ดอลลาร์จะพัง ทองคำจะครองโลก? เปิดประวัติศาสตร์ 50 ปีที่พิสูจน์ว่า "This Time is Different" คือกับดักนักลงทุน
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

ดอลลาร์จะพัง ทองคำจะครองโลก? เปิดประวัติศาสตร์ 50 ปีที่พิสูจน์ว่า "This Time is Different" คือกับดักนักลงทุน

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-06

ค่าเงินดอลลาร์


ช่วงนี้เปิดโซเชียลมีเดียไปทางไหน ก็เจอแต่คนพูดว่า "ค่าเงินดอลลาร์กำลังจะเสื่อมค่า" หรือ "อเมริกาพิมพ์เงินจนกระดาษไร้ค่า ต้องรีบซื้อทองเก็บไว้" ฟังดูสมเหตุสมผลดีใช่ไหม? เหมือนเรากำลังจะได้เห็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ของโลกการเงิน


แต่ความจริงที่น่ากลัวกว่าคือ... ประโยค "This time is different" (ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน) นี่แหละที่พานักลงทุนไปติดบ่วงมานับไม่ถ้วน


เพราะถ้าเราถอยออกมามองภาพใหญ่ เราจะพบว่านี่คือ "บทพูดเดิม" ที่เล่าซ้ำมาแล้วไม่รู้กี่รอบ และจุดจบมักไม่ใช่ชัยชนะของทองคำ แต่เป็นโศกนาฏกรรมของคนที่เข้าซื้อเป็นคนสุดท้าย


วันนี้ EBC Financial Group พาคุณย้อนดูประวัติศาสตร์การเงินโลก เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไม "กระแสเกลียดดอลลาร์" ถึงเกิดขึ้นทุกครั้งที่โลกปั่นป่วน และจบลงด้วยน้ำตาของคนไล่ราคาเสมอ


จุดเริ่มต้นแห่งความหวาดกลัว Nixon Shock (1970s) เมื่อโลกเชื่อว่าดอลลาร์จะกลายเป็นเศษกระดาษ

คืนที่โลกการเงินเปลี่ยนไปตลอดกาล

นี่คือยุคที่เรื่องเล่าว่า "ดอลลาร์กำลังจะล่มสลาย" มีความน่าเชื่อถือที่สุดในประวัติศาสตร์ เรื่องราวเริ่มต้นในคืนวันที่ 15 สิงหาคม 1971 เมื่อประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ออกทีวีทั่วประเทศประกาศระงับการแลกเปลี่ยนดอลลาร์เป็นทองคำ (Closing the Gold Window)


การตัดสินใจครั้งนี้เท่ากับฉีกสัญญา Bretton Woods ทิ้งอย่างไม่ไยดี โลกเปลี่ยนจากระบบที่เงินมีค่าเพราะมีทองคำหนุนหลัง เข้าสู่ยุค Fiat Money หรือเงินกระดาษที่มีค่าจากความเชื่อมั่นล้วนๆ


ความโกลาหลและการเกิดของ Stagflation

ความตื่นตระหนกตามมาทันที นักลงทุนและประชาชนไม่เชื่อว่ากระดาษที่รัฐบาลพิมพ์ขึ้นเองจะมีค่า ผสมผสานกับวิกฤตน้ำมัน (Oil Crisis) ส่งผลให้เกิด Stagflation เศรษฐกิจถดถอยแต่ราคาสินค้าพุ่งสูง


อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 14% ต่อปี ลองจินตนาการถึงมูลค่าเงินสดที่หายไปปีละ 10-15% มันน่ากลัวขนาดไหน


ในยุคนั้น สื่อการเงินและกูรูทุกสำนักฟันธงเป็นเสียงเดียวกันว่า "ดอลลาร์จบแล้ว" นิตยสาร Business Week ถึงขั้นขึ้นปกในตำนานว่า "The Death of Equities"


ราคาทองคำพุ่งทะยานและบทเรียนราคาแพง

ผู้คนแห่กันเทขายดอลลาร์และหุ้นเพื่อหนีไปซุกทองคำ ราคาทองคำพุ่งทะยานแบบบ้าคลั่งจาก 35 ดอลลาร์ ไปทำจุดสูงสุดที่ 850 ดอลลาร์ หรือขึ้นมากว่า 2,300% ภายในทศวรรษเดียว!


