เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-09

ในยุคที่เทคโนโลยีการเงินกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าวงการธุรกิจไทย หุ้น KTC หรือบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่นักลงทุนหลายคนจับตามอง ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) กว่า 130,000 ล้านบาท และคะแนน ESG ระดับ AAA บริษัทแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการบัตรเครดิตอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นระบบนิเวศทางการเงินแบบครบวงจร
หากคุณกำลังมองหาโอกาสการลงทุนที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง รองรับเทรนด์ดิจิทัล และมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ หุ้น KTC อย่างละเอียด ตั้งแต่โมเดลธุรกิจ แหล่งรายได้ ไปจนถึงความเสี่ยงและโอกาสที่คุณควรรู้
หุ้น KTC เป็นหุ้นของบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายใต้อุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ บริษัทก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือระหว่างธนาคารกรุงไทยและ Visa เพื่อตอบโจทย์ความต้องการสินเชื่อของผู้บริโภคไทยที่เติบโตขึ้นในช่วงปี 2530
ปัจจุบัน KTC ไม่ได้หยุดอยู่แค่การออกบัตรเครดิตเท่านั้น แต่ได้ขยายธุรกิจไปสู่สินเชื่อบุคคล เช่น KTC Cash และ KTC PROUD รวมถึงสินเชื่อทะเบียนรถ ภายใต้แบรนด์ "KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน" นอกจากนี้ยังพัฒนาระบบรับชำระเงินครบวงจร ตั้งแต่เครื่องรูดบัตร (EDC) ไปจนถึง QR Payment และ Payment Gateway สำหรับร้านค้าออนไลน์
สิ่งที่ทำให้ หุ้น KTC น่าสนใจคือการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างจริงจัง ด้วยการจัดตั้งบริษัทย่อยหลายแห่ง เช่น บริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง (KTBL) ที่ดำเนินธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่ง และบริษัท เคทีซี นาโน ที่ให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ทำให้ KTC สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น
หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของ หุ้น KTC คือความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับธนาคารกรุงไทย ซึ่งถือหุ้นในบริษัทย่อยหลายแห่ง เช่น KTBL และ KTC นาโน ในสัดส่วน 24.95% ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยให้ KTC เข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่ของธนาคารรัฐวิสาหกิจแห่งนี้ แต่ยังได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มั่นคง
การลงทุนใน หุ้น KTC จำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างรายได้ของบริษัทให้ชัดเจน ซึ่งในปี 2567 บริษัทมีรายได้รวมกว่า 27,456 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิได้ถึง 7,437 ล้านบาท โดยแหล่งรายได้สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
หุ้น KTC ได้รับรายได้หลักจากธุรกิจบัตรเครดิตถึง 59.2% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย:
รายได้ดอกเบี้ย: 7,905 ล้านบาท (28.8% ของรายได้รวม) จากยอดค้างชำระของลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิต
รายได้ค่าธรรมเนียม: 6,270 ล้านบาท (22.8%) ซึ่งเพิ่มขึ้น 15.28% จากปีก่อน จากค่าธรรมเนียมรายปี ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม และค่าบริการพิเศษต่างๆ
หนี้สูญได้รับคืน: 2,099 ล้านบาท (7.6%) เพิ่มขึ้นถึง 25.31% จากการบริหารจัดการหนี้ที่มีประสิทธิภาพ
ปัจจุบัน KTC มีบัตรเครดิตในระบบกว่า 2.79 ล้านใบ คิดเป็น 10.7% ของตลาดบัตรเครดิตทั้งหมดในประเทศไทย โดยการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 10.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ธุรกิจสินเชื่อบุคคลมีส่วนแบ่งรายได้ 36.8% ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ:
สินเชื่ออเนกประสงค์ (KTC Cash): สินเชื่อแบบรับเงินก้อนสำหรับผู้มีรายได้ตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป
บัตรกดเงินสด KTC PROUD: วงเงินหมุนเวียนที่ให้ความยืดหยุ่นสูง รองรับการชำระเงินแบบ Contactless
สินเชื่อทะเบียนรถ (KTC พี่เบิ้ม): สินเชื่อที่ใช้ทะเบียนรถยนต์และมอเตอร์ไซค์เป็นหลักประกัน
รายได้จากกลุ่มนี้ประกอบด้วยดอกเบี้ย 8,100 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3.25%) และค่าธรรมเนียม 85 ล้านบาท พร้อมหนี้สูญได้รับคืน 1,915 ล้านบาท ซึ่งเติบโตถึง 30.36%
แม้จะมีสัดส่วนไม่มากนัก แต่ธุรกิจลีสซิ่งผ่านบริษัท KTBL ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย โดยมีรายได้ดอกเบี้ย 182 ล้านบาท และรายได้อื่นๆ เช่น MAAI by KTC (แพลตฟอร์ม Loyalty Program) รวม 780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.53%
Expert Insight:
"การกระจายแหล่งรายได้ของ KTC ทำให้บริษัทไม่พึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมากเกินไป ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความยืดหยุ่นในการเติบโต" ทีมวิเคราะห์ EBC Financial Group
