Bitcoin เสี่ยงร่วงต่อ! กูรูแนะถือเงินสดเตรียมช้อนของถูก
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

Bitcoin เสี่ยงร่วงต่อ! กูรูแนะถือเงินสดเตรียมช้อนของถูก

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-16


Bitcoin Trend Analysis Jan 6 2026.jpeg


ถ้าคุณกำลังติดตามตลาดคริปโทเคอร์เรนซีอย่างใกล้ชิด คุณคงสังเกตเห็นว่าราคาสกุลเงินดิจิทัลหลายตัวปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะบิทคอยน์ (Bitcoin) ที่เคยทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ (All-Time High) เมื่อเดือนตุลาคม 2025 แต่ตอนนี้กลับปรับลงมาเกือบครึ่งหนึ่งของราคา

นี่ไม่ใช่แค่การปรับฐานปกติทั่วไป แต่หลายผู้เชี่ยวชาญเริ่มออกมายืนยันว่า "ตลาดหมี" (Bear Market) กำลังมาถึงอย่างเต็มตัว สำหรับนักลงทุนใหม่ที่อาจกำลังกังวล หรือผู้ที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของตลาดคริปโท วิเคราะห์ปัจจัยที่กำลังกดดันราคา และที่สำคัญคือ "กลยุทธ์การลงทุน" ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้ในภาวะเช่นนี้


การทำความเข้าใจกับภาวะตลาดหมีและจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล ไม่ตื่นตระหนก และอาจเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสะสมสินทรัพย์ได้ในราคาที่น่าสนใจ


ทำความเข้าใจ "ตลาดหมี" ในโลกคริปโทเคอร์เรนซี

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า "ตลาดหมี" คืออะไร และทำไมผู้เชี่ยวชาญหลายคนถึงออกมายืนยันว่าตอนนี้คริปโทเคอร์เรนซีกำลังอยู่ในภาวะนี้


ตลาดหมีคืออะไร?

ตลาดหมี (Bear Market) หมายถึงภาวะที่ราคาของสินทรัพย์ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะลงต่อไปอีก โดยทั่วไปแล้ว เราจะเรียกว่าเป็นตลาดหมีเมื่อราคาลดลงจากจุดสูงสุดมากกว่า 20% ขึ้นไป และมีระยะเวลาค่อนข้างยาวนาน


ในโลกของสกุลเงินดิจิทัล การปรับลดของราคามักจะรุนแรงกว่าตลาดทั่วไปมาก โดยอาจปรับลดได้ถึง 50-80% จากจุดสูงสุด ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในทุกรอบของวัฏจักรตลาดคริปโท


สัญญาณบ่งชี้ตลาดหมี

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านระบุว่ามีสัญญาณชัดเจนหลายประการที่บ่งชี้ว่าตลาดได้เข้าสู่ภาวะหมีแล้ว:


1. ราคาบิทคอยน์ปรับลงจากจุดสูงสุดประมาณ 50% หลังจากทำ All-Time High ในเดือนตุลาคม 2025 ราคาปัจจุบันอยู่ในช่วง 60,000-70,000 ดอลลาร์สหรัฐ

2. เงินทุนไหลออกจากกองทุน Bitcoin ETF อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันกำลังลดความเสี่ยงลง

3. ปริมาณ Stablecoin ในตลาดลดลง หมายความว่าเม็ดเงินใหม่ที่จะเข้ามาพยุงราคามีน้อยลง

4. ราคาปรับต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือครองระยะสั้น ทำให้นักลงทุนหลายรายตกอยู่ในภาวะขาดทุน


สาเหตุที่ทำให้คริปโทเคอร์เรนซีเข้าสู่ตลาดหมี

การที่ตลาดคริปโทปรับตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ มีปัจจัยหลักหลายประการที่รวมตัวกันกดดันตลาด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้วิเคราะห์และชี้ให้เห็นดังนี้:


1. ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ

กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก บล.ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล ชี้ว่าตลาดกำลังจับตาการเปลี่ยนแปลงของนโยบายธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ เฟด) โดยเฉพาะกรณีของ Kevin Warsh ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งมีจุดยืนที่ไม่สนับสนุนนโยบาย QE (Quantitative Easing หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ)


การที่ธนาคารกลางไม่ออกมาตรการสูบเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ หมายความว่าสภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาดจะลดลง และสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างคริปโทเคอร์เรนซีก็จะได้รับผลกระทบโดยตรง


2. กระแสเงินทุนหมุนเวียนไปยังสินทรัพย์อื่น

กันตณัฐ วุฒิธร จากบิทคับ แล็บส์ วิเคราะห์ว่านักลงทุนกำลังหมุนเงินทุนออกจากสกุลเงินดิจิทัลไปยังกลุ่มโลหะมีค่า เช่น ทองคำ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน


ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นในบางประเทศปรับตัวขึ้น ทำให้นักลงทุนเลือกที่จะย้ายเงินไปลงทุนในช่องทางอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่คาดการณ์ได้มากกว่า


3. วัฏจักร 18 เดือนหลัง Bitcoin Halving

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือวัฏจักรธรรมชาติของตลาดคริปโท จากสถิติในอดีต บิทคอยน์มักจะทำจุดสูงสุดภายใน 18 เดือนหลังจากเหตุการณ์ Halving (การลดรางวัลที่นักขุดได้รับลงครึ่งหนึ่ง) แล้วจึงเข้าสู่ช่วงปรับฐาน


ในรอบล่าสุด Bitcoin ทำ All-Time High เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งตรงกับกรอบเวลาดังกล่าว และตอนนี้ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงขาลงตามวัฏจักร


4. แรงขายจาก Bitcoin ETF

การที่กองทุน Bitcoin ETF (Exchange-Traded Fund หรือกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ลงทุนในบิทคอยน์) มีเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่กำลังลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล


สิ่งนี้สร้างแรงกดดันด้านอุปทานในตลาด เพราะเมื่อมีคนขายมากกว่าซื้อ ราคาก็จะลดลงตามกลไกตลาด


5. สภาพคล่องโลกที่เติบโตชะลอลง

ณัฐพงษ์ ชรัวสวรรค์ จากคริปโตมายด์ แอดไวเซอรี่ ชี้ให้เห็นว่าปริมาณ Stablecoin (สกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ผูกกับสกุลเงินจริง เช่น USDT, USDC) ในตลาดกำลังลดลง


Stablecoin เปรียบเหมือน "เงินสด" ในโลกคริปโท เมื่อปริมาณลดลง หมายความว่าเม็ดเงินที่พร้อมจะเข้ามาซื้อมีน้อยลง ทำให้ตลาดขาดแรงซื้อที่จะพยุงราคา


ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุน: ตัวชี้วัดสำคัญในการประเมินราคา

หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจที่ผู้เชี่ยวชาญนำมาวิเคราะห์คือ "ต้นทุนเฉลี่ย" ของนักลงทุนกลุ่มต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นภาพว่าใครกำลังขาดทุน ใครยังมีกำไรอยู่ และที่ไหนคือจุดที่น่าจะเป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง


กลุ่มนักลงทุนแบ่งตามต้นทุน

ผู้ถือครองระยะยาว (Long Term Holder):

  • ต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 43,300 ดอลลาร์

  • กลุ่มนี้ยังคงมีกำไรอยู่แม้ราคาจะปรับลงมาค่อนข้างมาก

  • มักเป็นผู้ที่เชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของ Bitcoin และมักจะไม่ขายง่ายๆ


ผู้ถือครองระยะสั้น (Short Term Holder):