ใครไม่มีทองในยุคนั้นถือว่าโง่ ใครเชื่อในดอลลาร์ถือว่าบ้า


จุดหักมุน Paul Volcker ผู้กู้ศักดิ์ศรีดอลลาร์

แต่แล้วจุดหักมุนก็มาถึงในรูปของพอล โวลเกอร์ (Paul Volcker) ประธานเฟด (Fed) คนใหม่ที่ตัดสินใจทำสิ่งที่โหดร้ายที่สุดเพื่อกู้ศักดิ์ศรีของดอลลาร์ นั่นคือการกระชากอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปจนแตะระดับ 20%! (เทียบกับตอนนี้ที่ 5% เราก็ร้องกันแล้ว)


การกระทำนี้คือการหักคอเงินเฟ้อให้ตายคามือ ผลลัพธ์คือเศรษฐกิจชะงักงัน แต่ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งแกร่งดั่งหินผา


Expert Insight: "นโยบายการเงินของ Volcker ในยุค 1980s แสดงให้เห็นว่าการมีวินัยทางการเงินที่เข้มงวดสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นในสกุลเงินได้ แม้จะส่งผลกระทบในระยะสั้น แต่ก็สร้างเสถียรภาพระยะยาว" ทีมวิเคราะห์ EBC Financial Group


ส่วนคนที่ไล่ซื้อทองคำตอน 800 ดอลลาร์เพราะเชื่อว่าดอลลาร์จะล่มสลาย? พวกเขาต้องเจอกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เพราะราคาทองคำร่วงดิ่งลงเหวและเข้าสู่ยุคมืด (Bear Market) ยาวนานถึง 20 ปีเต็ม กว่าราคาจะกลับมาที่จุดเดิมได้ต้องรอจนถึงปี 2008


นี่คือราคาที่ต้องจ่ายให้กับความเชื่อว่า "ดอลลาร์กำลังจะตาย"


ภาคต่อของความหวาดกลัว QE Crisis (2011) กับมหกรรมพิมพ์เงินที่ทำให้โลกตกใจ

ค่าเงินดอลลาร์

Quantitative Easing การพิมพ์เงินครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

หนังม้วนเดิมถูกนำมาฉายซ้ำอีกครั้งในรูปแบบที่ทันสมัยและน่ากลัวกว่าเดิม หลังวิกฤต Subprime Crisis จบลง โลกได้รู้จักกับคำว่า QE (Quantitative Easing) เป็นครั้งแรก


ภายใต้การนำของเบน เบอร์นานเก้ ประธานเฟดในขณะนั้น นโยบายการเงินแบบอัดฉีดเงินเข้าระบบในปริมาณมหาศาลถูกนำมาใช้เพื่อพยุงระบบธนาคารที่กำลังจะล้มละลาย


กระแสเกลียดดอลลาร์กลับมาอีกครั้ง

วินาทีนั้น เรื่องเล่าว่าดอลลาร์ล่มสลายกลับมาฮิตอีกครั้ง และรุนแรงกว่าเดิม กูรูการเงินทั่วโลกและ Hedge Fund Manager ระดับตำนานต่างออกมาเตือนว่า "นี่คือจุดจบของระบบการเงิน" (The End Game)


การพิมพ์เงินมหาศาลจะทำให้ดอลลาร์ด้อยค่าจนกลายเป็นเศษกระดาษ และสหรัฐฯ จะเจอกับ Hyperinflation เหมือนซิมบับเวหรือเวเนซุเอลา


ราคาทองพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่

ความกลัวพุ่งถึงขีดสุด ราคาทองวิ่งเป็นกระทิงดุ ทะลุ 1,000 เหรียญ ทะลุ 1,500 เหรียญ และไปทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกันยายน 2011 ที่ระดับ 1,921 ดอลลาร์ต่อออนซ์


