เจาะลึก ETF มีอะไรบ้าง พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับคุณ
English Español Português 한국어 简体中文 繁體中文 日本語 Tiếng Việt Bahasa Indonesia Монгол ئۇيغۇر تىلى العربية Русский हिन्दी

เจาะลึก ETF มีอะไรบ้าง พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับคุณ

เผยแพร่เมื่อ: 2025-08-06   
อัปเดตเมื่อ: 2026-08-03

SPY
ซื้อ: -- ขาย: --
เริ่มเทรดเลย

กองทุน ETF ส่วนใหญ่สามารถจัดกลุ่มได้เป็น 10 ประเภทหลัก ได้แก่ ETF ดัชนีตลาดกว้าง ETF รายกลุ่มอุตสาหกรรม ETF ตลาดต่างประเทศ ETF ตราสารหนี้ ETF สินค้าโภคภัณฑ์ ETF ธีมการลงทุน ETF หุ้นปันผล ETF ESG ETF เลเวอเรจและ ETF ขาลง (inverse) และ ETF แบบ Smart Beta ณ สิ้นปี 2025 มี ETF จดทะเบียนในสหรัฐฯ ทั้งสิ้น 4,495 กองทุน มูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมกัน 13.4 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนต้องแยกแยะกองทุนนับพันที่อาจดูคล้ายกันเพียงจากชื่อ


คู่มือนี้จะอธิบายว่า ETF แต่ละประเภทถือครองสินทรัพย์อะไร และมีความเสี่ยงเฉพาะตัวอย่างไร ส่วนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของกองทุน ควรเริ่มจาก การทำงานของกองทุน ETF


10 อันดับประเภท ETF ที่ควรมีในพอร์ตลงทุน

ประเภทของ ETF

1. ETF ดัชนีตลาดกว้าง (Broad Market Index ETF)

ETF ดัชนีตลาดกว้างอ้างอิงดัชนีขนาดใหญ่ เช่น S&P 500, MSCI World หรือ FTSE All-World จึงเป็นสินทรัพย์หลักมาตรฐานสำหรับพอร์ตลงทุนระยะยาวส่วนใหญ่ การซื้อครั้งเดียวเท่ากับได้ถือหุ้นหลายร้อยถึงหลายพันบริษัท และมีค่าธรรมเนียมต่ำที่สุดในตลาด โดยกองทุน S&P 500 ขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ หลายกองเก็บค่าธรรมเนียมเพียงราว 0.03% ต่อปี ความเสี่ยงอยู่ที่การถ่วงน้ำหนัก


ETF เกือบทั้งหมดถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (market cap) ทำให้กองทุนตลาดกว้างค่อย ๆ กระจุกตัวอยู่ในหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดโดยไม่รู้ตัว หากหุ้น Large Cap นำตลาดต่อเนื่องหลายปี สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดการกระจุกตัวนี้ ก็มี ETF แบบถ่วงน้ำหนักเท่ากัน (equal-weight) ของดัชนีเดียวกันให้เลือก


ตัวอย่าง: SPDR S&P 500 ETF (SPY), iShares Core MSCI World UCITS ETF (IWDA), Vanguard S&P 500 ETF (VOO)


2. ETF รายกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector ETF)

ETF รายกลุ่มอุตสาหกรรมถือหุ้นบริษัทในอุตสาหกรรมเดียว เช่น เทคโนโลยี สุขภาพ พลังงาน หรือการเงิน นักลงทุนใช้ ETF ประเภทนี้เพื่อเพิ่มหรือลดสัดส่วนการลงทุนในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง หรือใช้กลยุทธ์หมุนกลุ่มอุตสาหกรรม (sector rotation) ควบคู่กับสินทรัพย์หลักในพอร์ต


สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือความซ้ำซ้อน การถือ ETF กลุ่มเทคโนโลยีควบคู่กับกองทุน S&P 500 เท่ากับเพิ่มน้ำหนักในหุ้นเทคโนโลยีซ้ำ ไม่ใช่การเพิ่มสินทรัพย์ใหม่ การเปรียบเทียบหุ้นที่ถือครองหลักของทั้งสองกองทุนจะช่วยให้เห็นว่ามีความซ้ำซ้อนมากเพียงใด


