เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-16

ถ้าคุณกำลังติดตามตลาดคริปโทเคอร์เรนซีอย่างใกล้ชิด คุณคงสังเกตเห็นว่าราคาสกุลเงินดิจิทัลหลายตัวปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะบิทคอยน์ (Bitcoin) ที่เคยทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ (All-Time High) เมื่อเดือนตุลาคม 2025 แต่ตอนนี้กลับปรับลงมาเกือบครึ่งหนึ่งของราคา
นี่ไม่ใช่แค่การปรับฐานปกติทั่วไป แต่หลายผู้เชี่ยวชาญเริ่มออกมายืนยันว่า "ตลาดหมี" (Bear Market) กำลังมาถึงอย่างเต็มตัว สำหรับนักลงทุนใหม่ที่อาจกำลังกังวล หรือผู้ที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของตลาดคริปโท วิเคราะห์ปัจจัยที่กำลังกดดันราคา และที่สำคัญคือ "กลยุทธ์การลงทุน" ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้ในภาวะเช่นนี้
การทำความเข้าใจกับภาวะตลาดหมีและจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล ไม่ตื่นตระหนก และอาจเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสะสมสินทรัพย์ได้ในราคาที่น่าสนใจ
ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า "ตลาดหมี" คืออะไร และทำไมผู้เชี่ยวชาญหลายคนถึงออกมายืนยันว่าตอนนี้คริปโทเคอร์เรนซีกำลังอยู่ในภาวะนี้
ตลาดหมี (Bear Market) หมายถึงภาวะที่ราคาของสินทรัพย์ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะลงต่อไปอีก โดยทั่วไปแล้ว เราจะเรียกว่าเป็นตลาดหมีเมื่อราคาลดลงจากจุดสูงสุดมากกว่า 20% ขึ้นไป และมีระยะเวลาค่อนข้างยาวนาน
ในโลกของสกุลเงินดิจิทัล การปรับลดของราคามักจะรุนแรงกว่าตลาดทั่วไปมาก โดยอาจปรับลดได้ถึง 50-80% จากจุดสูงสุด ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในทุกรอบของวัฏจักรตลาดคริปโท
จากสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านระบุว่ามีสัญญาณชัดเจนหลายประการที่บ่งชี้ว่าตลาดได้เข้าสู่ภาวะหมีแล้ว:
1. ราคาบิทคอยน์ปรับลงจากจุดสูงสุดประมาณ 50% หลังจากทำ All-Time High ในเดือนตุลาคม 2025 ราคาปัจจุบันอยู่ในช่วง 60,000-70,000 ดอลลาร์สหรัฐ
2. เงินทุนไหลออกจากกองทุน Bitcoin ETF อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันกำลังลดความเสี่ยงลง
3. ปริมาณ Stablecoin ในตลาดลดลง หมายความว่าเม็ดเงินใหม่ที่จะเข้ามาพยุงราคามีน้อยลง
4. ราคาปรับต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือครองระยะสั้น ทำให้นักลงทุนหลายรายตกอยู่ในภาวะขาดทุน
การที่ตลาดคริปโทปรับตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ มีปัจจัยหลักหลายประการที่รวมตัวกันกดดันตลาด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้วิเคราะห์และชี้ให้เห็นดังนี้:
1. ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก บล.ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล ชี้ว่าตลาดกำลังจับตาการเปลี่ยนแปลงของนโยบายธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ เฟด) โดยเฉพาะกรณีของ Kevin Warsh ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งมีจุดยืนที่ไม่สนับสนุนนโยบาย QE (Quantitative Easing หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ)
