Capex: ตัวเลขตัดสินชะตาบิ๊กเทค... เมื่อเงินแสนล้านอาจกลายเป็น "ขุมทรัพย์" หรือ "หายนะ" ของพอร์ตคุณ
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

Capex: ตัวเลขตัดสินชะตาบิ๊กเทค... เมื่อเงินแสนล้านอาจกลายเป็น "ขุมทรัพย์" หรือ "หายนะ" ของพอร์ตคุณ

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-18

capex คือ

ลองนึกภาพว่าบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Meta หรือ Microsoft ตัดสินใจทุ่มเงินหลายแสนล้านบาทไปในคราวเดียว ไม่ใช่เพื่อจ่ายเงินเดือนพนักงาน ไม่ใช่เพื่อโฆษณา แต่เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล ซื้อชิป Nvidia หลายล้านตัว และวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังจะเปลี่ยนโลก


เงินก้อนนี้มีชื่อเรียกในโลกการลงทุนว่า Capex หรือ Capital Expenditure และมันกำลังกลายเป็นคำที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้


ทำไมถึงสำคัญขนาดนี้? เพราะตัวเลข Capex ไม่ได้บอกแค่ว่าบริษัทใช้เงินเท่าไหร่ แต่บอกว่าบริษัทกำลัง "วางเดิมพัน" กับอนาคตอะไรอยู่ และสำหรับนักลงทุน การอ่านตัวเลขนี้ออกหมายถึงความได้เปรียบที่จะทำให้คุณตัดสินใจได้ก่อนที่คนอื่นจะทัน


Capex คือ อะไร? ความหมายแบบเข้าใจง่าย

Capex ย่อมาจาก Capital Expenditure หรือแปลตรงๆ ว่า รายจ่ายเพื่อการลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว


พูดง่ายๆ คือ เงินที่บริษัทจ่ายออกไปเพื่อ "สร้าง" หรือ "ซื้อ" สิ่งที่จะสร้างรายได้ในอนาคต ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายประจำวัน เช่น ค่าไฟ ค่าเช่า หรือค่าจ้างพนักงาน


ตัวอย่างของ Capex ที่เห็นภาพได้ชัด เช่น บริษัทสร้างโรงงานใหม่, ซื้อเครื่องจักรเพิ่ม, วางระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่, หรือในยุคนี้คือการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อรองรับการประมวลผล AI


ส่วนค่าใช้จ่ายประจำที่ไม่ใช่ Capex เรียกว่า Opex หรือ Operating Expenditure ซึ่งเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในการดำเนินธุรกิจปกติ


ความต่างระหว่างสองคำนี้สำคัญมาก เพราะ Capex จะถูกบันทึกเป็นสินทรัพย์ในบัญชี แล้วค่อยๆ หักค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ออกทีละน้อยในแต่ละปี ไม่ใช่หักออกทั้งหมดในครั้งเดียว นี่คือเหตุผลที่บริษัทที่ทุ่ม Capex สูงอาจยังรายงานกำไรได้ แม้กระแสเงินสดจะติดลบในช่วงแรก


หน้าที่และความสำคัญของ Capex ในโลกการลงทุน

Capex ทำหน้าที่เหมือน "คำสัญญา" ของบริษัทต่อนักลงทุนว่า เงินที่ทุ่มออกไปวันนี้จะกลับมาเป็นผลกำไรในอนาคต


สำหรับนักลงทุน การดู Capex ช่วยให้เข้าใจหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ทั้งทิศทางธุรกิจว่าบริษัทกำลังพนันกับอะไร, ความแข็งแกร่งทางการเงินว่ามีเงินพอจ่ายไหวหรือต้องก่อหนี้เพิ่ม, และความเสี่ยงระยะยาวว่าถ้าการลงทุนนั้นไม่ได้ผล จะเกิดอะไรขึ้น


ในยุค AI ที่กำลังพลิกโฉมเศรษฐกิจ Capex กลายเป็นตัวชี้วัดที่ทรงพลังกว่าเดิมมาก เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่าใครกำลังวิ่งไปข้างหน้า และใครกำลังตามหลัง