ตัวอย่าง: Technology Select Sector SPDR (XLK), Health Care Select Sector SPDR (XLV), Energy Select Sector SPDR (XLE)


3. ETF ตลาดต่างประเทศและภูมิภาค (International ETF)

ETF ตลาดต่างประเทศอ้างอิงตลาดหุ้นนอกประเทศของนักลงทุน ทั้งในระดับภูมิภาคหรือรายประเทศ และเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการกระจายความเสี่ยงออกจากดัชนีในประเทศ ผลตอบแทนของ ETF ประเภทนี้ประกอบด้วยสองส่วน คือการเคลื่อนไหวของตลาดท้องถิ่นและการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน กองทุนอาจปรับขึ้น 8% ในสกุลเงินท้องถิ่น แต่ผลตอบแทนสุทธิอาจมากขึ้นหรือน้อยลงหลังคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว


สำหรับนักลงทุนที่ต้องการตัดผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนออกไป มี ETF แบบป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (currency-hedged) ให้เลือก ส่วน ETF ตลาดเกิดใหม่ (emerging market) มีความผันผวนสูงกว่า และในหลายกรณีอ่อนไหวต่อวัฏจักรราคาสินค้าโภคภัณฑ์ด้วย


ตัวอย่าง: iShares MSCI Emerging Markets ETF (EEM), Vanguard FTSE Europe ETF (VGK), iShares Asia 50 ETF (AIA)


4. ETF ตราสารหนี้ (Bond ETF)

ETF ตราสารหนี้ถือครองพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน หรือตราสารหนี้ผลตอบแทนสูง (high-yield) โดยจัดกลุ่มตามอายุคงเหลือและคุณภาพความน่าเชื่อถือ ใช้เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตและสร้างรายได้ ตัวเลขสำคัญคือ Duration ซึ่งประเมินการเปลี่ยนแปลงของราคาเมื่ออัตราผลตอบแทน (yield) เปลี่ยนไป 1 percentage point ดังนั้น ETF ตราสารหนี้ที่มี Duration เท่ากับ 7 จะปรับตัวลงประมาณ 7% หากอัตราผลตอบแทนปรับขึ้น 1 percentage point


อีกจุดหนึ่งที่ทำให้ผู้ซื้อครั้งแรกประหลาดใจคือ พันธบัตรรายตัวจะครบกำหนดและคืนเงินต้นตามมูลค่าที่ตราไว้ (par value) แต่ ETF ตราสารหนี้ทั่วไปถือครองตะกร้าตราสารหนี้ที่หมุนเปลี่ยนตลอดเวลา จึงไม่มีวันครบกำหนดที่จะได้รับเงินต้นคืนตามมูลค่าที่ตราไว้ ข้อยกเว้นคือ ETF ตราสารหนี้แบบกำหนดวันครบกำหนด (target-maturity) ซึ่งจะระบุไว้ในชื่อกองทุนอย่างชัดเจน


ตัวอย่าง: iShares Core U.S. Aggregate Bond ETF (AGG), Vanguard Intermediate-Term Treasury ETF (VGIT), iShares iBoxx $ High Yield Corporate Bond ETF (HYG)


5. ETF สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity ETF)

ETF สินค้าโภคภัณฑ์

ETF สินค้าโภคภัณฑ์ให้การลงทุนในทองคำ เงิน น้ำมัน หรือสินค้าเกษตร โดยโครงสร้างของกองทุนส่งผลต่อผลตอบแทนมากกว่าตัวสินค้าโภคภัณฑ์เองเสียอีก กองทุนที่มีสินทรัพย์จริงหนุนหลัง (physically backed) จะถือโลหะจริงในคลังเก็บ และเคลื่อนไหวใกล้เคียงราคาสปอตมาก โดยหักด้วยต้นทุนการเก็บรักษา


