ทองคำแตะ $5,000! สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจ เมื่อยักษ์ใหญ่ถล่มขายชอร์ตหุ้นซอฟต์แวร์
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

ทองคำแตะ $5,000! สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจ เมื่อยักษ์ใหญ่ถล่มขายชอร์ตหุ้นซอฟต์แวร์

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-10

ตลาดการเงินโลกกำลังส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ขณะที่ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวแรงหลังความตื่นตระหนกเรื่อง AI บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Alphabet ระดมทุนมหาศาลเพื่อลงทุน AI และราคาทองคำทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่เบื้องหลังภาพความสำเร็จนี้ กองทุนเก็งกำไรระดับโลกกลับแห่ทำ Short Sell หุ้นซอฟต์แวร์ในสัดส่วนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2016


สัญญาณเหล่านี้บอกอะไรกับนักลงทุน? ทำไมราคาทองคำถึงพุ่งแรงขนาดนี้? และเหตุใดเงินลงทุนรายใหญ่ถึงเดิมพันว่าหุ้นซอฟต์แวร์จะร่วงแม้ตลาดกำลังขึ้น? บทความนี้จะพาคุณไขความลับเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของตลาดการเงินโลกในช่วงเวลาสำคัญนี้


ความหมายของการขายชอร์ตและพฤติกรรมกองทุน Hedge Fund

การขายชอร์ต (Short Sell) คือกลยุทธ์การลงทุนที่นักลงทุนยืมหุ้นมาขายทันทีในราคาปัจจุบัน โดยหวังว่าราคาหุ้นจะลดลงในอนาคต แล้วจึงซื้อหุ้นกลับคืนในราคาที่ถูกกว่า ทำกำไรจากส่วนต่างของราคา กลยุทธ์นี้ตรงข้ามกับการลงทุนแบบทั่วไป (Long) ที่ซื้อหุ้นและหวังให้ราคาขึ้น


กองทุน Hedge Fund คือกองทุนเก็งกำไรที่บริหารโดยนักลงทุนมืออาชีพ มีความยืดหยุ่นในการใช้กลยุทธ์การลงทุนหลากหลายรูปแบบ ทั้งการซื้อ การขายชอร์ต การใช้ตราสารอนุพันธ์ และการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เป้าหมายหลักคือสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดโดยรวมไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง


ข้อมูลล่าสุดจาก Goldman Sachs เผยว่ากองทุน Hedge Fund ทั่วโลกกำลังทำ Short Sell ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างหนักหน่วง โดยสัดส่วนการขายชอร์ตต่อการซื้ออยู่ที่ 2 ต่อ 1 ถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2016 เป้าหมายหลักที่ถูกขายชอร์ตคือหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ เพราะนักลงทุนสถาบันกังวลว่า AI จะเข้ามาทำลายโมเดลธุรกิจซอฟต์แวร์แบบเดิม


หน้าที่และความสำคัญของการติดตามพฤติกรรมกองทุนใหญ่

การติดตามพฤติกรรมของกองทุนระดับโลกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อนักลงทุนทุกระดับ เพราะกองทุนเหล่านี้มีทีมนักวิเคราะห์มืออาชีพที่ทำงานเต็มเวลา มีข้อมูลภายในและมีเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง การเคลื่อนไหวของพวกเขาจึงมักสะท้อนมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับทิศทางตลาดในอนาคต


เมื่อกองทุนใหญ่แห่ขายชอร์ตหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างหนัก นี่คือสัญญาณเตือนว่ามีความเสี่ยงที่สำคัญซ่อนอยู่ แม้ว่าราคาหุ้นในปัจจุบันจะดูดี นักลงทุนรายย่อยควรศึกษาเหตุผลเบื้องหลังและประเมินว่าพอร์ตการลงทุนของตัวเองมีความเสี่ยงในทำนองเดียวกันหรือไม่


ในกรณีนี้ การที่กองทุน Hedge Fund หันไปซื้อหุ้นกลุ่มฮาร์ดแวร์อย่างผู้ผลิตชิป (Semiconductors) และกลุ่มสุขภาพ (Healthcare) แทน บอกให้เห็นว่าพวกเขามองว่ากลุ่มเหล่านี้จะได้ประโยชน์จากยุค AI มากกว่าซอฟต์แวร์แบบเดิม