Capex กับวิกฤตศรัทธา AI บน Wall Street

capex คือ

ตอนนี้ Wall Street กำลังเผชิญกับสภาวะ Whipsaw หรือความผันผวนที่ตลาดเหวี่ยงขึ้นลงอย่างรุนแรง โดยมีต้นตอสำคัญมาจากคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่า Capex มหาศาลที่บิ๊กเทคทุ่มลงไปกับ AI นั้น จะคืนกลับมาเป็นกำไรได้จริงหรือเปล่า และเมื่อไหร่


นักยุทธศาสตร์จาก JPMorgan ประเมินว่า Capex ที่เกี่ยวข้องกับ AI ของกลุ่ม Hyperscalers หรือบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ระดับโลก อย่าง Microsoft, Meta, Alphabet และ Amazon จะพุ่งสูงถึง 53% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า


หุ้น Microsoft และหุ้น Meta คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด Meta เพิ่งประกาศว่าจะนำชิปประมวลผลของ Nvidia ระดับหลายล้านตัวมาใช้งาน ส่วน Microsoft ก็ทุ่มเงินมหาศาลสร้างศูนย์ข้อมูล AI ทั่วโลก ตัวเลขเหล่านี้ล้วนอยู่ในบัญชี Capex ทั้งสิ้น


สิ่งที่ทำให้นักลงทุนเป็นห่วงมีอยู่สองด้านที่ขัดแย้งกัน ด้านแรกคือความกลัวว่า AI จะเข้ามาทำลายล้าง (Disrupt) ธุรกิจเดิมอย่างรวดเร็ว จนทำให้นักลงทุนเกิดพฤติกรรมเทขายก่อนแล้วค่อยถามทีหลัง ด้านที่สองคือความสงสัยว่า Capex ก้อนมหาศาลนี้จะสร้างผลตอบแทนได้จริงในเร็วๆ นี้หรือไม่


ข้อมูลจาก Bloomberg News ชี้ให้เห็นว่าในช่วงประกาศผลประกอบการที่ผ่านมา คำว่า "การถูก Disrupt จาก AI" ถูกพูดถึงโดยผู้บริหารบริษัทต่างๆ เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน


ประโยชน์ของการเข้าใจ Capex สำหรับนักลงทุน

การเข้าใจ Capex อย่างถ่องแท้ให้ข้อได้เปรียบที่เป็นรูปธรรมแก่นักลงทุนหลายอย่าง


อ่านทิศทางอนาคตของธุรกิจออก: Capex สูงไม่ได้แปลว่าบริษัทกำลังมีปัญหา แต่อาจหมายถึงบริษัทกำลังลงทุนเพื่อสร้างคูเมือง (Moat) ป้องกันคู่แข่ง เหมือนที่ Meta กำลังทำตอนนี้ด้วยการซื้อชิป Nvidia จำนวนมหาศาล


ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น: จากการสำรวจของ Bank of America พบว่า 35% ของผู้จัดการกองทุนมองว่าบริษัทต่างๆ กำลังลงทุนเกินตัว และ 30% มองว่า Capex ด้าน AI อาจเป็นชนวนให้เกิดวิกฤตสินเชื่อ (Credit Crisis) ตามมา การรู้จัก Capex ช่วยให้คุณอ่านสัญญาณเตือนพวกนี้ออกก่อนตลาดจะตอบสนอง


แยกแยะผู้ชนะออกจากผู้แพ้ได้: Anthony Saglimbene จาก Ameriprise ชี้ว่าตลาด AI กำลังเปลี่ยนจากการดันราคาหุ้นทุกตัวขึ้นพร้อมกัน เข้าสู่ยุคคัดกรอง (Selectivity) เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะตัวจริง บริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและบริหาร Capex ได้อย่างมีประสิทธิภาพคือบริษัทที่ควรมีในพอร์ต