  • ต้นทุนเฉลี่ยสูงถึง 91,000 ดอลลาร์

  • กลุ่มนี้กำลังเผชิญภาวะขาดทุนอย่างหนัก

  • เป็นผู้ที่เข้ามาซื้อในช่วงราคาสูง และมีแนวโน้มที่จะตัดขาดทุนหากราคาลงต่อ


ราคาต้นทุนเฉลี่ยของตลาดโดยรวม:

  • เมื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนของเหรียญทั้งหมดในระบบ ราคาอยู่ที่ประมาณ 55,000-56,000 ดอลลาร์

  • ระดับนี้ถือเป็นจุดสำคัญในการประเมินมูลค่าตลาด


ความหมายของต้นทุนเฉลี่ยต่อการลงทุน

ข้อมูลเหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง?


ประการแรก ราคาปัจจุบันที่อยู่ในช่วง 60,000-70,000 ดอลลาร์นั้นอยู่กึ่งกลางระหว่างต้นทุนของนักลงทุนระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งหมายความว่าตลาดกำลังอยู่ในสภาวะที่ "ไม่แพงจนเกินไป แต่ก็ยังไม่ถูกมากพอ"


ประการที่สอง เมื่อราคาเข้าใกล้ระดับ 55,000-56,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นต้นทุนเฉลี่ยของตลาด เราจะเริ่มเห็นแรงซื้อที่แข็งแกร่งขึ้น เพราะหลายคนจะมองว่าเป็นราคาที่ "ยุติธรรม" หรือ "ราคาทุน"


ประการสุดท้าย ยิ่งราคาลงต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของตลาดเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเป็นจุดซื้อที่ดีสำหรับนักลงทุนระยะยาวมากขึ้นเท่านั้น


โซนราคาที่น่าสนใจ: ที่ไหนคือจังหวะทอง?

คำถามสำคัญที่นักลงทุนทุกคนอยากรู้คือ "ราคาเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมที่จะเข้าซื้อหรือสะสม Bitcoin?"


ระดับราคาที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ

จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ได้ข้อสรุปที่ค่อนข้างสอดคล้องกันว่า:


โซนราคาที่เริ่มมีความปลอดภัยและน่าพิจารณาเข้าลงทุน คือ 50,000 ดอลลาร์ปลายๆ ถึง 60,000 ดอลลาร์ต้นๆ


เหตุผลมีดังนี้:

  1. ใกล้เคียงกับต้นทุนเฉลี่ยของตลาด (55,000-56,000 ดอลลาร์) ซึ่งเป็นจุดที่มักจะมีแนวรับที่แข็งแกร่ง

  2. อยู่ในแนวรับเชิงสถิติ (50,500-56,800 ดอลลาร์) ที่ตลาดเคยฟื้นตัวในอดีต โดยเฉพาะในปี 2021

  3. เป็นระดับที่การปรับฐานอยู่ในกรอบ 55-60% จากจุดสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการปรับฐานในรอบก่อนๆ


ข้อควรระวังแม้ราคาอยู่ในโซนที่น่าสนใจ

แม้ว่าราคาจะเข้าใกล้โซนที่น่าสะสม แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง เพราะ:


การดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็วอาจไม่ยั่งยืน: ในช่วงที่ผ่านมา Bitcoin เคยดีดตัวจาก 60,000 ดอลลาร์ขึ้นไปแตะ 69,000 ดอลลาร์อย่างรวดเร็ว แต่ก็ปรับลงมาอีก การเคลื่อนไหวแบบนี้แสดงให้เห็นว่าตลาดยังไม่มีเสถียรภาพ และอาจมีแรงขายทำกำไรสลับออกมาได้


อาจมีการทดสอบแนวรับอีกครั้ง: จากสถิติในอดีต ตลาดหมีมักจะมีการทดสอบแนวรับหลายครั้งก่อนที่จะฟื้นตัวจริงๆ ดังนั้น แม้ราคาจะลงมาถึงโซนที่น่าสนใจแล้ว แต่อาจยังไม่ใช่จุดต่ำสุด