คนทั่วโลกแห่เข้าคิวซื้อทองคำแท่งจนของขาดตลาด เพราะเชื่อสุดใจว่าเป้าหมายต่อไปคือ 5,000 ดอลลาร์


ความจริงที่ตามมา Tapering Tantrum

แต่แล้วความจริงก็เริ่มปรากฏ เมื่อเงินเฟ้อในราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ทุกคนกลัวกลับไม่เกิดขึ้นจริง (เงินเฟ้อไปโผล่ในราคาสินทรัพย์แทน) เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัวได้ดีกว่ายุโรป


จุดจบของรอบนี้มาถึงแบบโหดร้าย ในปี 2013 เมื่อเฟดเริ่มแค่ "เปรยๆ" ว่าจะลดการอัดฉีดเงิน (Tapering) ราคาทองคำก็ถูกทุบขายแบบ panic sell โดยเฉพาะในเดือนเมษายน 2013 ที่ราคาทองร่วงลงกว่า 200 ดอลลาร์ภายในเวลาแค่ 2 วัน


จากระดับ 1,900 ลงไปกองที่ 1,050 ดอลลาร์ในเวลาต่อมา ทิ้งให้นักลงทุนที่ไล่ซื้อตอนข่าวร้ายพีคต้องติดดอยนานเกือบ 10 ปี กว่าราคาจะกลับมาที่เดิมได้


นี่คือบทเรียนที่เจ็บปวด ตลาดมักจะ Price-in ความกลัวที่มากเกินจริงเสมอ


ทำไมดอลลาร์ถึงฆ่าไม่ตายสักที? เปิดความลับของ Dollar Milkshake Theory

ค่าเงินดอลลาร์

Dollar Milkshake Theory หลอดดูดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

คำตอบมันอยู่ที่ทฤษฎีสำคัญ 2 ข้อที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์เหมือนเป็นอมตะ


Dollar Milkshake Theory เปรียบได้ว่าธนาคารกลางทั่วโลกช่วยกันเทนมและน้ำหวาน (สภาพคล่อง) ลงในแก้วใบใหญ่ แต่สหรัฐฯ เป็นคนถือ "หลอดดูดอันใหญ่ที่สุด" เอาไว้


ไม่ว่าใครจะอัดฉีดเงินแค่ไหน สุดท้ายดอกเบี้ยที่สูงกว่าและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่าของสหรัฐฯ ก็จะดูดเงินทุนทั้งหมดกลับเข้าหาดอลลาร์อยู่ดี เหมือนดูดมิลค์เชคจนเกลี้ยงแก้ว


TINA: There Is No Alternative

TINA คือภาวะจำยอมที่ว่า "โลกไม่มีทางเลือกอื่น"

  • จะหนีไปถือยูโร? เศรษฐกิจยุโรปก็เปราะบาง

  • จะไปถือหยวน? ก็ยังติดเรื่องการควบคุมเงินทุน

  • จะถือทองคำทั้งหมด? มันก็เอาไปจ่ายค่าสินค้าในชีวิตประจำวันไม่ได้


ตราบใดที่โลกยังหาที่จอดเงินที่ลึกและปลอดภัยเท่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้ ดอลลาร์ก็ยังคงเป็น "เสื้อตัวที่สกปรกน้อยที่สุดในตะกร้า" ที่ทุกคนต้องแย่งกันใส่อยู่ดี


จุดจบของรอบนี้ Kevin Warsh ผู้กอบกู้หรือเพชฌฆาตทองคำ

Envato ImageGen (9).png

ปี 2026 หนังม้วนที่ 3 กำลังฉายอยู่

มาถึงยุคปัจจุบัน เรากำลังดูหนังม้วนที่ 3 ที่คนเชื่อว่า "ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม" เพราะมีกลุ่ม BRICS ที่แข็งแกร่งขึ้น มีสงครามการค้า และหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่พุ่งทะลุเพดาน