เชื่อมโยงกับนโยบายการเงินได้: การทุ่ม Capex มหาศาลของภาคเอกชนยังส่งผลต่อนโยบายดอกเบี้ยของ Fed โดยตรง เพราะเมื่อความต้องการเงินทุนสูงขึ้น แต่เงินออมในระบบลดลง แรงกดดันด้านดอกเบี้ยก็จะสูงตามไปด้วย นักลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีอย่างหุ้น Meta หรือหุ้น Microsoft จึงต้องติดตามตัวเลข Capex ควบคู่กับทิศทางดอกเบี้ยเสมอ


มองเห็นโอกาสในห่วงโซ่อุปทาน: Capex ของบิ๊กเทคไม่ได้กระจายอยู่แค่ในบริษัทเหล่านั้น แต่ไหลลงมาถึงผู้ผลิตชิป ผู้สร้างศูนย์ข้อมูล บริษัทพลังงาน และอีกนับร้อยอุตสาหกรรม Jean Boivin จาก BlackRock ชี้ว่าโลกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ยังน่าสนใจมาก


ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือดีลการลงทุนมูลค่า 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากญี่ปุ่นในโครงการพลังงานในสหรัฐฯ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติกำลังการผลิต 9.2 กิกะวัตต์ในรัฐโอไฮโอ ซึ่งวางแผนจ่ายไฟให้ศูนย์ข้อมูล AI โดยตรง นี่คือผลพวงของ Capex ที่ขยายตัวออกไปสู่ภาคพลังงานแบบเป็นลูกโซ่


ฟองสบู่ AI จะแตกหรือไม่? มุมมองที่นักลงทุนต้องรู้

คำถามที่ทุกคนอยากรู้คือ ตอนนี้เรากำลังอยู่ในฟองสบู่ AI ที่กำลังจะแตกหรือเปล่า?


คำตอบที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันคือ นี่ไม่ใช่ฟองสบู่ที่กำลังจะแตก แต่เป็นกระบวนการปรับฐานและคัดตัวจริงที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น


Jason Draho จาก UBS ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า AI อาจทำให้มูลค่าของบางบริษัทที่ปรับตัวไม่ทันกลายเป็นศูนย์ แต่ในภาพใหญ่มันจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในอีกทศวรรษหน้าใหญ่ขึ้นอย่างมหาศาล คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครจะถูกทำลาย แต่คือพายก้อนใหญ่ขึ้นนี้จะถูกแบ่งอย่างไร


Sam Stovall จาก CFRA เปรียบสถานการณ์นี้เหมือนเกมตีตัวตุ่น (Whac-a-Mole) ที่แรงขายกระโดดจากกลุ่มซอฟต์แวร์ไปกลุ่มการขนส่ง บริหารความมั่งคั่ง ประกันภัย และอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์แบบต่อเนื่อง แต่เขาก็เตือนว่าอย่าตื่นตระหนกเกินไป เพราะ AI จะช่วยลดต้นทุนและทำให้บริษัทที่ปรับตัวได้กำไรดีขึ้นในที่สุด


Michael Wilson จาก Morgan Stanley เตือนว่าความผันผวนระยะสั้นยังคงอยู่ แต่นักลงทุนที่มองข้ามมันได้และเลือกบริษัทที่แข็งแกร่งจริงจะได้เปรียบอย่างมาก นี่คือยุคทองของการลงทุนแบบเชิงรุก (Active Investing) ที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ Capex และปัจจัยพื้นฐานอย่างละเอียด


บทสรุป: เข้าใจ Capex วันนี้ เพื่อพอร์ตที่แข็งแกร่งในวันหน้า

ยุคที่หลับตาซื้อหุ้นเทคโนโลยีแล้วรอให้ตลาดดันราคาขึ้นทั้งแผงได้จบลงแล้ว เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การวิเคราะห์ Capex หรือรายจ่ายเพื่อการลงทุน กลายเป็นทักษะที่นักลงทุนทุกคนต้องมี