การที่ธนาคารกลางไม่ออกมาตรการสูบเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ หมายความว่าสภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาดจะลดลง และสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างคริปโทเคอร์เรนซีก็จะได้รับผลกระทบโดยตรง
2. กระแสเงินทุนหมุนเวียนไปยังสินทรัพย์อื่น
กันตณัฐ วุฒิธร จากบิทคับ แล็บส์ วิเคราะห์ว่านักลงทุนกำลังหมุนเงินทุนออกจากสกุลเงินดิจิทัลไปยังกลุ่มโลหะมีค่า เช่น ทองคำ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน
ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นในบางประเทศปรับตัวขึ้น ทำให้นักลงทุนเลือกที่จะย้ายเงินไปลงทุนในช่องทางอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่คาดการณ์ได้มากกว่า
3. วัฏจักร 18 เดือนหลัง Bitcoin Halving
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือวัฏจักรธรรมชาติของตลาดคริปโท จากสถิติในอดีต บิทคอยน์มักจะทำจุดสูงสุดภายใน 18 เดือนหลังจากเหตุการณ์ Halving (การลดรางวัลที่นักขุดได้รับลงครึ่งหนึ่ง) แล้วจึงเข้าสู่ช่วงปรับฐาน
ในรอบล่าสุด Bitcoin ทำ All-Time High เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งตรงกับกรอบเวลาดังกล่าว และตอนนี้ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงขาลงตามวัฏจักร
4. แรงขายจาก Bitcoin ETF
การที่กองทุน Bitcoin ETF (Exchange-Traded Fund หรือกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ลงทุนในบิทคอยน์) มีเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่กำลังลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล
สิ่งนี้สร้างแรงกดดันด้านอุปทานในตลาด เพราะเมื่อมีคนขายมากกว่าซื้อ ราคาก็จะลดลงตามกลไกตลาด
5. สภาพคล่องโลกที่เติบโตชะลอลง
ณัฐพงษ์ ชรัวสวรรค์ จากคริปโตมายด์ แอดไวเซอรี่ ชี้ให้เห็นว่าปริมาณ Stablecoin (สกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ผูกกับสกุลเงินจริง เช่น USDT, USDC) ในตลาดกำลังลดลง
Stablecoin เปรียบเหมือน "เงินสด" ในโลกคริปโท เมื่อปริมาณลดลง หมายความว่าเม็ดเงินที่พร้อมจะเข้ามาซื้อมีน้อยลง ทำให้ตลาดขาดแรงซื้อที่จะพยุงราคา
หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจที่ผู้เชี่ยวชาญนำมาวิเคราะห์คือ "ต้นทุนเฉลี่ย" ของนักลงทุนกลุ่มต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นภาพว่าใครกำลังขาดทุน ใครยังมีกำไรอยู่ และที่ไหนคือจุดที่น่าจะเป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง
กลุ่มนักลงทุนแบ่งตามต้นทุน
ผู้ถือครองระยะยาว (Long Term Holder):
ต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 43,300 ดอลลาร์
กลุ่มนี้ยังคงมีกำไรอยู่แม้ราคาจะปรับลงมาค่อนข้างมาก
มักเป็นผู้ที่เชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของ Bitcoin และมักจะไม่ขายง่ายๆ
ผู้ถือครองระยะสั้น (Short Term Holder):
ต้นทุนเฉลี่ยสูงถึง 91,000 ดอลลาร์
กลุ่มนี้กำลังเผชิญภาวะขาดทุนอย่างหนัก
เป็นผู้ที่เข้ามาซื้อในช่วงราคาสูง และมีแนวโน้มที่จะตัดขาดทุนหากราคาลงต่อ
ราคาต้นทุนเฉลี่ยของตลาดโดยรวม:
เมื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนของเหรียญทั้งหมดในระบบ ราคาอยู่ที่ประมาณ 55,000-56,000 ดอลลาร์
ระดับนี้ถือเป็นจุดสำคัญในการประเมินมูลค่าตลาด
ข้อมูลเหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง?