กองทุนที่อ้างอิงสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures) ต้องขายสัญญาที่ใกล้ครบกำหนดและซื้อสัญญาใหม่ต่อเนื่อง หากสัญญารุ่นใหม่มีราคาสูงกว่ารุ่นเดิม ซึ่งเรียกว่าภาวะ contango การหมุนสัญญาแบบนี้จะกัดกร่อนมูลค่ากองทุนในทุกรอบ เมื่อผ่านไปหลายปี ETF พลังงานหรือสินค้าเกษตรที่อ้างอิงฟิวเจอร์สอาจมีราคาต่ำกว่าราคาสปอตที่ควรจะติดตามอยู่มาก ส่วนกองทุนที่ถือหุ้นบริษัท เช่น เหมืองแร่หรือผู้ผลิต จะมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากตัวบริษัทเองด้วย


ตัวอย่าง: SPDR Gold Shares (GLD), iShares Silver Trust (SLV), Invesco DB Commodity Index Tracking Fund (DBC) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในคู่มือ ETF สินค้าโภคภัณฑ์เพื่อการกระจายความเสี่ยงของเรา


6. ETF ธีมการลงทุน (Thematic ETF)

ETF ธีมการลงทุนรวมกลุ่มบริษัทตามกระแสหรือแนวโน้ม ไม่ใช่ตามการจัดหมวดอุตสาหกรรม ครอบคลุมธีมต่าง ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานสะอาด หุ่นยนต์ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ การถือครองหุ้นจะกระจายข้ามหลายอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ธีมการลงทุนต่างจากกลุ่มอุตสาหกรรม


กฎการจัดทำดัชนีถูกออกแบบขึ้นเองโดยผู้ออกกองทุนแต่ละแห่ง ดังนั้น ETF สองกองที่ใช้ชื่อธีมเดียวกันอาจถือหุ้นบริษัทที่แตกต่างกันมาก หุ้นที่ถือครองมักมีขนาดเล็กกว่าและมีสภาพคล่องต่ำกว่า ขณะที่ค่าธรรมเนียมสูงกว่า โดยทั่วไปอยู่ที่ 0.40% ถึง 0.75% ETF ธีมการลงทุนใหม่ ๆ มักเปิดตัวหลังจากธีมนั้นทำผลตอบแทนได้ดีมาแล้ว เพราะเป็นช่วงที่ความต้องการของนักลงทุนเริ่มปรากฏขึ้น


ตัวอย่าง: Global X Robotics & Artificial Intelligence ETF (BOTZ), ARK Innovation ETF (ARKK), iShares Global Clean Energy ETF (ICLN)


7. ETF หุ้นปันผลและรายได้ (Dividend ETF)

ETF หุ้นปันผลจ่ายรายได้สม่ำเสมอจากตะกร้าหุ้นที่จ่ายเงินปันผล และแบ่งเป็นสองรูปแบบหลัก กองทุนแบบ high-yield คัดเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูงที่สุดในปัจจุบัน จึงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มการเงิน พลังงาน สาธารณูปโภค และอสังหาริมทรัพย์


ส่วนกองทุนแบบ dividend-growth คัดเลือกหุ้นที่มีประวัติเพิ่มเงินปันผลต่อเนื่องยาวนาน ทำให้เอียงไปทางกลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น และสุขภาพ กองทุนแบบแรกให้ผลตอบแทนปันผลสูงกว่าในปัจจุบัน ส่วนกองทุนแบบที่สองมีความเสี่ยงน้อยกว่าที่จะถือหุ้นซึ่งมีอัตราผลตอบแทนปันผลสูงเพียงเพราะราคาหุ้นตกลงมา ทั้งสองแบบอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เพราะเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น หุ้นปันผลจะแข่งขันด้านรายได้ได้ยากขึ้น


ตัวอย่าง: Vanguard High Dividend Yield ETF (VYM), SPDR S&P Dividend ETF (SDY), Vanguard Real Estate ETF (VNQ) สำหรับการลงทุนใน REIT