การตัดสินใจลงทุนใน หุ้น KTC ควรพิจารณาจากความได้เปรียบทางการแข่งขันที่บริษัทมีอยู่ ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น 4 ประการหลัก
ความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยทำให้ KTC สามารถเข้าถึงฐานลูกค้ากว่า 20 ล้านบัญชีของธนาคารรัฐวิสาหกิจแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีพันธมิตรทางธุรกิจกับเครือข่ายบัตรระดับโลก เช่น Visa, Mastercard, JCB และ UnionPay รวมถึงความร่วมมือกับ Alipay+ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจีน
KTC ลงทุนในระบบ AI-Based Fraud Detection เพื่อตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติและป้องกันการฉ้อโกง พร้อมทั้งพัฒนาแอปพลิเคชัน KTC Mobile ที่รองรับการจัดการบัตรเครดิตและการชำระเงินแบบครบวงจร รวมถึงระบบ EMV 3DS 2.0 ที่เพิ่มความปลอดภัยให้กับการทำธุรกรรมออนไลน์
ปัจจุบัน หุ้น KTC สะท้อนการเติบโตของฐานลูกค้าที่มีบัตรเครดิตและบริการสินเชื่อรวมกว่า 3.49 ล้านบัญชี โดยยอดสินเชื่อรวมอยู่ที่ 111,162 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตของสินเชื่อบัตรเครดิต 6.1% ต่อปี
หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนมองหาคือ NPL Ratio (อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ) ซึ่ง KTC สามารถควบคุมไว้ที่ 1.95% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ขณะที่มีอัตราค่าเผื่อผลขาดทุน (NPL Coverage Ratio) สูงถึง 369.3% แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีความพร้อมรับมือกับหนี้เสียได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin) อยู่ที่ 12.9% สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากสินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพ
แม้ว่า หุ้น KTC จะมีจุดแข็งหลายประการ แต่การลงทุนใดๆ ก็ย่อมมีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา
1. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
ในยุคที่ e-Wallet และ BNPL (Buy Now, Pay Later) กำลังได้รับความนิยม การใช้บัตรเครดิตแบบดั้งเดิมอาจลดลง อย่างไรก็ตาม KTC ได้ปรับตัวโดยการพัฒนา KTC QR Pay, Payment Gateway และบริการ Digital Lending เพื่อรองรับเทรนด์ใหม่
ระบบดิจิทัลที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยข้อมูล KTC จึงลงทุนในมาตรฐาน ISO 27001 และตั้งศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อติดตามภัยคุกคามอย่างใกล้ชิด
เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าอาจลดลง KTC จึงปรับปรุง Credit Scoring System และจัดโปรแกรมช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบผ่านการปรับโครงสร้างหนี้
Expert Insight:
"นักลงทุนควรติดตามตัวเลข NPL และ NIM อย่างสม่ำเสมอ เพราะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสุขภาพทางการเงินของ KTC" – ทีมวิเคราะห์ EBC Financial Group
ถ้าคุณกำลังมองหาหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว หุ้น KTC น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากแผนการขยายธุรกิจในอนาคต
KTC วางแผนขยายจำนวนเครื่องรูดบัตร (EDC) และพัฒนาโซลูชัน QR Code Payment และ e-Wallets เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
การพัฒนาระบบสินเชื่อที่สามารถอนุมัติและโอนเงินได้ภายใน 2 วันทำการผ่านแอปพลิเคชันจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า
KTC มีแผนขยายบริการสินเชื่อและบัตรเครดิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าต่างชาติและรองรับนักท่องเที่ยวที่ใช้บัตร KTC ในไทย
การลงทุนใน หุ้น KTC จะได้ผลดีที่สุดเมื่อคุณมีโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้และเข้าใจตลาดการเงินอย่างลึกซึ้ง EBC Financial Group พร้อมเป็นพันธมิตรในการลงทุนของคุณด้วยข้อได้เปรียบดังนี้:
แพลตฟอร์มการเทรดที่ทันสมัย: รองรับการวิเคราะห์กราฟแบบ Real-time และเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่หลากหลาย
ข้อมูลวิเคราะห์ครบถ้วน: รายงานวิเคราะห์หุ้นไทยและต่างประเทศจากทีมผู้เชี่ยวชาญ
การบริการลูกค้าระดับพรีเมียม: ทีมซัพพอร์ตพร้อมให้คำปรึกษาทุกขั้นตอนการลงทุน
ความปลอดภัยที่เชื่อถือได้: ระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลตามมาตรฐานสากล
จากการวิเคราะห์ทั้งหมด หุ้น KTC มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โมเดลธุรกิจที่หลากหลาย และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลอย่างจริงจัง ด้วยรายได้หลักจากบัตรเครดิตที่มีส่วนแบ่งตลาดเกือบ 11% ประกอบกับการขยายสินเชื่อบุคคลและธุรกิจ Fintech ทำให้บริษัทมีโอกาสเติบโตในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามปัจจัยเสี่ยง เช่น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ภาวะเศรษฐกิจ และอัตรา NPL อย่างใกล้ชิด การกระจายความเสี่ยงและการเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมจะช่วยให้การลงทุนของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พร้อมก้าวสู่โลกของการลงทุนอย่างมืออาชีพแล้วหรือยัง? เริ่มต้นเทรดกับ EBC Financial Group และสัมผัสประสบการณ์การลงทุนที่แตกต่าง!