ประการแรก ราคาปัจจุบันที่อยู่ในช่วง 60,000-70,000 ดอลลาร์นั้นอยู่กึ่งกลางระหว่างต้นทุนของนักลงทุนระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งหมายความว่าตลาดกำลังอยู่ในสภาวะที่ "ไม่แพงจนเกินไป แต่ก็ยังไม่ถูกมากพอ"
ประการที่สอง เมื่อราคาเข้าใกล้ระดับ 55,000-56,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นต้นทุนเฉลี่ยของตลาด เราจะเริ่มเห็นแรงซื้อที่แข็งแกร่งขึ้น เพราะหลายคนจะมองว่าเป็นราคาที่ "ยุติธรรม" หรือ "ราคาทุน"
ประการสุดท้าย ยิ่งราคาลงต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของตลาดเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเป็นจุดซื้อที่ดีสำหรับนักลงทุนระยะยาวมากขึ้นเท่านั้น
คำถามสำคัญที่นักลงทุนทุกคนอยากรู้คือ "ราคาเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมที่จะเข้าซื้อหรือสะสม Bitcoin?"
จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ได้ข้อสรุปที่ค่อนข้างสอดคล้องกันว่า:
โซนราคาที่เริ่มมีความปลอดภัยและน่าพิจารณาเข้าลงทุน คือ 50,000 ดอลลาร์ปลายๆ ถึง 60,000 ดอลลาร์ต้นๆ
เหตุผลมีดังนี้:
ใกล้เคียงกับต้นทุนเฉลี่ยของตลาด (55,000-56,000 ดอลลาร์) ซึ่งเป็นจุดที่มักจะมีแนวรับที่แข็งแกร่ง
อยู่ในแนวรับเชิงสถิติ (50,500-56,800 ดอลลาร์) ที่ตลาดเคยฟื้นตัวในอดีต โดยเฉพาะในปี 2021
เป็นระดับที่การปรับฐานอยู่ในกรอบ 55-60% จากจุดสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการปรับฐานในรอบก่อนๆ
แม้ว่าราคาจะเข้าใกล้โซนที่น่าสะสม แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง เพราะ:
การดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็วอาจไม่ยั่งยืน: ในช่วงที่ผ่านมา Bitcoin เคยดีดตัวจาก 60,000 ดอลลาร์ขึ้นไปแตะ 69,000 ดอลลาร์อย่างรวดเร็ว แต่ก็ปรับลงมาอีก การเคลื่อนไหวแบบนี้แสดงให้เห็นว่าตลาดยังไม่มีเสถียรภาพ และอาจมีแรงขายทำกำไรสลับออกมาได้
อาจมีการทดสอบแนวรับอีกครั้ง: จากสถิติในอดีต ตลาดหมีมักจะมีการทดสอบแนวรับหลายครั้งก่อนที่จะฟื้นตัวจริงๆ ดังนั้น แม้ราคาจะลงมาถึงโซนที่น่าสนใจแล้ว แต่อาจยังไม่ใช่จุดต่ำสุด
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือการคาดการณ์ว่าตลาดหมีรอบนี้จะกินเวลานานแค่ไหน และจะรุนแรงเพียงใด
สถิติจากอดีต
กันตณัฐ วุฒิธร วิเคราะห์จากข้อมูลในอดีตว่า:
ระยะเวลา: ช่วงขาลงของ Bitcoin มักกินเวลาประมาณ 12 เดือน
ความรุนแรง: การปรับฐานในแต่ละรอบมีแนวโน้มลดลง
รอบแรก: -88%
รอบที่สอง: -84%
รอบที่สาม: -78%
คาดการณ์สำหรับรอบปัจจุบัน
สำหรับรอบนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า:
การปรับลดอาจอยู่ในช่วง 50-70% จากจุดสูงสุด
ปัจจุบันราคาปรับลงมาแล้วประมาณ 50% ซึ่งหมายความว่า:
หากปรับลงแค่ 50% เราอาจกำลังใกล้จุดต่ำสุดแล้ว
หากปรับลงถึง 70% ราคาอาจลงไปแตะระดับ 40,000 ดอลลาร์ปลายๆ
ตลาดอาจซึมตัวต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งหมายความว่าเราอาจต้องรอความชัดเจนของทิศทางตลาดอีกหลายเดือน
หากดูจากแนวโน้มที่ความรุนแรงของการปรับฐานลดลงในแต่ละรอบ นี่อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดคริปโทเคอร์เรนซีกำลังเติบโตและมีเสถียรภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ปัจจุบัน Bitcoin ได้รับการยอมรับมากขึ้นจากนักลงทุนสถาบัน รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ETF ซึ่งช่วยรองรับความต้องการและลดความผันผวนได้ในระดับหนึ่ง
เมื่อเราเข้าใจสถานการณ์และประเมินโซนราคาที่น่าสนใจแล้ว คำถามต่อมาคือ "เราควรทำอย่างไรในภาวะนี้?"