8. ETF ESG

ETF ESG คัดเลือกบริษัทตามเกณฑ์สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, Governance) แต่ชื่อ ESG เพียงอย่างเดียวบอกรายละเอียดได้น้อยมาก เพราะผู้ออกกองทุนใช้วิธีคัดเลือกอย่างน้อยสามรูปแบบ วิธีแรกคือการคัดออก (exclusion screen) ซึ่งตัดอุตสาหกรรมอย่างยาสูบ อาวุธ หรือถ่านหินสำหรับผลิตไฟฟ้าออกไป


วิธีที่สองคือ best-in-class ซึ่งคงบริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละอุตสาหกรรมไว้ ทำให้กองทุน ESG ยังอาจถือหุ้นบริษัทผู้ผลิตพลังงานอยู่ได้ วิธีที่สามคือกองทุนแบบ tilt ที่เริ่มจากดัชนีมาตรฐานแล้วปรับน้ำหนักหุ้นตามเกณฑ์ ESG ด้วยเหตุนี้ ETF สองกองที่ติดป้าย ESG เหมือนกันจึงอาจถือหุ้นบริษัทที่แตกต่างกันได้ ค่าธรรมเนียมของ ETF ESG มักสูงกว่ากองทุนดัชนีทั่วไป


ตัวอย่าง: iShares MSCI KLD 400 Social ETF (DSI), SPDR S&P 500 ESG ETF (EFIV), Vanguard ESG U.S. Stock ETF (ESGV)


9. ETF เลเวอเรจและ ETF ขาลง (Leveraged and Inverse ETF)

ETF เลเวอเรจมีเป้าหมายให้ผลตอบแทนเป็นทวีคูณของผลตอบแทนรายวันของดัชนีอ้างอิง โดยทั่วไปคือ 2 เท่า หรือ 3 เท่า ส่วน ETF ขาลง (inverse) มีเป้าหมายให้ผลตอบแทนตรงข้ามกับดัชนี ทั้งสองประเภทใช้ตราสารอนุพันธ์ และคำนวณผลตอบแทนใหม่ทุกวัน (reset รายวัน) ซึ่งเป็นจุดที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด


ตัวอย่างเช่น ดัชนีปรับตัวลง 10% แล้วปรับขึ้น 11.1% ซึ่งทำให้กลับมาอยู่ที่จุดเริ่มต้นเดิม แต่กองทุน 3 เท่าจะลดลง 30% เหลือ 70 จุด จากนั้นปรับขึ้น 33.3% เป็น 93.3 จุด นั่นคือดัชนีทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง แต่กองทุนขาดทุนไป 6.7% ค่าธรรมเนียมกองทุน (expense ratio) ของ ETF ประเภทนี้มักใกล้เคียง 1% เครื่องมือเหล่านี้ออกแบบมาสำหรับการถือครองระยะสั้นเพียงหนึ่งวันเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นหรือป้องกันความเสี่ยง ไม่ใช่การถือลงทุนระยะยาว


ตัวอย่าง: ProShares UltraPro QQQ (TQQQ), Direxion Daily S&P 500 Bull 2X Shares (SPUU), ProShares UltraShort S&P 500 (SDS)


10. ETF Smart Beta หรือ ETF อิงปัจจัย (Factor-Based ETF)

ETF Smart Beta

ETF Smart Beta ถือหุ้นในกลุ่มเดียวกับดัชนีมาตรฐาน แต่ถ่วงน้ำหนักด้วยปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่มูลค่าตลาด เช่น value, momentum, quality, low volatility, size หรือถ่วงน้ำหนักเท่ากัน (equal weight) งานวิจัยที่อยู่เบื้องหลังปัจจัยเหล่านี้มีมายาวนาน แม้ผลตอบแทนจะเกิดขึ้นเป็นวัฏจักร


