เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-13
ตลาดการเงินโลกเพิ่งผ่านวันที่หลายคนอาจจดจำไปตลอดชีวิต เมื่อทุกสินทรัพย์ดิ่งลงพร้อมกันอย่างที่ไม่เคยเห็นมานานหลายปี ไม่ว่าจะเป็นหุ้นเทคโนโลยี ราคาทองคำ เงิน (Silver) หรือแม้กระทั่งบิตคอยน์ ทุกอย่างกลายเป็นสีแดงเรื่อตลอดทั้งจอ
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การปรับฐานตามปกติ แต่เป็น "จุดเปลี่ยนทางจิตวิทยา" ครั้งสำคัญของตลาด จากยุคที่ทุกคนตื่นเต้นกับเทคโนโลยี AI แบบไม่มีขีดจำกัด (AI-phoria) กลับกลายเป็นความหวาดกลัวว่า AI จะมาทำลายธุรกิจและงานของเราจนเจ๊ง (AI-phobia)
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกมุมของเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้ ตั้งแต่สาเหตุที่แท้จริงของการเทขาย ไปจนถึงผลกระทบต่อการลงทุนของคุณในอนาคต

ย้อนกลับไป 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกหลั่งไหลเข้าซื้อหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ด้วยความเชื่อมั่นสูงสุด เพราะมองว่า AI จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ทำงานเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำกำไรได้มากขึ้น ทุกคนมองหา "ผู้ชนะ" ในยุค AI
แต่ตอนนี้ มุมมองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คำถามที่นักลงทุนถามตัวเองกลายเป็นว่า "AI จะเข้ามาทำลายโมเดลธุรกิจของใครบ้าง?" และแทนที่จะไล่หา "ผู้ชนะ" ตลาดกลับหันมาระแวดระวังและเทขายหุ้นของ "ผู้แพ้" ที่อาจจะถูก AI ดิสรัปต์
ในวันที่เกิดเหตุ ดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชั้นนำ ดิ่งลงถึง 2% ส่วน S&P 500 ก็ปรับตัวลดลง 1.6% สาเหตุไม่ใช่เพราะบริษัทเหล่านี้มีผลประกอบการที่แย่ลง แต่มาจากความกังวลใจของนักลงทุนที่เริ่มเห็น "ด้านมืด" ของ AI มากขึ้น
Steve Sosnick จาก Interactive Brokers เปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่าเหมือนกับ "ทุ่นระเบิด AI" ที่ฝังอยู่เต็มไปหมดในตลาด และที่น่ากลัวที่สุดคือระเบิดเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่มันกำลังระเบิดลามไปทุกอุตสาหกรรม
ธุรกิจที่เคยดูปลอดภัยอย่างประกันภัย การจัดการกองทุนความมั่งคั่ง (Wealth Management) และนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ตอนนี้กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูก AI เข้ามาแย่งงานและทำลายความสามารถในการทำกำไร
ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความกลัวนี้ปะทุขึ้นมา คือการที่ Anthropic ซึ่งเป็นบริษัท AI คู่แข่งสำคัญของ OpenAI ได้ปล่อยเครื่องมือใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานแทนคนในหลายอุตสาหกรรมแบบครบวงจรและอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
นักลงทุนเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่านวัตกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่ "เครื่องมือช่วยงาน" อีกต่อไป แต่เป็น "ตัวแทนที่จะมาทำงานแทนคน" จริงๆ ซึ่งอาจเป็นจุดจบของธุรกิจดั้งเดิมนับไม่ถ้วน
สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นไปอีกคือบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Big Tech) ต่างพากันระดมทุนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อลงทุนสร้าง AI ทำให้ตลาดสินเชื่อ (Credit Market) อยู่ในภาวะเปราะบาง โดยเฉพาะเมื่อส่วนชดเชยความเสี่ยง (Risk Premiums) อยู่ในระดับต่ำมาก ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินในอดีต
ตัวอย่างที่ชัดเจนและเจ็บปวดที่สุดในรอบนี้คือ Cisco Systems Inc. ที่หุ้นร่วงลงถึง 12% ภายในวันเดียว หลังจากบริษัทส่งสัญญาณว่ากำไรอาจไม่สวยหรูอย่างที่คาดหวัง เพราะต้นทุนชิปหน่วยความจำแพงขึ้น และความต้องการสินค้าบางประเภทเริ่มชะลอตัว
กรณีนี้เป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่าการลงทุนใน AI ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป และนักลงทุนเริ่มตระหนักว่าต้องมีการตรวจสอบตัวเลขจริงมากขึ้น ไม่ใช่แค่เชื่อตามกระแส