ประมาณการระยะเวลาของตลาดหมี

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือการคาดการณ์ว่าตลาดหมีรอบนี้จะกินเวลานานแค่ไหน และจะรุนแรงเพียงใด


สถิติจากอดีต

กันตณัฐ วุฒิธร วิเคราะห์จากข้อมูลในอดีตว่า:

ระยะเวลา: ช่วงขาลงของ Bitcoin มักกินเวลาประมาณ 12 เดือน

ความรุนแรง: การปรับฐานในแต่ละรอบมีแนวโน้มลดลง

  • รอบแรก: -88%

  • รอบที่สอง: -84%

  • รอบที่สาม: -78%


คาดการณ์สำหรับรอบปัจจุบัน

สำหรับรอบนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า:

การปรับลดอาจอยู่ในช่วง 50-70% จากจุดสูงสุด

ปัจจุบันราคาปรับลงมาแล้วประมาณ 50% ซึ่งหมายความว่า:

  • หากปรับลงแค่ 50% เราอาจกำลังใกล้จุดต่ำสุดแล้ว

  • หากปรับลงถึง 70% ราคาอาจลงไปแตะระดับ 40,000 ดอลลาร์ปลายๆ


ตลาดอาจซึมตัวต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งหมายความว่าเราอาจต้องรอความชัดเจนของทิศทางตลาดอีกหลายเดือน


ข่าวดีคือตลาดหมีรอบนี้อาจไม่รุนแรงเท่าที่เคย

หากดูจากแนวโน้มที่ความรุนแรงของการปรับฐานลดลงในแต่ละรอบ นี่อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดคริปโทเคอร์เรนซีกำลังเติบโตและมีเสถียรภาพมากขึ้น


นอกจากนี้ ปัจจุบัน Bitcoin ได้รับการยอมรับมากขึ้นจากนักลงทุนสถาบัน รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ETF ซึ่งช่วยรองรับความต้องการและลดความผันผวนได้ในระดับหนึ่ง


กลยุทธ์การลงทุนที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ

เมื่อเราเข้าใจสถานการณ์และประเมินโซนราคาที่น่าสนใจแล้ว คำถามต่อมาคือ "เราควรทำอย่างไรในภาวะนี้?"


1. ถือเงินสดและรอจังหวะ

นี่คือคำแนะนำหลักที่ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านให้ไว้อย่างสอดคล้องกัน

ทำไมถึงควรถือเงินสด?

  • ในตลาดหมี การถือเงินสดคือการรักษา "กำลังซื้อ" ไว้

  • คุณจะไม่เสี่ยงต่อการขาดทุนเพิ่มหากราคาลงต่อ

  • เมื่อโอกาสมาถึง คุณจะมีเงินพร้อมที่จะเข้าซื้อในราคาที่ดี


วิธีปฏิบัติ:

  • หากมีเงินทุนใหม่ อย่าเพิ่งรีบลงทุนทันที

  • หากถือครองสินทรัพย์อยู่และยังมีกำไร อาจพิจารณาขายบางส่วนเพื่อล็อกกำไร

  • หากขาดทุนอยู่แล้ว ให้พิจารณาว่าควรตัดขาดทุนหรือถือต่อ โดยดูที่ศักยภาพของสินทรัพย์นั้นๆ


2. เน้นลงทุนใน Bitcoin เป็นหลัก

ณัฐพงษ์ ชรัวสวรรค์ แนะนำชัดเจนว่า หากต้องการลงทุนในภาวะนี้ ควรเน้น Bitcoin เป็นหลัก

เหตุผล:

  • Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีความแข็งแกร่งที่สุด

  • มีสภาพคล่องสูง ซื้อขายง่าย

  • ได้รับการยอมรับมากที่สุดทั้งจากนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน

  • มีข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมกว่าสกุลอื่น


สกุลเงินดิจิทัลอื่นที่น่าจับตาเมื่อตลาดฟื้นตัว:

  • Ethereum (ETH)

  • BNB

  • XRP

  • Solana (SOL)


สกุลเหล่านี้เป็นเหรียญที่อยู่ใน Top 10 และมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ตามสถิติปี 2024 กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก


3. ทยอยสะสมแทนการลงทุนก้อนเดียว

แทนที่จะใช้เงินทั้งหมดซื้อในครั้งเดียว ควรใช้กลยุทธ์การ "ทยอยสะสม" (Dollar Cost Averaging - DCA)


วิธีปฏิบัติ:

  • แบ่งเงินทุนออกเป็น 3-5 ส่วน

  • ตั้งเป้าซื้อที่ระดับราคาต่างๆ เช่น 60,000, 57,000, 54,000, 51,000 ดอลลาร์

  • เมื่อราคาลงมาถึงระดับที่ตั้งไว้ ค่อยๆ ใช้เงินทุนส่วนหนึ่งเข้าซื้อ


ข้อดี:

  • ลดความเสี่ยงจากการซื้อที่ราคาสูง

  • ได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ดีกว่า

  • ลดแรงกดดันทางจิตใจจากการเห็นราคาลงหลังซื้อ


4. หลีกเลี่ยงการพึ่งพาการวิเคราะห์ทางเทคนิคมากเกินไป

ในภาวะตลาดผันผวนและมีปัจจัยพื้นฐานกดดันหนัก กันตณัฐ วุฒิธร แนะนำว่า:

  • ควรเน้นปัจจัยพื้นฐานมากกว่า:

  • ศึกษาว่าโปรเจกต์หรือสกุลเงินที่ถือครองมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งหรือไม่

  • มีทีมพัฒนาที่ดี มีการใช้งานจริง มีชุมชนที่แข็งแกร่ง

  • มีศักยภาพในการฟื้นตัวเมื่อตลาดดีขึ้น

การวิเคราะห์ทางเทคนิคอาจให้สัญญาณคลาดเคลื่อนได้: เพราะในช่วงตลาดหมี แนวรับและแนวต้านที่เคยใช้ได้ดีอาจถูกเจาะลงไปได้ง่าย


5. ตรวจสอบและปรับพอร์ตโฟลิโอ

นี่คือโอกาสที่ดีในการทบทวนสินทรัพย์ที่เราถือครองอยู่


คำถามที่ควรถามตัวเอง:

  • สกุลเงินที่ถือครองมีศักยภาพในการฟื้นตัวหรือไม่?

  • โปรเจกต์ยังมีการพัฒนาต่อเนื่องหรือไม่?

  • หากซื้อใหม่วันนี้ จะยังเลือกซื้อสกุลนี้อีกหรือไม่?


หากคำตอบคือ "ไม่": อาจถึงเวลาที่จะตัดขาดทุนและนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสดีกว่า


สถิติแสดงให้เห็นว่าในช่วงตลาดหมี สกุลเงินดิจิทัลขนาดเล็กหลายตัวจะไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ ในขณะที่สกุลใหญ่อย่าง Top 10 มักจะฟื้นตัวได้ดีกว่า


ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

1. อย่าพยายาม "จับก้นตลาด"

หลายคนพยายามรอให้ราคาลงถึงจุดต่ำสุดจริงๆ ก่อนจะลงทุน แต่ความจริงคือ ไม่มีใครสามารถจับจังหวะได้แม่นยำ 100%


วิธีที่ดีกว่า: เมื่อราคาเข้ามาในโซนที่ประเมินว่าน่าสนใจแล้ว ให้เริ่มทยอยซื้อได้ แม้จะไม่ใช่ราคาต่ำสุด แต่ก็ได้ราคาที่ดีแล้ว


2. อย่าลงทุนเงินที่ไม่สามารถเสียได้

กฎเหล็กของการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงคือ "ใช้เงินที่เสียไปแล้วไม่กระทบชีวิตประจำวัน"