ทำไมต้องติดตามราคาทองคำและความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น

ราคาทองคำเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงระดับโลก

ราคาทองคำที่พุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่นักลงทุนหันมาถือครองเมื่อมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ หรือเงินเฟ้อ


ปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาทองคำในช่วงนี้มีหลายประการ ได้แก่ ความกังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ข่าวที่ว่าจีนกำลังลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง 0.6% เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)


ตลาดหุ้นฟื้นตัวแต่ความเปราะบางยังคงอยู่

s&p500

ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.5% ปิดที่ระดับ 6,964.82 จุด เกือบแตะจุดสูงสุดตลอดกาล โดยมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นตัวนำ โดยเฉพาะหุ้น Oracle ที่พุ่งขึ้น 9.6% กลุ่มผู้ผลิตชิปขึ้น 1.4% และ ETF กองทุนที่เน้นหุ้นซอฟต์แวร์ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเกือบ 7%


นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley มองว่าการเทขายก่อนหน้านี้ทำให้ราคาหุ้นเทคโนโลยีลงมาอยู่ในจุดที่น่าสนใจ และรายได้ของบริษัทเหล่านี้ยังอยู่ในระดับสูงมาก โดยคาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของกลุ่มเทคโนโลยีจะโต 32% ในปี 2026


อย่างไรก็ตาม การที่กองทุนใหญ่ยังคงขายชอร์ตหุ้นซอฟต์แวร์อย่างหนักบอกให้เห็นว่าความกังวลเรื่องผลกระทบของ AI ต่อธุรกิจแบบเดิมยังไม่จบ นักลงทุนจึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ากลุ่มไหนจะปรับตัวได้ทันและกลุ่มไหนอาจถูกทำลายโดย AI


ประโยชน์ของการเข้าใจพฤติกรรมตลาดต่อการลงทุนระยะยาว

ช่วยหลีกเลี่ยงกับดักการลงทุน

การเข้าใจว่ากองทุนใหญ่กำลังทำอะไรช่วยให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการติดกับดักหุ้นที่อาจดูดีในระยะสั้นแต่มีความเสี่ยงสูงในระยะยาว เมื่อเห็นว่ากองทุนแห่ขายชอร์ตหุ้นซอฟต์แวร์ นักลงทุนควรทบทวนว่าหุ้นที่ตนถืออยู่ในกลุ่มนี้มีโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่งพอจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจาก AI หรือไม่


สร้างโอกาสในการกระจายความเสี่ยง

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนกระจายพอร์ตการลงทุนได้อย่างชาญฉลาด แทนที่จะลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีแบบกว้างๆ อาจพิจารณาเน้นที่หุ้นกลุ่มฮาร์ดแวร์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของ AI มากกว่าซอฟต์แวร์ที่อาจถูกแทนที่ นอกจากนี้ การถือทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตก็เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ดี


เข้าใจจังหวะเวลาในการลงทุน

การติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่างข้อมูลการจ้างงานที่จะประกาศในวันพุธ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 68,000 ตำแหน่งในเดือนมกราคม และอัตราการว่างงานน่าจะทรงตัวที่ 4.4% รวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันศุกร์ จะช่วยให้นักลงทุนคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของเฟดได้


ถ้าตัวเลขเงินเฟ้อออกมาตามคาดหรือลดลง เฟดอาจจะไม่ต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น แต่ถ้าเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ตลาดอาจผันผวนอีกครั้ง


กรณีศึกษา: Alphabet ระดมทุนมหาศาลเดิมพัน AI

Alphabet บริษัทแม่ของ Google ได้ออกขายหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ระดมเงินได้ 20,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6-7 แสนล้านบาท) ซึ่งมากกว่าเป้าหมายเดิมและมีความต้องการซื้อจากนักลงทุนล้นหลามกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์