ไม่ว่าจะเป็นการติดตามว่าหุ้น Microsoft กำลังทุ่มเงินไปกับอะไร, ดูว่าหุ้น Meta มีแผนใช้จ่ายด้าน AI อย่างไร, หรือวิเคราะห์ว่า Capex ของบิ๊กเทคจะส่งผลต่อหุ้นในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานอย่างไร ทุกอย่างเชื่อมโยงกันด้วยตัวเลขตัวเดียวนี้


นักลงทุนที่เข้าใจ Capex อย่างถ่องแท้จะสามารถมองเห็นภาพใหญ่ได้ชัดกว่า คัดเลือกหุ้นได้แม่นกว่า และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่คนอื่นมองไม่เห็นได้


โอกาสในตลาดการเงินโลกยุค AI มีอยู่จริง แต่มันจะตกเป็นของนักลงทุนที่เตรียมตัวและมีเครื่องมือในการวิเคราะห์ที่ดีกว่าเท่านั้น


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1: Capex คือ อะไร และต่างจาก Opex อย่างไร?

Capex หรือ Capital Expenditure คือรายจ่ายที่บริษัทลงทุนเพื่อซื้อหรือสร้างสินทรัพย์ระยะยาวที่จะสร้างรายได้ในอนาคต เช่น ซื้อเครื่องจักร สร้างโรงงาน หรือสร้างศูนย์ข้อมูล AI ส่วน Opex หรือ Operating Expenditure คือค่าใช้จ่ายดำเนินงานประจำวัน เช่น ค่าไฟ เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่า ความต่างสำคัญคือ Capex จะถูกบันทึกเป็นสินทรัพย์และหักค่าเสื่อมราคาทีละน้อย ไม่ใช่หักออกทั้งหมดในทีเดียว


2: ทำไม Capex ของหุ้น Meta และหุ้น Microsoft ถึงสำคัญต่อนักลงทุนมากในตอนนี้?

เพราะ Meta และ Microsoft กำลังทุ่ม Capex มหาศาลลงใน AI ซึ่งจะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของพวกเขาในอีกหลายปีข้างหน้า นักยุทธศาสตร์จาก JPMorgan ประเมินว่า Capex ด้าน AI ของกลุ่มบิ๊กเทคจะพุ่งสูงถึง 53% ใน 12 เดือนข้างหน้า ตัวเลขนี้ส่งผลโดยตรงต่อกระแสเงินสดและความเสี่ยงทางการเงินของบริษัท ซึ่งนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด


3: ฟองสบู่ AI จะแตกไหม และควรรับมืออย่างไร?

ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดตอนนี้ไม่ใช่ฟองสบู่ที่กำลังจะแตก แต่เป็นกระบวนการคัดกรองตัวจริงออกจากตัวปลอม วิธีรับมือที่ดีที่สุดคือเน้นลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง บริหาร Capex อย่างมีวินัย และสามารถดึงผลกำไรจาก AI ออกมาได้จริง มากกว่าการไล่ตามกระแสโดยไม่วิเคราะห์


4: หุ้นเทคโนโลยีกลุ่มไหนได้ประโยชน์จาก Capex ด้าน AI มากที่สุด?

กลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงมีทั้งผู้ผลิตชิป เช่น Nvidia, บริษัทสร้างศูนย์ข้อมูล, และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมหาศาลสำหรับ AI Jean Boivin จาก BlackRock ระบุว่าโลกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ทำให้กลุ่มนี้ยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในระยะยาว


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
AI Hangover หรือเปล่า? เมื่อวิสัยทัศน์ของ Big Tech ปะทะกับเครื่องคิดเลขของวอลล์สตรีท แคปเอกซ์บิ๊กเทค 2026
ทิศทางหุ้น Google ปี 2026: AI จะพาไป New High หรือฉุดให้ลงเหว?
หุ้น NVIDIA (NVDA) ร่วงสู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่ต้นปี — ทำไม และต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร
บทวิเคราะห์หุ้น Lam Research ปี 2026: การวางตำแหน่งเพื่อรับมือกับวัฏจักร AI WFE
หุ้นไทยน่าซื้อที่คุณไม่ควรพลาดในปี 2569