เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-06

ตลาดหุ้นสหรัฐกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักที่ไม่เคยเห็นมานานหลายปี เมื่อดัชนี S&P 500 ดิ่งลงกว่า 1.2% ท่ามกลางความวิตกกังวลเรื่องต้นทุนการลงทุนด้าน AI ที่พุ่งสูงลิ่ว ขณะที่ราคา Bitcoin ร่วงหนักถึง 13% และราคาทองคำวันนี้ก็ไม่พ้นแรงเทขาย นักลงทุนทั่วโลกต่างตั้งคำถามว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่หรือไม่
วันนี้ EBC Financial Group พาคุณเจาะลึกทุกมิติของวิกฤตการเงินที่กำลังคุกรุ่น พร้อมวิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยงที่นักลงทุนทุกคนต้องรู้
ความหวังด้าน AI กลายเป็นหลุมดำกลืนกำไร
การประกาศของ Amazon ที่จะใช้เงินลงทุนสูงถึง 200,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้สร้างแรงสะเทือนให้กับตลาดหุ้นสหรัฐอย่างรุนแรง หุ้น Amazon ดิ่งลงกว่า 9% ในช่วงนอกเวลาทำการ เมื่อนักลงทุนตระหนักว่ารายจ่ายมหาศาลนี้กำลังกัดกร่อนกำไรของบริษัท
Andy Jassy ซีอีโอของ Amazon พยายามสร้างความมั่นใจว่าการลงทุนนี้จำเป็นสำหรับอนาคต ไม่ว่าจะเป็น Data Center ชิปประมวลผล หุ่นยนต์ และดาวเทียมวงโคจรต่ำ แต่ตัวเลขคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานที่ต่ำกว่าความคาดหมายกลับทำให้นักวิเคราะห์หลายคนตั้งคำถามว่า การแข่งขันด้าน AI ระหว่าง Amazon, Microsoft และ Google จะคุ้มค่ากับเงินลงทุนหรือไม่
Expert Insight:
"การที่รายจ่ายลงทุนเติบโตเร็วกว่ารายได้จาก AWS แสดงให้เห็นถึงความท้าทายของการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน AI ในระยะสั้น นักลงทุนควรติดตามอัตราส่วนระหว่าง CapEx และรายได้อย่างใกล้ชิด" - Gil Luria, นักวิเคราะห์อาวุโส
การเปิดตัว Claude Opus 4.6 จาก Anthropic ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อการวิจัยทางการเงินโดยเฉพาะ ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับอุตสาหกรรมบริการข้อมูลการเงิน หุ้น FactSet Research Systems ดิ่งลงถึง 10% ตามมาด้วย S&P Global, Moody's และ Nasdaq ที่ร่วงระนาว
ความสามารถของ AI ในการวิเคราะห์เอกสารทางการเงิน ตรวจสอบข้อมูลกำกับดูแล และประมวลผลข้อมูลตลาดได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามว่า บริษัทบริการข้อมูลราคาแพงเหล่านี้จะยังมีบทบาทในอนาคตหรือไม่
Steve Sosnick จาก Interactive Brokers สรุปสถานการณ์ได้ชัดเจน: "ฉันทามติของตลาดได้พลิกกลับแล้ว จากเดิมที่บริษัท Software เป็นผู้ได้ประโยชน์จาก AI กลับกลายเป็นเหยื่อที่ถูก AI แย่งงาน"
ตลาดหุ้นสหรัฐในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2026 แสดงอาการที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 1.2% และที่สำคัญคือการเทขายกระจายตัวในวงกว้างครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรม แม้แต่ดัชนี Russell 2000 ที่เป็นตัวแทนหุ้นขนาดเล็กก็ร่วงหนักถึง 1.8%
ในมุมเทคนิค ดัชนี S&P 500 ได้หลุดระดับเส้นค่าเฉลี่ย 100 วันมาแล้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญ นักวิเคราะห์จาก SpotGamma เผยว่า เบาะรองรับจากกลุ่มเทรดเดอร์ออปชั่นระยะสั้น (0DTE) กำลังบางลงเรื่อยๆ ทำให้ความเสี่ยงที่ตลาดจะร่วงแรงโดยไม่มีตัวรับมีสูงขึ้น
ดัชนี VIX หรือดัชนีความกลัวพุ่งขึ้นแตะระดับ 22 ขณะที่ Put/Call Skew แสดงให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันกำลังจ่ายเงินแพงเพื่อซื้อประกันความเสี่ยง นี่ไม่ใช่แค่การปรับฐานปกติ แต่เป็นสัญญาณของความกลัวที่แท้จริง
Expert Insight: "การที่ตลาดหุ้นสหรัฐหลุดแนวรับสำคัญพร้อมกับ VIX ที่พุ่งสูงขึ้น บ่งชี้ว่านักลงทุนควรเตรียมรับมือกับความผันผวนที่จะยืดเยื้อ การบริหารความเสี่ยงและการใช้ Stop Loss จึงมีความสำคัญมากในช่วงเวลานี้" - ทีมวิเคราะห์ EBC Financial Group

ราคา Bitcoin ร่วงลงอย่างรุนแรงถึง 13% มาอยู่ที่ระดับ 63,000 ดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่ามูลค่าได้หายไปเกือบครึ่งหนึ่งนับจากจุดสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคม สาเหตุหลักมาจากการที่นักลงทุนที่กู้เงินมาเก็งกำไรต้องถูกบังคับขายสินทรัพย์ ผสมกับความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์
Michael Saylor และบริษัท Strategy Inc. กลายเป็นเหยื่อรายใหญ่ของการปรับฐานครั้งนี้ โดยรายงานขาดทุนสุทธิถึง 12,400 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 4 ที่น่ากังวลคือราคา Bitcoinปัจจุบันต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของบริษัทที่ 76,052 ดอลลาร์ ทำให้สถานะการลงทุนติดลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023
นักวิเคราะห์บางคนเริ่มเตือนถึงความเสี่ยงของ "Death Spiral" หากราคาดิ่งต่อไป แม้ Michael Saylor จะยืนยันว่ามีสภาพคล่องเพียงพอก็ตาม
