เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-10

ผลการเลือกตั้งปี 2569 เขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยครั้งใหม่ เมื่อพรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะแบบขาดลอย (Landslide Victory) ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคของเสถียรภาพทางการเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี
สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่คือโอกาสทองในการปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ เพราะด้วยเสียงข้างมากในสภา การผลักดันงบประมาณและโครงการต่างๆ จะเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและไร้สะดุด
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกมิติของนโยบายเรือธงทั้ง 6 ด้าน พร้อมวิเคราะห์หุ้นที่จะได้รับอานิสงส์โดยตรง ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนมือใหม่หรือมืออาชีพ เนื้อหานี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมและโอกาสการลงทุนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
นโยบายรัฐบาลเป็นปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Factor) ที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายใดนโยบายหนึ่ง จะส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ทั้งในรูปแบบของการเพิ่มรายได้ การได้รับงานโครงการจากภาครัฐ หรือการสร้างกระแสความต้องการสินค้าและบริการ
สำหรับนักลงทุนที่ชาญฉลาด การอ่านนโยบายรัฐบาลและคาดการณ์ผลกระทบต่อหุ้นแต่ละตัวคือทักษะสำคัญที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นกว่าตลาด โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศและเริ่มผลักดันนโยบายหลักๆ ในช่วงแรก
ชัยชนะแบบขาดลอยของพรรคภูมิใจไทยหมายความว่ารัฐบาลชุดนี้มีอำนาจในการผลักดันนโยบายได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาลมากนัก นี่เป็นข้อได้เปรียบครั้งใหญ่เมื่อเทียบกับรัฐบาลหลายพรรคผสมในอดีตที่มักเจอปัญหาเรื่องความขัดแย้งภายใน
เสถียรภาพนี้ส่งผลให้:
การจัดตั้งรัฐบาลทำได้รวดเร็ว ไม่มีระยะเวลาเปล่าในการต่อรอง
งบประมาณผ่านได้ง่าย ไม่ติดขัดในขั้นตอนการอนุมัติ
โครงการต่างๆ เดินหน้าได้เต็มสปีด จากแผนสู่การลงมือทำจริง
นักลงทุนต่างชาติมั่นใจมากขึ้น เห็นทิศทางที่ชัดเจน
การลงทุนในหุ้นโดยอาศัยการวิเคราะห์นโยบายรัฐบาลเป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนสถาบันและมืออาชีพใช้กันมายาวนาน เพราะนโยบายที่ดีจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจเป็นระยะเวลาหลายปี ไม่ใช่แค่ระยะสั้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ:
นโยบายโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลดีต่อหุ้นก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างเป็นเวลา 3-5 ปี
นโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาด ช่วยหุ้นโซลาร์และ EV เติบโตอย่างต่อเนื่อง
นโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว ยกระดับหุ้นโรงแรมและสายการบินในระยะยาว
หลายคนมักลงทุนในหุ้นโดยดูแค่กราฟราคาหรือฟังข่าวลือ แต่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ จะใช้เวลาศึกษานโยบายรัฐบาลอย่างละเอียด เพราะ:
คาดการณ์ล่วงหน้าได้ รู้ว่าหุ้นตัวไหนจะได้ประโยชน์ก่อนที่ราคาจะวิ่งขึ้น
ลดความเสี่ยง หลีกเลี่ยงหุ้นที่อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากนโยบาย
ลงทุนด้วยความมั่นใจ มีเหตุผลรองรับการตัดสินใจ ไม่ใช่แค่เดา
Hold ได้นานขึ้น เมื่อเชื่อในนโยบายระยะยาว จะไม่ตื่นตระหนกกับความผันผวนระยะสั้น
สาระสำคัญของนโยบาย
พรรคภูมิใจไทยมี DNA ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง คำขวัญ "ถนนทุกสายมุ่งสู่ความเจริญ" สะท้อนแนวคิดหลักที่ว่าการพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการเชื่อมโยงพื้นที่ต่างๆ ให้เข้าถึงกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
โครงการสำคัญที่จะเดินหน้าเต็มสปีดประกอบด้วย:
รถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ต่างจังหวัด
มอเตอร์เวย์สายใหม่ เชื่อมภูมิภาคต่างๆ เข้าด้วยกัน
สะพานข้ามเกาะ เช่น โครงการเกาะลันตาและทะเลสาบสงขลา
โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) เชื่อมระนอง-ชุมพร โครงการยักษ์ที่จะเปลี่ยนไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก
STEC (Sino-Thai Engineering and Construction) บริษัทนี้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับภาครัฐและมีประสบการณ์ในการรับงานโครงการขนาดใหญ่มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะงานทางพิเศษและงานโครงสร้างพื้นฐาน การที่รัฐบาลมีเสถียรภาพสูงและพร้อมผลักดันงบประมาณหมายถึง STEC จะได้รับการพิจารณาในการประมูลงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
CK (Ch. Karnchang) ถือเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งในงานรถไฟฟ้าและงานระบบ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านงานอุโมงค์และงานที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง บริษัทนี้เคยทำงานรถไฟฟ้าหลายสายในกรุงเทพฯ และมีศักยภาพในการรับงานส่วนต่อขยายได้เต็มที่
TASCO (Tasco Group) ผู้ผลิตและจำหน่ายยางมะตอยซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างและซ่อมถนน เมื่อมีการก่อสร้างถนนและทางพิเศษเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่เป็นฐานเสียงหลักของพรรค TASCO จะได้รับออเดอร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สาระสำคัญของนโยบาย
การดูแลสุขภาพประชาชนเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงที่ได้รับความสนใจสูงสุด โดยเฉพาะการตั้งศูนย์ฟอกไตทุกอำเภอและติดตั้งเครื่องฉายรังสีรักษามะเร็งทุกจังหวัด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยในต่างจังหวัดเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเดินทางไกลเข้ากรุงเทพฯ
นโยบายเด่นๆ ได้แก่:
ฟอกไตฟรีทุกอำเภอ ตั้งศูนย์ฟอกไตและจัดหาเครื่องมือครบครัน
รักษามะเร็งทุกจังหวัด เพิ่มเครื่องฉายรังสีและอุปกรณ์การแพทย์ทันสมัย
เพิ่มค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เสริมแกร่งสาธารณสุขระดับชุมชน
SMD (Sammakorn) และ WINMED (Win Medical) ทั้งสองบริษัทเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์เฉพาะทาง รวมถึงเครื่องฟอกไตและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เมื่อรัฐบาลจัดซื้อเครื่องมือแพทย์จำนวนมากเพื่อกระจายไปทุกโรงพยาบาลอำเภอ บริษัทเหล่านี้จะได้รับออเดอร์ใหญ่และมีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องหลายปี
BCH (Bangkok Chain Hospital) และ CHG (Chularat Hospital) กลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่มีเครือข่ายครอบคลุมต่างจังหวัดและมีฐานผู้ป่วยประกันสังคมแน่น เมื่อมีการกระจายบริการสาธารณสุข โรงพยาบาลเหล่านี้จะรองรับการส่งต่อผู้ป่วยและได้รับค่ารักษาจากกองทุนต่างๆ เพิ่มขึ้น
สาระสำคัญของนโยบาย
ภายใต้แนวคิดการลดต้นทุนการครองชีพและส่งเสริมพลังงานสะอาด รัฐบาลภูมิใจไทยจะผลักดันโครงการ "ฟรีหลังคาโซลาร์เซลล์" ให้ครัวเรือนทั่วไป พร้อมทั้งสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและรถเมล์ไฟฟ้า
นโยบายหลักประกอบด้วย:
โครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ฟรี สำหรับครัวเรือนที่สมัครเข้าร่วม
ส่งเสริมรถเมล์และรถสาธารณะไฟฟ้า เพื่อลดมลพิษในเมือง
สนับสนุนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันของประชาชน
GUNKUL (Gunkul Engineering) และ SPCG (SPCG) ทั้งสองบริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านระบบโซลาร์เซลล์และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เมื่อโครงการฟรีโซลาร์เซลล์เดินหน้า บริษัทเหล่านี้จะได้รับงานติดตั้งจำนวนมหาศาลจากครัวเรือนทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการบำรุงรักษาระบบในระยะยาว
EA (Energy Absolute) และ NEX (National Energy eXchange) EA เป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าและระบบแบตเตอรี่สำหรับรถโดยสารและรถสาธารณะ ขณะที่ NEX มีความเชี่ยวชาญในการผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่ เมื่อรัฐบาลผลักดันให้ระบบขนส่งมวลชนเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า หุ้นทั้งสองจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่
สาระสำคัญของนโยบาย
แทนที่จะให้นักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่แต่กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ รัฐบาลจะส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง เมืองเล็กๆ ที่มีเสน่ห์แต่ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไปมากนัก นอกจากนี้ยังมีนโยบายฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศ เพื่อดึงดูดให้เข้ามาท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น
เป้าหมายหลัก:
ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติในจังหวัดรอง
ฟรีวีซ่าเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
พัฒนาสาธารณูปโภคในแหล่งท่องเที่ยวใหม่
AOT (Airports of Thailand) ผู้บริหารท่าอากาศยานทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เมื่อนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น รายได้จากค่าธรรมเนียมสนามบิน ค่าเช่าพื้นที่ร้านค้า และค่าบริการต่างๆ จะเพิ่มขึ้นตาม
ERW (Erawan Group) โดยเฉพาะแบรนด์ Hop Inn ที่เป็นโรงแรมงบประหยัดและมีสาขาครอบคลุมเมืองรองมากที่สุดในประเทศ ตอบโจทย์นักเดินทางที่ต้องการที่พักราคาย่อมเยาแต่มีมาตรฐาน
PTG (PTG Energy) ปั๊มน้ำมันที่มีสาขาครอบคลุมถนนสายรองทั่วประเทศ ได้ประโยชน์จากการเดินทางท่องเที่ยวแบบ Road Trip ที่กำลังได้รับความนิยม
5. นโยบาย "คนละครึ่ง พลัส": อัดฉีดเงินสู่เศรษฐกิจฐานราก
สาระสำคัญของนโยบาย
โครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ที่จะมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากผ่านการสนับสนุนการซื้อสินค้าและบริการ พร้อมทั้งส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นและ Made in Thailand เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน
จุดเด่น:
เงินสนับสนุนการซื้อสินค้าและบริการ กระตุ้นกำลังซื้อ
ส่งเสริมร้านค้าท้องถิ่นและ OTOP สร้างรายได้ชุมชน
เน้นสินค้า Made in Thailand ช่วยผู้ผลิตในประเทศ
CPAXT (CP AXTRA) แหล่งจัดจำหน่ายสินค้าขายส่งที่เป็นแหล่งสต็อกสินค้าสำคัญของร้านโชห่วย (ร้านชำ) และร้านค้าปลีกรายย่อยทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการ เมื่อร้านค้าเล็กขายดี CPAXT ก็จะมียอดขายเพิ่มตาม
OSP (Ocean Shopping Plaza), CBG (Carabao Group), ICHI (Ichitan Group) กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและเครื่องดื่มที่ขายในร้านสะดวกซื้อและร้านค้าปลีก จะได้ประโยชน์จากการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้นของประชาชนระดับรากหญ้า
สาระสำคัญของนโยบาย
นโยบาย "ปลดล็อกชีวิต" ที่รัฐบาลจะเข้ามาช่วยดูแลดอกเบี้ยแทนประชาชนเป็นเวลา 3 ปี สำหรับหนี้ที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ช่วยให้ผู้กู้มีสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้นและลดความกดดันในการผ่อนชำระ
รายละเอียดนโยบาย:
หยุดชำระเงินต้น 3 ปี ลดภาระรายเดือน
รัฐจ่ายดอกเบี้ยแทน ประชาชนไม่ต้องจ่าย
วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท ครอบคลุมหนี้ส่วนใหญ่ของประชาชน
MTC (Muangthai Capital), SAWAD (Srisawad Corporation), TIDLOR (Tidlor Capital) กลุ่มไฟแนนซ์และสินเชื่อรายย่อยจะได้ประโยชน์สูงสุด เพราะความกังวลเรื่องหนี้เสีย (NPL - Non-Performing Loan) จะลดลงทันที เนื่องจากรัฐการันตีจ่ายดอกเบี้ยให้ และลูกหนี้มีสภาพคล่องมากขึ้น มีโอกาสปิดบัญชีหนี้ในอนาคตได้ดีขึ้น
KTC (Krungthai Card) และ AEONTS (AEON Thana Sinsap) ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล จะได้ประโยชน์จากคุณภาพหนี้ที่ดีขึ้นและการจับจ่ายใช้สอยของลูกค้าที่คล่องตัวขึ้นเมื่อมีเงินเหลือมากกว่าเดิม