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อ OpenAI ออกมาเตือนสภานิติบัญญัติสหรัฐฯ ว่าคู่แข่งจากจีนอย่าง DeepSeek กำลังใช้วิธีการที่ไม่เป็นธรรมและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อดึงข้อมูลจากโมเดล AI ของสหรัฐฯ ไปใช้เทรนแชทบอทตัวเก่งของตัวเอง (R1 chatbot)
สถานการณ์นี้ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับอนาคตของอุตสาหกรรม AI ทั้งหมด

ปรากฏการณ์ที่นักลงทุนต้องตกใจ
สิ่งที่ทำให้นักลงทุนหลายคนตกใจมากที่สุดในวันนั้น คือการที่ ราคาทองคำ ซึ่งปกติจะเป็น "สินทรัพย์ปลอดภัย" (Safe Haven) ที่ผู้คนจะแห่ซื้อเมื่อตลาดหุ้นตก กลับดิ่งลงไปพร้อมกับหุ้นด้วย
ราคาทองคำ Spot ร่วงลงถึง 3.2% มาอยู่ที่ระดับ 4,920 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนโลหะเงิน (Silver) อาการหนักกว่ามาก ทรุดฮวบลงไปถึง 11% ภายในวันเดียว
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ปัจจัยพื้นฐานของทองคำเปลี่ยนแปลงไป แต่ตัวการสำคัญคือ Algorithmic Trading หรือการเทรดด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่า CTAs (Commodity Trading Advisers) ซึ่งเป็นกองทุนที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์จับสัญญาณเทรดตามแนวโน้ม (Momentum-driven)
เมื่อตลาดหุ้นเริ่มพังเพราะข่าว AI หุ่นยนต์เทรดเหล่านี้ตรวจจับความเสี่ยงได้และสั่ง "เทขาย" อัตโนมัติทันที เมื่อราคาทองคำเริ่มลดลงเพียงนิดเดียว ระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกก็สั่งขายพร้อมกัน ทำให้เกิด "หลุมอากาศทางราคา" (Air-pocket) คือราคาร่วงลงไปในสุญญากาศแบบไม่มีใครมารับซื้อทัน
อีกสาเหตุสำคัญคือ Margin Call หรือการถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม นักลงทุนรายใหญ่ที่เจ็บหนักจากตลาดหุ้นที่ร่วงลง ต้องการเงินสดด่วนเพื่อไปเติมพอร์ตหุ้นไม่ให้ถูกบังคับขาย (Force Sell)
สิ่งที่พวกเขาทำคือขายอะไรก็ได้ที่ขายง่ายและมีกำไรอยู่ และคำตอบก็คือ ราคาทองคำ ที่กำลังอยู่ในระดับสูงและมีสภาพคล่องดี ทองคำจึงกลายเป็นแหล่งระดมเงินสด (Liquidity Provider) ให้กับคนที่กำลังจมน้ำในตลาดหุ้น
สำหรับโลหะเงิน (Silver) ที่ร่วงหนักถึง 11% มีปัจจัยเพิ่มเติมจากการเก็งกำไรในตลาดอนุพันธ์ (Options Market) โดยเฉพาะสัญญา Call Options เดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ที่มีการเทขายออกมาอย่างหนักจากนักลงทุนที่เคยซื้อไว้ตอนราคาแพง
เมื่อราคาเริ่มลง คนกลุ่มนี้รีบโดดหนีตายตามกันมา ทำให้แรงขายทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก
แม้ราคาทองคำจะโดนทุบจนหนัก แต่มุมมองระยะยาวจากธนาคารใหญ่อย่าง JPMorgan, Deutsche Bank และ Goldman Sachs ยังคงมองบวก โดยยังคงเป้าหมายราคาทองคำไว้ที่ 6,000-6,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปีนี้
เหตุผลคือปัจจัยหนุนหลักยังคงอยู่ครบ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการที่โลกกำลังพยายามลดการถือครองดอลลาร์ (De-dollarization) การร่วงลงครั้งนี้เป็นเพียงการล้างบางนักเก็งกำไรระยะสั้น เพื่อเตรียมขึ้นรอบใหม่ที่แข็งแกร่งกว่า
ในวันที่หุ้นเทคโนโลยีพัง ราคาทองคำร่วง และคริปโตดิ่งเหว มีเพียงที่เดียวเท่านั้นที่เงินทุนทั่วโลกไหลไปรวมกัน นั่นคือ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury Bonds)
การประมูลพันธบัตรอายุ 30 ปี มูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์ที่เพิ่งผ่านไป พบว่ามีความต้องการซื้อสูงระดับประวัติการณ์ สิ่งนี้บอกว่า "เงินก้อนใหญ่" (Smart Money) กำลังกลัวสุดขีด และยอมเอาเงินไปฝากไว้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ยาวถึง 30 ปี เพื่อแลกกับความปลอดภัย
แรงซื้อที่มหาศาลนี้กดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ร่วงลง โดยเฉพาะตัวสำคัญ:
Bond Yield 10 ปี: ลดลง 7 basis points มาอยู่ที่ 4.10%
Bond Yield 30 ปี: ลดลง 8 basis points มาอยู่ที่ 4.73%
Bond Yield 2 ปี: ลดลง 6 basis points มาอยู่ที่ 3.45%