ข้อมูลตลาดแรงงานล่าสุดชี้ให้เห็นถึงความอ่อนแอที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจสหรัฐ ตัวเลข JOLTS Job Openings ร่วงลงมาเหลือเพียง 6.54 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2020 โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักคือบริการธุรกิจและค้าปลีก
ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์พุ่งขึ้นมาที่ 231,000 ราย สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ทุกสำนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสภาพอากาศหนาวจัด แต่ที่น่าห่วงกว่าคือผู้ขอรับสวัสดิการต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเป็น 1.84 ล้านคน แสดงให้เห็นว่าคนที่ตกงานแล้วหางานใหม่ยากขึ้น
อัตราส่วนตำแหน่งงานว่างต่อคนว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 0.9 เท่า จากที่เคยสูงถึง 2 ต่อ 1 ในปี 2022 สถานการณ์นี้อาจเป็นสัญญาณของวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังคืบคลานเข้ามา
Expert Insight: "ตัวเลขตลาดแรงงานที่อ่อนแอลงชี้ให้เห็นว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคกำลังถดถอย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสหน้า นักลงทุนควรปรับกลยุทธ์ให้มุ่งสู่การป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น" - Sean Simko, SEI Investments
เมื่อตลาดหุ้นสหรัฐและราคา Bitcoin ร่วงหนัก นักลงทุนต่างแห่หนีเข้าสู่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 2 ปีดิ่งลง 9 Basis Points มาอยู่ที่ 3.46% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม
การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังเดิมพันอย่างหนักว่า Fed จะต้องลดดอกเบี้ยอีกครั้งภายในกลางปีนี้ เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง
ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตร 2 ปีและ 10 ปีขยายกว้างขึ้นเกือบ 73 Basis Points ซึ่งเป็นสัญญาณคลาสสิกที่บ่งชี้ว่ายุคดอกเบี้ยขาขึ้นใกล้จะสิ้นสุด และกำลังเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยขาลง
ราคาทองคำวันนี้ก็ไม่พ้นแรงกดดันจากการที่นักลงทุนเลือกถือเงินสดดอลลาร์และพันธบัตรมากกว่าสินทรัพย์อื่น ๆ ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นไม่ได้เกิดจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ แต่เป็นผลจากความกลัวและการหลบหลีกความเสี่ยง
Win Thin จาก Bank of Nassau 1982 ระบุว่า นี่คือการหนีตายจากหุ้น คริปโต และโลหะมีค่า มาถือเงินสดเพื่อความอุ่นใจ โดยเฉพาะในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าราคาทองคำวันนี้ที่ถูกกดดันลงอาจเป็นโอกาสในการสะสมสำหรับนักลงทุนระยะยาว เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่
Expert Insight: "ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะยาว แม้ว่าในระยะสั้นจะถูกกดดันจากดอลลาร์แข็งค่า นักลงทุนควรพิจารณาสะสมทองคำเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายความเสี่ยงในพอร์ต" - ทีมวิเคราะห์ตลาดโภคภัณฑ์ EBC Financial Group
สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินโลกในขณะนี้ไม่ใช่แค่การปรับฐานทั่วไป แต่เป็นการปรับจูนมูลค่าสินทรัพย์ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เติบโตสูงและมีราคาแพงจากความหวังเรื่อง AI
Angelo Kourkafas จาก Edward Jones และ Kim Forrest จาก Bokeh Capital Partners มองว่า หุ้นเทคโนโลยีและสินทรัพย์อย่างทองคำและ Bitcoin วิ่งขึ้นมาเร็วเกินไปจนโมเมนตัมขาด ตอนนี้ตลาดกำลังตรวจสอบความจริงว่าความหวังสอดคล้องกับพื้นฐานหรือไม่
สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาจังหวะเข้าตลาด Bespoke Investment Group แนะนำว่า ช่วงนี้เป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนสายสวนกระแส แต่ต้องระมัดระวังเพราะการรับมีดที่กำลังตกอาจทำให้บาดเจ็บหนัก
Ben Snider จาก Goldman Sachs ย้ำว่า ตลาดจะกลับมาเสถียรได้ก็ต่อเมื่อทิศทางของกำไรบริษัทชัดเจน แต่ผลกระทบของ AI ในระยะสั้นยังคาดเดายาก ทำให้ความผันผวนจะยังอยู่กับเราต่อไป
บริหารความเสี่ยง - ใช้ Stop Loss และจำกัดขนาดสถานะ
กระจายการลงทุน - อย่ากระจุกตัวในสินทรัพย์เดียว
ติดตามข้อมูลเศรษฐกิจ - โดยเฉพาะตัวเลขตลาดแรงงานและกำไรบริษัท
พิจารณาสินทรัพย์ปลอดภัย - พันธบัตรและทองคำสำหรับส่วนหนึ่งของพอร์ต
เลือกโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้ - เพื่อการเทรดที่ปลอดภัยและโปร่งใส
ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของผลประกอบการบริษัทและทิศทางนโยบายของ Fed นักวิเคราะห์คาดว่าความผันผวนจะยังคงอยู่อีกหลายสัปดาห์
เป็นไปได้ในระยะยาว แต่ต้องดูสภาพคล่องในตลาดและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนควรบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง
ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ดี แนะนำให้มีในพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง แต่ไม่ควรกระจุกตัวมากเกินไป
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