ข้อเข้าใจผิดที่ 1: หุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายจะขึ้นทันทีหลังประกาศ
ความจริง: บางครั้งราคาหุ้นอาจขึ้นก่อนนโยบายออกมาจริงเพราะนักลงทุนคาดการณ์ล่วงหน้า หรือในบางกรณีราคาอาจไม่เคลื่อนไหวทันทีเพราะตลาดรอดูการลงมือทำจริง การลงทุนควรมองระยะยาวและติดตามความคืบหน้าของนโยบาย
ข้อเข้าใจผิดที่ 2: ทุกหุ้นในกลุ่มเดียวกันได้ประโยชน์เท่ากัน
ความจริง: แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่แต่ละบริษัทมีความพร้อมและศักยภาพไม่เท่ากัน ต้องดูว่าบริษัทไหนมีความสัมพันธ์กับภาครัฐดี มีประสบการณ์ในงานที่เกี่ยวข้อง และมีฐานะการเงินแข็งแกร่งพอที่จะรับงาน
ข้อเข้าใจผิดที่ 3: นโยบายที่ประกาศแล้วจะต้องสำเร็จทุกอย่าง
ความจริง: บางนโยบายอาจถูกปรับเปลี่ยนหรือชลอตัวเพราะข้อจำกัดด้านงบประมาณหรือปัจจัยอื่นๆ นักลงทุนต้องติดตามความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอและพร้อมปรับพอร์ตถ้าจำเป็น
ข้อเข้าใจผิดที่ 4: ลงทุนแค่ตามนโยบายพอแล้ว ไม่ต้องดูปัจจัยอื่น
ความจริง: การวิเคราะห์นโยบายเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัย คุณยังต้องดูปัจจัยพื้นฐานของบริษัท (งบการเงิน อัตรากำไร หนี้สิน) ปัจจัยทางเทคนิค (กราฟราคา แนวรับแนวต้าน) และปัจจัยภายนอกอื่นๆ (เศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ย) ด้วย
ชัยชนะแบบขาดลอยของพรรคภูมิใจไทยเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ยุคของการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เสถียรภาพทางการเมืองที่สูงที่สุดในรอบหลายปีผนวกกับนโยบายที่ชัดเจนและพร้อมลงมือทำจริง สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
จากการวิเคราะห์ทั้ง 6 นโยบายเรือธง เราเห็นว่ามีหุ้นจากหลากหลายอุตสาหกรรมที่จะได้รับอานิสงส์ ตั้งแต่กลุ่มก่อสร้าง สาธารณสุข พลังงานสะอาด การท่องเที่ยว สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงไฟแนนซ์ นี่คือโอกาสในการสร้างพอร์ตการลงทุนที่หลากหลายและมีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว
สิ่งสำคัญคือคุณต้องเข้าใจนโยบายอย่างลึกซึ้ง ติดตามความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ และเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง อย่าลืมว่าการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่การค้าคึกคักและการลงทุนเติบโตอย่างมั่นคง นี่คือเวลาที่เหมาะสมในการวางแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางของประเทศ และเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจไทยในยุคภูมิใจไทย
ไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอน บางหุ้นอาจขึ้นทันทีหลังประกาศนโยบายเพราะนักลงทุนคาดการณ์ล่วงหน้า บางหุ้นอาจใช้เวลาสักระยะเมื่อมีการลงมือทำจริงและเห็นผลประกอบการที่ดีขึ้น การลงทุนควรมองระยะยาว 1-3 ปี เพื่อให้นโยบายออกผลเต็มที่
ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และระยะเวลาการลงทุน ถ้ามองระยะยาวและยอมรับความเสี่ยงสูงได้ อาจเลือกกลุ่มก่อสร้างที่จะได้ประโยชน์โดยตรง ถ้าต้องการความมั่นคงมากกว่า อาจเลือกกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคหรือสาธารณสุข สิ่งสำคัญคือต้องกระจายการลงทุนในหลายกลุ่มเพื่อลดความเสี่ยง
ความแตกต่างสำคัญคือเสถียรภาพและความเร็วในการผลักดัน เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยชนะขาดลอยและมีเสียงข้างมากในสภา การอนุมัติงบประมาณและโครงการจะทำได้รวดเร็วกว่า ไม่มีปัญหาการต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาลมากนัก สิ่งที่เคยเป็นแค่แผนจะกลายเป็นการลงมือทำจริงเร็วขึ้น
ความเสี่ยงหลักได้แก่
(1) นโยบายอาจเปลี่ยนแปลงหรือชะลอตัว
(2) งบประมาณอาจไม่เพียงพอ
(3) การดำเนินงานอาจล่าช้ากว่าคาด
(4) ราคาหุ้นอาจถูก Price-in ไปมากแล้ว
(5) ปัจจัยภายนอกเช่นเศรษฐกิจโลกอาจส่งผลกระทบ นักลงทุนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและพร้อมปรับกลยุทธ์เสมอ
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