หุ้น KTC คือหุ้นของบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทดำเนินธุรกิจหลักใน 4 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจบัตรเครดิตทุกประเภท ตั้งแต่บัตรทั่วไป บัตร Co-Brand ไปจนถึงบัตรสำหรับองค์กร ธุรกิจสินเชื่อบุคคลอย่าง KTC Cash และ KTC PROUD ธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถภายใต้แบรนด์ "KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน" และธุรกิจบริการรับชำระเงินครบวงจร ตั้งแต่เครื่องรูดบัตร EDC, QR Payment ไปจนถึง Payment Gateway สำหรับร้านค้าออนไลน์
ในปี 2567 KTC มีรายได้รวมทั้งสิ้น 27,456 ล้านบาท โดยรายได้มากกว่าครึ่งมาจากธุรกิจบัตรเครดิต คิดเป็น 59.2% ของรายได้ทั้งหมด ประกอบด้วยรายได้ดอกเบี้ย 7,905 ล้านบาท รายได้ค่าธรรมเนียม 6,270 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 15.28% จากปีก่อน และหนี้สูญที่ได้รับคืน 2,099 ล้านบาท ส่วนที่เหลือมาจากธุรกิจสินเชื่อบุคคล 36.8% และธุรกิจลีสซิ่งพร้อมบริการอื่นๆ อีก 4%
KTC มีจุดเด่นหลายประการที่ทำให้น่าสนใจ ได้แก่ ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นกับธนาคารกรุงไทยที่ช่วยให้เข้าถึงฐานลูกค้ากว่า 20 ล้านบัญชี เทคโนโลยีที่ทันสมัยด้วยระบบ AI-Based Fraud Detection และแอปพลิเคชัน KTC Mobile ที่ครบครัน ฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งถึง 3.49 ล้านบัญชี พร้อมบัตรเครดิตในระบบ 2.79 ล้านใบ คิดเป็น 10.7% ของตลาดทั้งหมด และที่สำคัญคือการบริหารความเสี่ยงที่ดีเยี่ยม สะท้อนจากอัตรา NPL ที่อยู่เพียง 1.95% พร้อมอัตราสำรองหนี้เสียสูงถึง 369.3%
ความเสี่ยงที่นักลงทุนควรพิจารณามี 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มหันไปใช้ e-Wallet และบริการ Buy Now Pay Later มากขึ้น ซึ่งอาจกระทบการใช้บัตรเครดิตแบบดั้งเดิม ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า และผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวพร้อมอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นซึ่งอาจทำให้ลูกค้าชำระหนี้ได้ยากขึ้น ทั้งนี้ KTC ได้เตรียมมาตรการรับมืออย่างครบถ้วน ทั้งการพัฒนาบริการดิจิทัล ระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐาน ISO 27001 และโปรแกรมช่วยเหลือลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้
KTC มีแผนการเติบโตที่ชัดเจนใน 3 ทิศทางสำคัญ ประการแรกคือการขยายโครงข่ายเครื่องรูดบัตร EDC พร้อมพัฒนาระบบรับชำระเงินผ่าน QR Code และ e-Wallet เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ประการที่สองคือการสร้างแพลตฟอร์มสินเชื่อดิจิทัลที่ทำให้ลูกค้าสามารถขอสินเชื่อและรับเงินได้ภายใน 2 วันทำการผ่านแอปพลิเคชัน และประการสุดท้ายคือการขยายบริการไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเพิ่มฐานลูกค้าต่างชาติและรองรับนักท่องเที่ยวที่ใช้บัตร KTC ในประเทศไทย
KTC มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิหรือที่เรียกว่า Net Interest Margin (NIM) อยู่ที่ระดับ 12.9% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดี สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่อและสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อประกอบกับอัตราการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้น 10.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้มั่นใจได้ว่าบริษัทมีแนวโน้มสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
การเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญในการลงทุน EBC Financial Group เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจด้วยแพลตฟอร์มการเทรดที่ทันสมัย รองรับการวิเคราะห์กราฟแบบเรียลไทม์และเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่หลากหลาย พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำปรึกษาและรายงานวิเคราะห์หุ้นอย่างละเอียด นอกจากนี้ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลตามมาตรฐานสากล ทำให้คุณสามารถเทรดได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย
ข้อสงวนสิทธิ์
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