1. ถือเงินสดและรอจังหวะ
นี่คือคำแนะนำหลักที่ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านให้ไว้อย่างสอดคล้องกัน
ทำไมถึงควรถือเงินสด?
ในตลาดหมี การถือเงินสดคือการรักษา "กำลังซื้อ" ไว้
คุณจะไม่เสี่ยงต่อการขาดทุนเพิ่มหากราคาลงต่อ
เมื่อโอกาสมาถึง คุณจะมีเงินพร้อมที่จะเข้าซื้อในราคาที่ดี
วิธีปฏิบัติ:
หากมีเงินทุนใหม่ อย่าเพิ่งรีบลงทุนทันที
หากถือครองสินทรัพย์อยู่และยังมีกำไร อาจพิจารณาขายบางส่วนเพื่อล็อกกำไร
หากขาดทุนอยู่แล้ว ให้พิจารณาว่าควรตัดขาดทุนหรือถือต่อ โดยดูที่ศักยภาพของสินทรัพย์นั้นๆ
2. เน้นลงทุนใน Bitcoin เป็นหลัก
ณัฐพงษ์ ชรัวสวรรค์ แนะนำชัดเจนว่า หากต้องการลงทุนในภาวะนี้ ควรเน้น Bitcoin เป็นหลัก
เหตุผล:
Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีความแข็งแกร่งที่สุด
มีสภาพคล่องสูง ซื้อขายง่าย
ได้รับการยอมรับมากที่สุดทั้งจากนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน
มีข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมกว่าสกุลอื่น
สกุลเงินดิจิทัลอื่นที่น่าจับตาเมื่อตลาดฟื้นตัว:
Ethereum (ETH)
BNB
XRP
Solana (SOL)
สกุลเหล่านี้เป็นเหรียญที่อยู่ใน Top 10 และมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ตามสถิติปี 2024 กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก
3. ทยอยสะสมแทนการลงทุนก้อนเดียว
แทนที่จะใช้เงินทั้งหมดซื้อในครั้งเดียว ควรใช้กลยุทธ์การ "ทยอยสะสม" (Dollar Cost Averaging - DCA)
วิธีปฏิบัติ:
แบ่งเงินทุนออกเป็น 3-5 ส่วน
ตั้งเป้าซื้อที่ระดับราคาต่างๆ เช่น 60,000, 57,000, 54,000, 51,000 ดอลลาร์
เมื่อราคาลงมาถึงระดับที่ตั้งไว้ ค่อยๆ ใช้เงินทุนส่วนหนึ่งเข้าซื้อ
ข้อดี:
ลดความเสี่ยงจากการซื้อที่ราคาสูง
ได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ดีกว่า
ลดแรงกดดันทางจิตใจจากการเห็นราคาลงหลังซื้อ
4. หลีกเลี่ยงการพึ่งพาการวิเคราะห์ทางเทคนิคมากเกินไป
ในภาวะตลาดผันผวนและมีปัจจัยพื้นฐานกดดันหนัก กันตณัฐ วุฒิธร แนะนำว่า:
ควรเน้นปัจจัยพื้นฐานมากกว่า:
ศึกษาว่าโปรเจกต์หรือสกุลเงินที่ถือครองมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งหรือไม่
มีทีมพัฒนาที่ดี มีการใช้งานจริง มีชุมชนที่แข็งแกร่ง
มีศักยภาพในการฟื้นตัวเมื่อตลาดดีขึ้น
การวิเคราะห์ทางเทคนิคอาจให้สัญญาณคลาดเคลื่อนได้: เพราะในช่วงตลาดหมี แนวรับและแนวต้านที่เคยใช้ได้ดีอาจถูกเจาะลงไปได้ง่าย
5. ตรวจสอบและปรับพอร์ตโฟลิโอ
นี่คือโอกาสที่ดีในการทบทวนสินทรัพย์ที่เราถือครองอยู่
คำถามที่ควรถามตัวเอง:
สกุลเงินที่ถือครองมีศักยภาพในการฟื้นตัวหรือไม่?