อย่าลืมว่า:

  • ตลาดหมีอาจยาวนานกว่าที่คิด

  • ราคาอาจลงต่ำกว่าที่คาดการณ์

  • คุณจะต้องมีเงินสดเหลือเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน


3. อย่าปล่อยให้อารมณ์ครอบงำการตัดสินใจ

ในภาวะตลาดผันผวน อารมณ์มักจะเป็นศัตรูที่ใหญ่ที่สุดของนักลงทุน


ความกลัว (Fear) ทำให้ขายทิ้งในราคาต่ำ หรือไม่กล้าซื้อเมื่อราคาถูก ความโลภ (Greed) ทำให้ซื้อมากเกินไป หรือใช้เลเวอเรจที่สูงเกินไป ความหวัง (Hope) ทำให้ถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีศักยภาพต่อไป เพราะหวังว่าจะกลับมา


แนวทางแก้ไข: มีแผนการลงทุนที่ชัดเจนและยึดมั่นในแผนนั้น ตัดสินใจด้วยเหตุผลและข้อมูล ไม่ใช่อารมณ์


4. อย่าหลงเชื่อคำหวานจากโซเชียลมีเดีย

ในช่วงตลาดหมี มักมี "กูรูปลอม" หรือผู้ที่อ้างว่ารู้จุดต่ำสุดของตลาดออกมามากมาย

ควรระวัง:

  • คนที่บอกว่ารู้แน่ว่าราคาจะลงหรือขึ้นแน่นอน

  • การชักชวนให้ซื้อเหรียญที่ไม่มีชื่อเสียง โดยอ้างว่าจะรวยเร็ว

  • การให้คำแนะนำโดยไม่มีข้อมูลหรือเหตุผลสนับสนุนที่ชัดเจน

ควรทำ: ศึกษาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และตัดสินใจด้วยตัวเอง


วัฏจักร 4 ปีของคริปโท: ยังใช้ได้อยู่หรือไม่?

เดิมที ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีมีวัฏจักรการขึ้นลงแบบ 4 ปี ที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ Bitcoin Halving ซึ่งเกิดขึ้นทุก 4 ปี


โครงสร้างวัฏจักร:

  • ปีที่ 1: หลัง Halving ตลาดเริ่มฟื้นตัว

  • ปีที่ 2: ราคาขึ้นแรง ทำจุดสูงสุด

  • ปีที่ 3: เข้าสู่ตลาดหมี ปรับฐาน

  • ปีที่ 4: ตลาดซบเซา เตรียมรอบใหม่


แนวโน้มในอนาคต

ณัฐพงษ์ ชรัวสวรรค์ มองว่าวัฏจักรแบบ 4 ปีนี้อาจมีความสำคัญลดลงในอนาคต


เหตุผล:

  • ตลาดคริปโทกำลังเติบโตและมีผู้เข้าร่วมมากขึ้น

  • นักลงทุนสถาบันเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

  • ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกี่ยวข้องมีความหลากหลายมากขึ้น


ปัจจัยใหม่ที่มีความสำคัญมากขึ้น:

  • สภาพคล่องของระบบการเงินโลก นี่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางหลักของตลาด

  • นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะเฟดสหรัฐ

  • การนำ Blockchain ไปใช้งานจริง ในภาคธุรกิจและภาครัฐ


ดังนั้น นักลงทุนควรติดตามปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิด มากกว่าการพึ่งพาวัฏจักร 4 ปีเพียงอย่างเดียว


กรณีของ MicroStrategy: บทเรียนสำคัญ

หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจคือกรณีของ MicroStrategy บริษัทที่ลงทุนใน Bitcoin มากที่สุดในโลก


สถานการณ์ปัจจุบัน:

  • MicroStrategy มีต้นทุนเฉลี่ยในการถือครอง Bitcoin ที่ราว 76,000 ดอลลาร์

  • ราคาปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าต้นทุนนี้

  • แต่บริษัทยืนยันว่าจะไม่ขายสินทรัพย์


บทเรียนที่ได้:

  1. การลงทุนระยะยาวต้องมีความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่ง แม้กระทั่งบริษัทขนาดใหญ่ก็อาจเผชิญภาวะขาดทุนชั่วคราว แต่หากเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาว ก็สามารถถือครองต่อไปได้

  2. ผลกระทบทางจิตวิทยาเป็นเรื่องจริง การที่ราคาอยู่ต่ำกว่าต้นทุนสร้างแรงกดดันทางจิตใจได้มาก ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการมีแผนการลงทุนที่ชัดเจนจึงสำคัญ

  3. อย่าลงทุนในราคาที่สูงเกินไป หาก MicroStrategy ทยอยซื้อมากกว่านี้ ต้นทุนเฉลี่ยก็จะไม่สูงขนาดนี้


สรุป

ตลาดหมีเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับนักลงทุนทุกคน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นโอกาสสำหรับผู้ที่มีความรู้และความอดทน


สิ่งสำคัญที่ต้องจำ:

1. ตลาดหมีเป็นเรื่องปกติในวัฏจักรของคริปโทเคอร์เรนซี ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นช่วงพักของตลาดก่อนจะเริ่มรอบใหม่

2. การถือเงินสดคือพลัง ในช่วงที่ทุกคนกลัวและราคาตกต่ำ การมีเงินสดพร้อมจะทำให้คุณสามารถคว้าโอกาสได้

3. โซนราคา 50,000-60,000 ดอลลาร์เป็นจุดที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเข้าซื้อในครั้งเดียว ใช้กลยุทธ์ทยอยสะสม

4. เน้น Bitcoin และสกุลใหญ่ Top 10 เพราะมีโอกาสฟื้นตัวสูงกว่าสกุลเล็กที่อาจหายไปในตลาดหมี

5. อย่าพยายามจับจังหวะให้แม่นยำ 100% สิ่งสำคัญคือได้ราคาที่ดีพอ ไม่จำเป็นต้องได้ราคาต่ำสุด

6. มีแผนและวินัยในการดำเนินตามแผน อย่าปล่อยให้อารมณ์มาครอบงำการตัดสินใจ

7. ติดตามปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะสภาพคล่องโลกและนโยบายการเงินของธนาคารกลาง


แม้ตอนนี้ตลาดจะดูมืดมน แต่จากประวัติศาสตร์ของคริปโทเคอร์เรนซี เราเห็นว่าหลังจากทุกครั้งที่ตลาดหมีจบลง ตลาดกระทิงที่ตามมามักจะแข็งแกร่งกว่าเดิม


นักลงทุนที่อดทนในช่วงตลาดหมี ใช้เวลานี้ในการศึกษาและสะสมสินทรัพย์ในราคาที่ดี มักจะเป็นผู้ที่ได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุดเมื่อตลาดฟื้นตัว


ดังนั้น อย่าท้อแท้ ใช้เวลานี้ในการเตรียมตัวให้พร้อม และเมื่อตลาดกระทิงกลับมา คุณจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด


FAQ

1. ตลาดหมีของคริปโทเคอร์เรนซีปกติจะกินเวลานานแค่ไหน?

จากสถิติในอดีต ตลาดหมีของ Bitcoin มักกินเวลาประมาณ 12 เดือน โดยในช่วงนี้ราคาอาจปรับลงจากจุดสูงสุดได้ 50-80% ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ในแต่ละรอบ สำหรับรอบปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าตลาดอาจซบเซาต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 ของปี 2026 อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของการปรับฐานมีแนวโน้มลดลงในแต่ละรอบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังเติบโตและมีเสถียรภาพมากขึ้น นักลงทุนควรอดทนและใช้เวลานี้ในการศึกษาและเตรียมตัวสำหรับรอบขาขึ้นในอนาคต


2. ราคา Bitcoin เท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมที่จะเข้าซื้อหรือสะสม?

