ้นซอฟต์แวร์อย่างไร?

ในช่วงปี 2022-2023 ที่อัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงทั่วโลก กองทุน Hedge Fund (กองทุนป้องกันความเสี่ยง) รายใหญ่หลายแห่งทำกำไรมหาศาลด้วยการ Short หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ผ่าน CFD เหตุผลที่พวกเขาเลือก CFD แทนการขาย Short แบบดั้งเดิมมีหลายอย่าง


ประการแรกคือความเร็ว การเปิดสถานะ Short ผ่าน CFD ทำได้ในไม่กี่วินาที ไม่ต้องผ่านกระบวนการ "ยืมหุ้น" ที่ซับซ้อน ประการที่สองคือความยืดหยุ่น กองทุนสามารถปรับขนาดสถานะได้ตลอดเวลา และประการที่สามคือ Leverage ที่ช่วยขยายผลตอบแทนโดยใช้เงินทุนน้อยลง


นักเทรดรายย่อยอย่างเราก็สามารถใช้กลยุทธ์แบบเดียวกันได้ผ่าน Stock CFDs แต่ต้องไม่ลืมว่าการ Short มีความเสี่ยงสูง เพราะทฤษฎีแล้วราคาหุ้นสามารถขึ้นไปได้ไม่จำกัด แต่ลงได้แค่ 0 การตั้ง Stop Loss (คำสั่งหยุดขาดทุน) จึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก


ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

ความเข้าใจผิดที่ 1: Forex ปลอดภัยกว่า CFD เพราะตลาดใหญ่กว่า ความเป็นจริงคือขนาดของตลาดไม่ได้การันตีความปลอดภัย ตลาด Forex มีความผันผวน (Volatility) สูงมากในช่วงข่าวสำคัญ และ Leverage สูงก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง


ความเข้าใจผิดที่ 2: CFD หุ้นเหมือนกับซื้อหุ้นจริง ตรงกันข้าม การถือ CFD ไม่ได้ให้สิทธิ์ผู้ถือหุ้น เช่น สิทธิ์โหวต หรือเงินปันผลในบางกรณี (แม้โบรกเกอร์บางรายจะให้ Dividend Adjustment หรือการปรับปันผล) คุณแค่เดิมพันทิศทางราคา


ความเข้าใจผิดที่ 3: Leverage สูงหมายถึงกำไรสูงเสมอ Leverage สูงขยายทั้งกำไรและขาดทุน นักเทรดมือใหม่หลายคนพอร์ตหมดภายในไม่กี่ชั่วโมงเพราะใช้ Leverage สูงเกินไปโดยไม่มีระบบบริหารความเสี่ยง


ความเข้าใจผิดที่ 4: ตลาด Forex เปิด 24 ชั่วโมงทุกวัน ที่ถูกต้องคือ Forex เปิด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ ยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์ และยังมีช่วงที่สภาพคล่องต่ำมากอย่างช่วงก่อนตลาดยุโรปเปิด


เปรียบเทียบแบบตาราง: Forex vs Stock CFDs

ประเด็นเปรียบเทียบ

Forex

Stock CFDs

สินทรัพย์ที่เทรด

คู่สกุลเงิน

หุ้นบริษัทต่างๆ

เวลาเปิดตลาด

24 ชม. / 5 วัน

ตามเวลาตลาดหุ้นนั้นๆ

สภาพคล่อง

สูงมาก

ขึ้นอยู่กับหุ้นแต่ละตัว

Leverage สูงสุดทั่วไป

สูงถึง 100:1

5:1 ถึง 20:1

Margin ขั้นต่ำ

ต่ำถึง 1%

5-20%

Short ได้ทันที

ใช่

ใช่

ถือครองสินทรัพย์จริง

ไม่

ไม่

ตัวเลือกสินทรัพย์

~80 คู่สกุลเงิน

หุ้นหลายร้อยถึงหลายพันตัว



สรุป: เลือก Forex หรือ Stock CFDs แบบไหนเหมาะกับตัวคุณ

ทั้ง Forex และ Stock CFDs ต่างมีจุดเด่นในตัวเอง ไม่มีตลาดไหนดีกว่าอีกตลาดอย่างสมบูรณ์แบบ ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการอะไร


ถ้าคุณชอบตลาดที่มีสภาพคล่องสูง Spread แคบ Leverage สูง และต้องการเทรดได้ตลอดวันไม่ต้องรอเวลา Forex น่าจะเหมาะกับคุณมากกว่า แต่ถ้าคุณสนใจเดิมพันทิศทางของหุ้นบริษัทที่รู้จักอยู่แล้ว อยากได้สินทรัพย์ให้เลือกหลากหลาย และพร้อมบริหารเวลาให้ตรงกับตลาดหุ้นที่เลือก Stock CFDs ก็เป็นทางเลือกที่ดีไม่แพ้กัน


สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าคุณเลือกตลาดไหน แต่คือการที่คุณเข้าใจตลาดนั้นอย่างแท้จริง มีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี และฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ


FAQ (คำถามที่พบบ่อย)

คำถามที่ 1: เทรด Forex กับเทรด CFD หุ้น อันไหนเหมาะสำหรับมือใหม่กว่า?

สำหรับมือใหม่ Forex อาจเข้าใจง่ายกว่าในแง่ที่มีสินทรัพย์ให้เลือกน้อยกว่า (เริ่มต้นที่คู่สกุลเงินหลักไม่กี่คู่) และตลาดมีสภาพคล่องสม่ำเสมอกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกตลาดไหน ควรเริ่มต้นด้วยบัญชีทดลองก่อนเสมอ เพื่อทำความเข้าใจการทำงานของ Leverage และ Margin ก่อนใช้เงินจริง


คำถามที่ 2: Leverage ใน Forex กับ Stock CFDs ต่างกันอย่างไร?

Forex มักให้ Leverage สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด บางคู่สกุลเงินสามารถใช้ Leverage ได้ถึง 100:1 ขณะที่ Stock CFDs โดยทั่วไปอยู่ที่ 5:1 ถึง 20:1 ขึ้นอยู่กับ Margin Requirement ของหุ้นแต่ละตัว ยิ่ง Leverage สูง ทั้งกำไรและความเสี่ยงก็ยิ่งสูงตามไปด้วย


คำถามที่ 3: สามารถเทรดทั้ง Forex และ Stock CFDs ในบัญชีเดียวกันได้ไหม?

ได้ โบรกเกอร์อย่าง EBC Financial Group ให้บริการทั้ง Forex และ Stock CFDs ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้คุณสามารถกระจายพอร์ตระหว่างสองตลาดได้อย่างสะดวก และบริหารความเสี่ยงโดยรวมได้ในที่เดียว


คำถามที่ 4: ทำไมถึงต้องตั้ง Stop Loss ทุกครั้งที่เปิดออเดอร์?

Stop Loss คือคำสั่งที่สั่งให้ระบบปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนไปถึงจุดที่คุณกำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยจำกัดขาดทุนได้แม้ในเวลาที่คุณไม่ได้นั่งหน้าจอ โดยเฉพาะในตลาด Forex ที่เคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมง การไม่ตั้ง Stop Loss เปรียบเสมือนขับรถโดยไม่มีเบรก ซึ่งเสี่ยงมากแม้แต่สำหรับนักเทรดมือโปร


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
สรุปครบจบที่นี่: ดาวโจนส์ คืออะไร? คู่มือเริ่มลงทุนฉบับมือใหม่ พร้อมเปรียบเทียบ กองทุน vs เทรดเอง แบบไหนคุ้มกว่า
Short คริปโตอย่างโปร รับมือทุกตลาดผันผวน
เทรด binary option: วิธีการทำงานและความเสี่ยง
การป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ใน Forex ใช้อย่างไรให้ได้ผล
CFD vs ETF วิเคราะห์กลยุทธ์และความเสี่ยง 2025