ปัจจัย Momentum ให้ผลดีในช่วงที่ตลาดเป็นแนวโน้มต่อเนื่อง แต่จะพลิกกลับอย่างรวดเร็วเมื่อแนวโน้มเปลี่ยนทิศ ปัจจัย Low Volatility จะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดในช่วงที่ตลาดพุ่งขึ้นแรง แต่จะทรงตัวได้ดีกว่าในช่วงตลาดร่วง ช่วงเวลานาน ๆ ที่ปัจจัยหนึ่งให้ผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนีทั่วไปถือเป็นเรื่องปกติ ค่าธรรมเนียมของ ETF กลุ่มนี้อยู่ระหว่างกองทุนดัชนีกับกองทุนแบบ active โดยทั่วไปอยู่ที่ 0.15% ถึง 0.35%


ตัวอย่าง: Invesco S&P 500 Low Volatility ETF (SPLV), iShares MSCI USA Momentum Factor ETF (MTUM), Vanguard Value ETF (VTV)


ปัจจัยที่ควรพิจารณาและวิธีเลือก ETF ให้เหมาะกับเป้าหมายของคุณ

วิธีเลือก ETF ที่เหมาะสม

กำหนดเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจน

หากต้องการการลงทุนที่กระจายตัวกว้างและค่าธรรมเนียมต่ำ ควรเลือก ETF ดัชนีตลาดกว้างเป็นสินทรัพย์หลัก หากต้องการสร้างรายได้ ควรพิจารณา ETF หุ้นปันผลหรือ ETF ตราสารหนี้ หากต้องการเจาะกระแสหรือแนวโน้มเฉพาะ ETF ธีมการลงทุนหรือ ETF รายกลุ่มอุตสาหกรรมจะให้ผลตรงจุดกว่า และหากต้องการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ETF สินค้าโภคภัณฑ์จะมีประโยชน์มากกว่า


ตรวจสอบค่าธรรมเนียมกองทุนและหุ้นที่ถือครอง

ค่าธรรมเนียมกองทุน (expense ratio) ที่ต่ำจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนทบต้นในระยะยาว โดยเฉพาะ ETF ดัชนีตลาดกว้างซึ่งมักมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่า 0.10% ก่อนซื้อควรตรวจสอบความชัดเจนของสินทรัพย์ที่ลงทุน ปริมาณการซื้อขาย และกลยุทธ์การเลียนแบบดัชนี (replication strategy) ของกองทุนด้วย


ทำความเข้าใจสภาพคล่องและสเปรดราคาเสนอซื้อขาย

ETF ขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมมักมีสเปรดราคาเสนอซื้อขาย (bid-ask spread) ที่แคบกว่าและซื้อขายได้ง่ายกว่า ส่วน ETF ที่มีสภาพคล่องต่ำอาจมีต้นทุนการซื้อขายสูงกว่า ควรตรวจสอบปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันและสเปรดราคาเสนอซื้อขาย โดยเฉพาะสำหรับกองทุนเฉพาะกลุ่มหรือกองทุนธีมการลงทุน


ผสมผสานสินทรัพย์หลักและสินทรัพย์เสริม (Core-Satellite)

พอร์ตลงทุนที่แข็งแกร่งมักใช้กลยุทธ์ core-satellite โดยจัดสรรสัดส่วน 60% ถึง 80% ให้กับ ETF ดัชนีตลาดกว้างเป็นสินทรัพย์หลัก จากนั้นเสริมผลตอบแทนหรือรายได้ด้วยการลงทุนสัดส่วนเล็กลงในกลุ่มอุตสาหกรรม ธีมการลงทุน หรือกองทุนที่สร้างรายได้เป็นสินทรัพย์เสริม


ทำความเข้าใจปัจจัยความเสี่ยง

ETF อิงปัจจัยและ ETF ธีมการลงทุนมักผันผวนมากกว่าสินทรัพย์หลักในพอร์ต ETF ตราสารหนี้มีความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย ส่วน ETF สินค้าโภคภัณฑ์อาจมีต้นทุนจากการหมุนสัญญา (roll) หรือภาวะ contango ควรทำความเข้าใจความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละประเภท และกำหนดขนาดการลงทุนให้เหมาะสม