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านให้ความเห็นสอดคล้องกันว่าโซนราคา 50,000 ดอลลาร์ปลายๆ ถึง 60,000 ดอลลาร์ต้นๆ เป็นระดับที่เริ่มน่าสนใจสำหรับการพิจารณาเข้าลงทุน เนื่องจากใกล้เคียงกับต้นทุนเฉลี่ยของตลาดที่ประมาณ 55,000-56,000 ดอลลาร์ และอยู่ในแนวรับเชิงสถิติที่ตลาดเคยฟื้นตัวในอดีต อย่างไรก็ตาม แทนที่จะใช้เงินทั้งหมดซื้อในครั้งเดียว ควรใช้กลยุทธ์การทยอยสะสม (Dollar Cost Averaging) โดยแบ่งเงินทุนเป็นหลายส่วนและซื้อที่ระดับราคาต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงและได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ดีกว่า


3. ถ้าต้องการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีตอนนี้ ควรเลือกสกุลไหน?

ในภาวะตลาดหมี ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เน้นลงทุนใน Bitcoin เป็นหลัก เนื่องจากเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีความแข็งแกร่งที่สุด มีสภาพคล่องสูง และได้รับการยอมรับมากที่สุด นอกจากนี้ ควรพิจารณาสกุลเงินดิจิทัลอื่นที่อยู่ใน Top 10 เช่น Ethereum (ETH), BNB, XRP และ Solana (SOL) เนื่องจากตามสถิติปี 2024 เหรียญกลุ่ม Top 10 เป็นกลุ่มเดียวที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก ควรหลีกเลี่ยงสกุลเงินดิจิทัลขนาดเล็กหรือไม่มีชื่อเสียง เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สามารถฟื้นตัวได้เมื่อตลาดหมีจบลง และอาจหายไปจากตลาดโดยสิ้นเชิง


4. ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเข้าสู่ภาวะตลาดหมี?

มีปัจจัยหลักหลายประการที่กดดันตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ได้แก่ (1) ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐ โดยเฉพาะการที่ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่มีจุดยืนไม่สนับสนุน QE ทำให้สภาพคล่องลดลง (2) กระแสเงินทุนหมุนเวียนออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ และตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้น (3) วัฏจักร 18 เดือนหลัง Bitcoin Halving ซึ่งตามสถิติแล้วตลาดมักทำจุดสูงสุดแล้วเข้าสู่ช่วงปรับฐาน (4) เงินทุนไหลออกจากกองทุน Bitcoin ETF อย่างต่อเนื่อง และ (5) ปริมาณ Stablecoin ในตลาดที่ลดลง ทำให้ขาดเม็ดเงินใหม่เข้ามาพยุงราคา ปัจจัยเหล่านี้รวมตัวกันสร้างแรงกดดันต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ


บทความแนะนำ
ทำไม Bitcoin ดิ่งสู่ 63,000$ และหุ้น AI ร่วงหนัก นักลงทุนควร "หนี" หรือ "ช้อน"
ดัชนี S&P 500 กำลังเตือนอะไรเรา: เมื่อผู้บริโภคแบกหนี้ไม่ไหว เศรษฐกิจจะไปทางไหนต่อ?
คัมภีร์รวย 2026: โพยหุ้น & ETF จัดเต็ม ห้ามพลาดรถด่วนขบวนนี้!
ตลาดหุ้นอเมริกาสั่นสะเทือน! เจาะลึกตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ม.ค. 2026 กับทิศทางดอกเบี้ยเฟดที่นักลงทุนต้องรู้
"ข่าวคริปโต" ปี 69! ก.ล.ต. เตรียมเคาะ Crypto ETF และดัน Crypto Futures ลงสนาม TFEX