ที่น่าสนใจคือ Alphabet วางแผนจะออกหุ้นกู้อายุยาวนานถึง 100 ปีในอังกฤษ ซึ่งเป็นเรื่องหายากมากและไม่ได้เห็นมาตั้งแต่ยุคฟองสบู่ดอทคอมปลายยุค 90 สาเหตุที่ต้องระดมเงินมหาศาลขนาดนี้เพราะบริษัทมีแผนจะใช้เงินลงทุน (Capex) ในปีนี้สูงถึง 185,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้าง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI


ถ้ารวมบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ 4 เจ้าเข้าด้วยกัน คาดว่าเม็ดเงินลงทุนในปี 2026 จะสูงถึง 650,000 ล้านดอลลาร์ การลงทุนขนาดนี้บ่งบอกว่าสงคราม AI กำลังดำเนินอย่างเข้มข้น และบริษัทที่ชนะจะเป็นผู้ครอบงำตลาดในอนาคต


ข้อควรระวังและความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

ตลาดขึ้นแสดงว่าปลอดภัย

หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้น แสดงว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่ความจริงคือตลาดอาจขึ้นได้แม้มีความเสี่ยงซ่อนอยู่ การที่กองทุนใหญ่ขายชอร์ตหุ้นซอฟต์แวร์หนักในขณะที่ตลาดกำลังขึ้นคือตัวอย่างที่ชัดเจน นักลงทุนต้องดูเบื้องลึกมากกว่าแค่ตัวเลขดัชนี


ทองคำขึ้นแสดงว่าหุ้นต้องลง

ไม่จำเป็นเสมอไป ทองคำและหุ้นสามารถขึ้นพร้อมกันได้ เหมือนในช่วงนี้ที่ทั้งสองสินทรัพย์ปรับตัวขึ้น ทองคำขึ้นเพราะความกังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์และค่าเงินดอลลาร์อ่อน ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีขึ้นเพราะนักลงทุนเชื่อว่าราคาหุ้นลงมาแล้วจนน่าสนใจ และบริษัทเหล่านี้ยังมีศักยภาพเติบโตสูง

AI จะทำลายทุกธุรกิจ

AI จะสร้างผลกระทบแตกต่างกันไปตามประเภทธุรกิจ บางธุรกิจจะได้ประโยชน์จาก AI เช่น ผู้ผลิตชิปและฮาร์ดแวร์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน บางธุรกิจจะถูกทำลาย เช่น ซอฟต์แวร์ที่ทำงานซ้อนซากและไม่มีความซับซ้อน และบางธุรกิจจะต้องปรับตัว เช่น บริษัทที่นำ AI มาใช้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการของตนเอง


การขายชอร์ตคือสิ่งเลวร้าย

การขายชอร์ตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ถูกกฎหมายและมีบทบาทสำคัญในตลาด ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและทำให้ราคาหุ้นสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงมากขึ้น เมื่อนักลงทุนมืออาชีพขายชอร์ตหุ้นบางตัว แสดงว่าพวกเขาวิเคราะห์แล้วเห็นว่ามีความเสี่ยง ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่าสำหรับนักลงทุนรายอื่น


บทเรียนจากภูมิรัฐศาสตร์: กรณีนายกฯ หญิงคนใหม่ของญี่ปุ่น

ราคาทองคำ

ญี่ปุ่นได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่คือ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย แต่ชัยชนะครั้งนี้มาพร้อมความท้าทายเพราะนโยบายของเธอมีจุดยืนแข็งกร้าวต่อจีน เคยพูดว่าถ้าจีนบุกไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจต้องส่งกองทัพเข้าช่วย


เรื่องนี้ทำให้จีนไม่พอใจและกดดันญี่ปุ่นทั้งทางเศรษฐกิจและการทูต นี่เป็นบททดสอบว่าคุณทาคาอิจิจะบริหารความสัมพันธ์กับจีนซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญได้อย่างไร ในขณะเดียวกันต้องรักษาสมดุลกับสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์


สถานการณ์นี้มีผลต่อนักลงทุนโดยตรง เพราะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก การค้าระหว่างประเทศ และตลาดการเงินทั้งระบบ นักลงทุนที่มีหุ้นบริษัทที่ทำธุรกิจในภูมิภาคเอเชียต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด


สรุป: การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์

ในยุคที่ตลาดการเงินเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและซับซ้อน การเข้าใจพฤติกรรมของกองทุนระดับโลก การติดตามราคาทองคำ การวิเคราะห์การลงทุนของบริษัทใหญ่ และการจับตาภูมิรัฐศาสตร์ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล


ราคาทองคำที่ทะลุ 5,000 ดอลลาร์บอกให้เห็นว่านักลงทุนยังมีความกังวลเรื่องความเสี่ยงระดับโลก การที่กองทุน Hedge Fund แห่ขายชอร์ตหุ้นซอฟต์แวร์หนักสุดในประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจอย่างรุนแรง และการที่ Alphabet ระดมทุนมหาศาลบ่งบอกว่าสงคราม AI ยังไกลจะจบ


นักลงทุนที่ต้องการประสบความสำเร็จในตลาดที่ผันผวนนี้ต้องกระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด ติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เข้าใจว่ากลุ่มธุรกิจไหนจะได้ประโยชน์และถูกทำลายจาก AI และต้องมีสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต


อย่าลืมว่าโอกาสและความเสี่ยงมักมาพร้อมกัน ผู้ที่เตรียมตัวดีและมีข้อมูลที่ถูกต้องจะสามารถใช้ประโยชน์จากความผันผวนนี้เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้


FAQ

ทำไมราคาทองคำถึงทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์?

ราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จากหลายปัจจัย ได้แก่ ความกังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ข่าวที่ว่าจีนกำลังลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง 0.6% และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง


ทำไมกองทุน Hedge Fund ถึงแห่ขายชอร์ตหุ้นซอฟต์แวร์?

กองทุน Hedge Fund ทั่วโลกกำลังขายชอร์ตหุ้นซอฟต์แวร์ในสัดส่วนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2016 โดยสัดส่วนการขายชอร์ตต่อการซื้ออยู่ที่ 2 ต่อ 1 เพราะนักลงทุนสถาบันกังวลว่า AI จะเข้ามาทำลายโมเดลธุรกิจซอฟต์แวร์แบบเดิม พวกเขาจึงหันไปลงทุนในหุ้นกลุ่มฮาร์ดแวร์อย่างผู้ผลิตชิปและกลุ่มสุขภาพที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากยุค AI มากกว่า


Alphabet ระดมทุนไปทำอะไร?

Alphabet บริษัทแม่ของ Google ระดมเงินได้ 20,000 ล้านดอลลาร์ผ่านการออกหุ้นกู้ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท เพื่อนำไปลงทุนสร้าง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI โดยมีแผนใช้เงินลงทุน (Capex) ในปีนี้สูงถึง 185,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่าสงคราม AI ในหมู่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กำลังดำเนินอย่างเข้มข้น


นักลงทุนรายย่อยควรทำอย่างไรในตลาดที่ผันผวนแบบนี้?

นักลงทุนรายย่อยควรกระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด โดยพิจารณาถือทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยง ติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่างตัวเลขการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เข้าใจว่ากลุ่มธุรกิจไหนจะได้ประโยชน์และถูกทำลายจาก AI และหลีกเลี่ยงการลงทุนโดยดูเพียงแค่ตัวเลขดัชนี ต้องวิเคราะห์เชิงลึกถึงพฤติกรรมของนักลงทุนรายใหญ่ด้วย


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
ทำไม Bitcoin ดิ่งสู่ 63,000$ และหุ้น AI ร่วงหนัก นักลงทุนควร "หนี" หรือ "ช้อน"
ดอลลาร์จะพัง ทองคำจะครองโลก? เปิดประวัติศาสตร์ 50 ปีที่พิสูจน์ว่า "This Time is Different" คือกับดักนักลงทุน
ราคาทองล่าสุดทะลุ 4,700 ดอลลาร์: อาจพุ่งขึ้นถึง 5,000 ดอลลาร์ในเร็วๆ นี้หรือไม่?
เตือนภัยรายย่อย ทองคำราคานี้ของจริง หรือแค่ฟองสบู่รอวันแตก?
คำอธิบายเกี่ยวกับ Plaza Accord: ดอลลาร์ เยน และผลกระทบต่อตลาด