ตัวอย่างการจัดพอร์ต ETF ให้สมดุล

นักลงทุนที่ต้องการใช้แนวทาง core-satellite อาจจัดสรรพอร์ตได้ดังนี้


  • 60% ใน ETF ดัชนีตลาดกว้าง (SPY, IWDA)

  • 15% ใน ETF หุ้นปันผล/รายได้ หรือ ETF ตราสารหนี้ (AGG, VYM)

  • 10% ใน ETF ธีมการลงทุน (ICLN, ARKK)

  • 5% ใน ETF สินค้าโภคภัณฑ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง (GLD, DBC)

  • 10% ใน ETF อิงปัจจัย (SPLV, MTUM)


ปรับสัดส่วนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้และระยะเวลาการลงทุน และปรับพอร์ตให้กลับสู่สัดส่วนเป้าหมาย (rebalance) ปีละครั้งหรือทุกครึ่งปี


คำถามที่พบบ่อย

1. ผู้เริ่มต้นลงทุนควรรู้จัก ETF ประเภทใดบ้าง

ผู้เริ่มต้นลงทุนควรเริ่มจาก ETF ดัชนีตลาดกว้าง ETF รายกลุ่มอุตสาหกรรม ETF ตราสารหนี้ และ ETF หุ้นปันผล เพราะ ETF เหล่านี้ให้การกระจายความเสี่ยงที่ดี เข้าใจง่าย และมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่


2. ETF ธีมการลงทุนเหมาะกับการลงทุนในตอนนี้หรือไม่

ETF ธีมการลงทุนเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการเจาะกระแสระยะยาว เช่น AI พลังงานสะอาด หรือหุ่นยนต์ อย่างไรก็ตาม ETF กลุ่มนี้อาจผันผวนมากกว่า ETF ทั่วไป จึงเหมาะที่จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม มากกว่าการลงทุนเพียงอย่างเดียว


3. สามารถสร้างพอร์ตลงทุนทั้งหมดด้วย ETF เพียงอย่างเดียวได้หรือไม่

ได้ นักลงทุนสามารถสร้างพอร์ตที่สมบูรณ์และกระจายความเสี่ยงได้ดีด้วย ETF เพียงอย่างเดียว โดยผสมผสาน ETF ดัชนีตลาดกว้าง ETF ตราสารหนี้ ETF รายกลุ่มอุตสาหกรรม/ธีมการลงทุน และ ETF หุ้นปันผล เพื่อสร้างกลยุทธ์ที่สมดุลและเหมาะกับระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ต้องการ


บทสรุป

ETF ช่วยให้การลงทุนเป็นเรื่องง่ายขึ้น ด้วยกองทุนดัชนีหลักที่ให้การกระจายความเสี่ยงในราคาถูก ขณะที่กองทุนเฉพาะทางอย่างธีมการลงทุน ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ และกองทุนอิงปัจจัย ช่วยให้นักลงทุนปรับพอร์ตให้ตรงกับความต้องการของตนเองได้


หากกำลังเริ่มสร้างพอร์ตลงทุน ควรเริ่มจาก ETF ดัชนีตลาดกว้างเป็นหลัก แล้วค่อย ๆ เพิ่มการลงทุนเสริม เช่น ETF หุ้นปันผล ธีมการลงทุน หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ตามกลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นและความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ


คำเตือน: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็น (และไม่ควรถูกพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้อ้างอิง ความเห็นใด ๆ ในเนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใด ๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ

บทความแนะนำ
ปูพื้นฐาน S&P 500 ETF มีจุดเด่นอะไรบ้าง พร้อมแนวทางการลงทุน
6 เช็กลิสต์ต้องรู้ก่อนลงทุนตลาดทองต่างประเทศ
Active vs Passive ETF: ความแตกต่างสำคัญที่นักเทรดควรรู้
เจาะลึกโอกาสการเติบโตของเอเชียผ่าน AAXJ ETF
เจาะลึก IWM ETF: ผลตอบแทน การถือครอง และความเสี่ยง