แต่โลกกำลังจะได้เจอกับจุดหักมุนครั้งสำคัญจากชายที่ชื่อว่า Kevin Warsh


ทำไม Kevin Warsh ถึงสำคัญ

การที่โดนัลด์ ทรัมป์ตัดสินใจเลือก Kevin Warsh มาเป็นประธานเฟดคนใหม่ (ถ้าได้รับการแต่งตั้งจริง) เป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก เพราะ Warsh ไม่ใช่นักการเมือง และไม่ใช่พวกนกพิราบ (Dovish) ที่ชอบพิมพ์เงินแจก


  1. เขาคือสาวกของ Sound Money: Warsh มีชื่อเสียงจากการเป็น "เด็กดื้อ" ในเฟดที่กล้าวิจารณ์ QE อย่างตรงไปตรงมาว่า "การพิมพ์เงินแก้ปัญหาเหมือนกินยาแก้ปวดที่ทำให้เสพติด"

  2. เขาคือเครื่องมือ Reset ความเชื่อมั่น: การเอา Warsh เข้ามาคือการส่งสัญญาณบอกตลาดโลกว่า "อเมริกาเอาจริงเรื่องวินัยการเงินแล้ว"

  3. ผลกระทบต่อราคาทองคำ: ถ้า Warsh ทำให้ดอลลาร์กลับมามีเสถียรภาพ (Real Positive Yield) ความจำเป็นในการถือทองคำจะลดลงฮวบฮาบ


Expert Insight: "หาก Kevin Warsh นำนโยบายการเงินที่เข้มงวดแบบ Volcker-esque มาใช้จริง เราอาจจะเห็น King Dollar กลับมาทวงบัลลังก์ และสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำและ cryptocurrency อาจจะเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก"  ทีมวิเคราะห์ EBC Financial Group


สัญญาณเตือนจาก Bitcoin

การที่ BTC ร่วงเอาๆ "อาจจะ" เป็นสัญญาณเตือนภัย (Leading Indicator) ที่ไวกว่าทองคำ เปรียบเหมือนนกขมิ้นในเหมืองที่รู้ตัวก่อนว่าอากาศเป็นพิษ


การที่ BTC ร่วงหนักแปลว่า Dollar Milkshake Theory กำลังทำงานอย่างดุเดือด – สหรัฐฯ กำลังดูดเงินกลับบ้าน ทำให้สภาพคล่องทั่วโลกแห้งเหือด


บทสรุป

ก่อนจะทุ่มหมดหน้าตักเพราะเชื่อว่า "ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม" ลองถามตัวเองว่า เรากำลังเดิมพันกับ "จุดจบของดอลลาร์" หรือเรากำลังเป็นแค่ "เหยื่อ" ของวัฏจักรความกลัวที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า?


ประวัติศาสตร์บอกเราว่า ค่าเงินดอลลาร์ และราคาทองคำเคลื่อนไหวในวัฏจักรที่คาดเดาได้ยากแต่มีรูปแบบซ้ำ การเข้าใจพื้นฐานของนโยบายการเงิน บทบาทของเฟด และพลวัตของตลาดการเงินโลกคือกุญแจสำคัญ


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
ราคาทองโลกล่าสุดทะลุ 5,090 ดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์: เหตุใดจึงพุ่งขึ้น และเป้าหมายต่อไปคือ 5,400 ดอลลาร์?
ราคาทองวันนี้ล่าสุด พุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์
แนวโน้มราคาทองปี 2026: ทองคำจะแตะระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้หรือไม่?
ราคาทองล่าสุดทะลุ 4,700 ดอลลาร์: อาจพุ่งขึ้นถึง 5,000 ดอลลาร์ในเร็วๆ นี้หรือไม่?
ราคาทองวันนี้พุ่งทะลุ $5,209: XAU/USD สร้างสถิติใหม่ท่ามกลางดอลลาร์อ่อนค่าก่อนประชุม Fed