โปรเจกต์ยังมีการพัฒนาต่อเนื่องหรือไม่?
หากซื้อใหม่วันนี้ จะยังเลือกซื้อสกุลนี้อีกหรือไม่?
หากคำตอบคือ "ไม่": อาจถึงเวลาที่จะตัดขาดทุนและนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสดีกว่า
สถิติแสดงให้เห็นว่าในช่วงตลาดหมี สกุลเงินดิจิทัลขนาดเล็กหลายตัวจะไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ ในขณะที่สกุลใหญ่อย่าง Top 10 มักจะฟื้นตัวได้ดีกว่า
1. อย่าพยายาม "จับก้นตลาด"
หลายคนพยายามรอให้ราคาลงถึงจุดต่ำสุดจริงๆ ก่อนจะลงทุน แต่ความจริงคือ ไม่มีใครสามารถจับจังหวะได้แม่นยำ 100%
วิธีที่ดีกว่า: เมื่อราคาเข้ามาในโซนที่ประเมินว่าน่าสนใจแล้ว ให้เริ่มทยอยซื้อได้ แม้จะไม่ใช่ราคาต่ำสุด แต่ก็ได้ราคาที่ดีแล้ว
2. อย่าลงทุนเงินที่ไม่สามารถเสียได้
กฎเหล็กของการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงคือ "ใช้เงินที่เสียไปแล้วไม่กระทบชีวิตประจำวัน"
อย่าลืมว่า:
ตลาดหมีอาจยาวนานกว่าที่คิด
ราคาอาจลงต่ำกว่าที่คาดการณ์
คุณจะต้องมีเงินสดเหลือเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
3. อย่าปล่อยให้อารมณ์ครอบงำการตัดสินใจ
ในภาวะตลาดผันผวน อารมณ์มักจะเป็นศัตรูที่ใหญ่ที่สุดของนักลงทุน
ความกลัว (Fear) ทำให้ขายทิ้งในราคาต่ำ หรือไม่กล้าซื้อเมื่อราคาถูก ความโลภ (Greed) ทำให้ซื้อมากเกินไป หรือใช้เลเวอเรจที่สูงเกินไป ความหวัง (Hope) ทำให้ถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีศักยภาพต่อไป เพราะหวังว่าจะกลับมา
แนวทางแก้ไข: มีแผนการลงทุนที่ชัดเจนและยึดมั่นในแผนนั้น ตัดสินใจด้วยเหตุผลและข้อมูล ไม่ใช่อารมณ์
4. อย่าหลงเชื่อคำหวานจากโซเชียลมีเดีย
ในช่วงตลาดหมี มักมี "กูรูปลอม" หรือผู้ที่อ้างว่ารู้จุดต่ำสุดของตลาดออกมามากมาย
ควรระวัง:
คนที่บอกว่ารู้แน่ว่าราคาจะลงหรือขึ้นแน่นอน
การชักชวนให้ซื้อเหรียญที่ไม่มีชื่อเสียง โดยอ้างว่าจะรวยเร็ว
การให้คำแนะนำโดยไม่มีข้อมูลหรือเหตุผลสนับสนุนที่ชัดเจน
ควรทำ: ศึกษาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และตัดสินใจด้วยตัวเอง
เดิมที ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีมีวัฏจักรการขึ้นลงแบบ 4 ปี ที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ Bitcoin Halving ซึ่งเกิดขึ้นทุก 4 ปี
โครงสร้างวัฏจักร:
ปีที่ 1: หลัง Halving ตลาดเริ่มฟื้นตัว
ปีที่ 2: ราคาขึ้นแรง ทำจุดสูงสุด
ปีที่ 3: เข้าสู่ตลาดหมี ปรับฐาน
ปีที่ 4: ตลาดซบเซา เตรียมรอบใหม่
ณัฐพงษ์ ชรัวสวรรค์ มองว่าวัฏจักรแบบ 4 ปีนี้อาจมีความสำคัญลดลงในอนาคต
เหตุผล:
ตลาดคริปโทกำลังเติบโตและมีผู้เข้าร่วมมากขึ้น
นักลงทุนสถาบันเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกี่ยวข้องมีความหลากหลายมากขึ้น
ปัจจัยใหม่ที่มีความสำคัญมากขึ้น:
สภาพคล่องของระบบการเงินโลก นี่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางหลักของตลาด
นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะเฟดสหรัฐ
การนำ Blockchain ไปใช้งานจริง ในภาคธุรกิจและภาครัฐ
ดังนั้น นักลงทุนควรติดตามปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิด มากกว่าการพึ่งพาวัฏจักร 4 ปีเพียงอย่างเดียว
หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจคือกรณีของ MicroStrategy บริษัทที่ลงทุนใน Bitcoin มากที่สุดในโลก
สถานการณ์ปัจจุบัน:
MicroStrategy มีต้นทุนเฉลี่ยในการถือครอง Bitcoin ที่ราว 76,000 ดอลลาร์
ราคาปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าต้นทุนนี้
แต่บริษัทยืนยันว่าจะไม่ขายสินทรัพย์
บทเรียนที่ได้:
การลงทุนระยะยาวต้องมีความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่ง แม้กระทั่งบริษัทขนาดใหญ่ก็อาจเผชิญภาวะขาดทุนชั่วคราว แต่หากเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาว ก็สามารถถือครองต่อไปได้
ผลกระทบทางจิตวิทยาเป็นเรื่องจริง การที่ราคาอยู่ต่ำกว่าต้นทุนสร้างแรงกดดันทางจิตใจได้มาก ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการมีแผนการลงทุนที่ชัดเจนจึงสำคัญ
อย่าลงทุนในราคาที่สูงเกินไป หาก MicroStrategy ทยอยซื้อมากกว่านี้ ต้นทุนเฉลี่ยก็จะไม่สูงขนาดนี้
ตลาดหมีเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับนักลงทุนทุกคน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นโอกาสสำหรับผู้ที่มีความรู้และความอดทน
สิ่งสำคัญที่ต้องจำ:
1. ตลาดหมีเป็นเรื่องปกติในวัฏจักรของคริปโทเคอร์เรนซี ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นช่วงพักของตลาดก่อนจะเริ่มรอบใหม่
2. การถือเงินสดคือพลัง ในช่วงที่ทุกคนกลัวและราคาตกต่ำ การมีเงินสดพร้อมจะทำให้คุณสามารถคว้าโอกาสได้
3. โซนราคา 50,000-60,000 ดอลลาร์เป็นจุดที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเข้าซื้อในครั้งเดียว ใช้กลยุทธ์ทยอยสะสม
4. เน้น Bitcoin และสกุลใหญ่ Top 10 เพราะมีโอกาสฟื้นตัวสูงกว่าสกุลเล็กที่อาจหายไปในตลาดหมี
5. อย่าพยายามจับจังหวะให้แม่นยำ 100% สิ่งสำคัญคือได้ราคาที่ดีพอ ไม่จำเป็นต้องได้ราคาต่ำสุด
6. มีแผนและวินัยในการดำเนินตามแผน อย่าปล่อยให้อารมณ์มาครอบงำการตัดสินใจ
7. ติดตามปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะสภาพคล่องโลกและนโยบายการเงินของธนาคารกลาง
แม้ตอนนี้ตลาดจะดูมืดมน แต่จากประวัติศาสตร์ของคริปโทเคอร์เรนซี เราเห็นว่าหลังจากทุกครั้งที่ตลาดหมีจบลง ตลาดกระทิงที่ตามมามักจะแข็งแกร่งกว่าเดิม
นักลงทุนที่อดทนในช่วงตลาดหมี ใช้เวลานี้ในการศึกษาและสะสมสินทรัพย์ในราคาที่ดี มักจะเป็นผู้ที่ได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุดเมื่อตลาดฟื้นตัว
ดังนั้น อย่าท้อแท้ ใช้เวลานี้ในการเตรียมตัวให้พร้อม และเมื่อตลาดกระทิงกลับมา คุณจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด
จากสถิติในอดีต ตลาดหมีของ Bitcoin มักกินเวลาประมาณ 12 เดือน โดยในช่วงนี้ราคาอาจปรับลงจากจุดสูงสุดได้ 50-80% ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ในแต่ละรอบ สำหรับรอบปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าตลาดอาจซบเซาต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 ของปี 2026 อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของการปรับฐานมีแนวโน้มลดลงในแต่ละรอบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังเติบโตและมีเสถียรภาพมากขึ้น นักลงทุนควรอดทนและใช้เวลานี้ในการศึกษาและเตรียมตัวสำหรับรอบขาขึ้นในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านให้ความเห็นสอดคล้องกันว่าโซนราคา 50,000 ดอลลาร์ปลายๆ ถึง 60,000 ดอลลาร์ต้นๆ เป็นระดับที่เริ่มน่าสนใจสำหรับการพิจารณาเข้าลงทุน เนื่องจากใกล้เคียงกับต้นทุนเฉลี่ยของตลาดที่ประมาณ 55,000-56,000 ดอลลาร์ และอยู่ในแนวรับเชิงสถิติที่ตลาดเคยฟื้นตัวในอดีต อย่างไรก็ตาม แทนที่จะใช้เงินทั้งหมดซื้อในครั้งเดียว ควรใช้กลยุทธ์การทยอยสะสม (Dollar Cost Averaging) โดยแบ่งเงินทุนเป็นหลายส่วนและซื้อที่ระดับราคาต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงและได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ดีกว่า
ในภาวะตลาดหมี ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เน้นลงทุนใน Bitcoin เป็นหลัก เนื่องจากเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีความแข็งแกร่งที่สุด มีสภาพคล่องสูง และได้รับการยอมรับมากที่สุด นอกจากนี้ ควรพิจารณาสกุลเงินดิจิทัลอื่นที่อยู่ใน Top 10 เช่น Ethereum (ETH), BNB, XRP และ Solana (SOL) เนื่องจากตามสถิติปี 2024 เหรียญกลุ่ม Top 10 เป็นกลุ่มเดียวที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก ควรหลีกเลี่ยงสกุลเงินดิจิทัลขนาดเล็กหรือไม่มีชื่อเสียง เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สามารถฟื้นตัวได้เมื่อตลาดหมีจบลง และอาจหายไปจากตลาดโดยสิ้นเชิง
มีปัจจัยหลักหลายประการที่กดดันตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ได้แก่ (1) ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐ โดยเฉพาะการที่ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่มีจุดยืนไม่สนับสนุน QE ทำให้สภาพคล่องลดลง (2) กระแสเงินทุนหมุนเวียนออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ และตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้น (3) วัฏจักร 18 เดือนหลัง Bitcoin Halving ซึ่งตามสถิติแล้วตลาดมักทำจุดสูงสุดแล้วเข้าสู่ช่วงปรับฐาน (4) เงินทุนไหลออกจากกองทุน Bitcoin ETF อย่างต่อเนื่อง และ (5) ปริมาณ Stablecoin ในตลาดที่ลดลง ทำให้ขาดเม็ดเงินใหม่เข้ามาพยุงราคา ปัจจัยเหล่านี้รวมตัวกันสร้างแรงกดดันต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