(หมายเหตุ: ราคาพันธบัตรขึ้น = ยีลด์ลดลง)
ความน่าสนใจคือการที่คนแห่ซื้อพันธบัตรตอนนี้ ไม่ใช่เพราะหวังว่า Fed จะลดดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ เพราะตลาดรู้ดีว่าโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมนั้นน้อยมาก และตลาดมองข้ามไปที่การลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนกรกฎาคมเลยด้วยซ้ำ
แต่ที่คนยอมซื้อพันธบัตรตอนนี้ เพราะมันคือ "ความกลัวล้วนๆ" (Flight to Safety)
ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลกำลังเนื้อหอม ตลาดพันธบัตรภาคเอกชน (Corporate Bonds) หรือหุ้นกู้บริษัท โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง กลับกำลังเจอฝันร้าย
Christian Hoffmann จาก Thornburg Investment Management ชี้ให้เห็นว่าความกลัวเรื่อง AI กำลังลามไปสู่ตลาดตราสารหนี้แล้ว ทำให้นักลงทุนเริ่มเทขายหุ้นกู้ของบริษัทที่เสี่ยงจะโดน AI ดิสรัปต์ เพราะกลัวว่าบริษัทเหล่านี้จะเจ๊งหรือผิดนัดชำระหนี้ในอนาคต
ในขณะที่ตลาดหุ้นกำลังปั่นป่วน ในฝั่งภูมิรัฐศาสตร์กลับมี Big Deal เกิดขึ้น เมื่อสหรัฐฯ และไต้หวันจับมือเซ็นสัญญาการค้าฉบับใหม่ที่ไม่ใช่แค่การค้าขายธรรมดา แต่เป็นการ "ล็อกเป้า" ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี (Tech Supply Chain) ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เนื้อหาสำคัญของดีล
ไต้หวันทุ่มสุดตัว:
ซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ มูลค่ารวมกว่า 44,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท)
สั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์และอะไหล่จากสหรัฐฯ อีก 15,000 ล้านดอลลาร์
ลงทุนซื้ออุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าอีก 25,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2029
เปิดประตูการค้า:
ไต้หวันยอมเปิดตลาดรับสินค้าสหรัฐฯ แบบเต็มรูป ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู ข้าวสาลี ยา และรถยนต์
แลกกับการที่สหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้าสินค้าไต้หวันจาก 20% เหลือ 15%
ไฮไลต์จริงๆ อยู่ที่เรื่อง "ชิป" ไต้หวันยอมทุ่มเงินลงทุนโดยตรง (Direct Investment) ในสหรัฐฯ ถึง 250,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ AI และพลังงาน แถมยังมีวงเงินค้ำประกันเงินกู้อีก 250,000 ล้านดอลลาร์
Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศชัดว่าเป้าหมายคือ "ดึงกำลังการผลิตชิป 40% ของไต้หวันมาไว้ที่อเมริกา"
ไต้หวันผลิตชิปขั้นสูง 90% ของโลก ซึ่งเปรียบเสมือนเกราะป้องกันตัวเอง เพราะทุกประเทศต้องพึ่งพาไต้หวัน แต่ถ้าไต้หวันย้ายฐานผลิตไปสหรัฐฯ หมด ชาวไต้หวันเริ่มกังวลว่าอเมริกาจะยังสนใจมาช่วยปกป้องไต้หวันอยู่ไหม ถ้าจีนบุก
นอกจากนี้ ฝ่ายค้านในไต้หวัน (พรรคก๊กมินตั๋ง) ออกมาโจมตีรัฐบาลว่าดีลนี้ "ขาดความโปร่งใส" และกังวลเรื่องความปลอดภัยของอาหาร โดยเฉพาะสารเร่งเนื้อแดงในหมูและวัวจากสหรัฐฯ
แม้ตลาดหุ้นจะดูแย่ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจจริงยังดูประคองตัวได้ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (Jobless Claims) ล่าสุดลดลง 5,000 ราย เหลือ 227,000 ราย ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานยังไม่ได้พังทลายตามราคาหุ้น
นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ไม่น่าจะลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคมนี้ โดยมองข้ามไปที่การลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนกรกฎาคมแทน
การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินในยุค AI นี้มีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจอย่างรวดเร็ว และผลกระทบต่อการลงทุนเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์
การรู้ว่า "จุดเปลี่ยน" ของตลาดเกิดขึ้นตอนไหน จะช่วยให้คุณปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ทันท่วงที
เหตุการณ์ครั้งนี้สอนเราว่า "สินทรัพย์ปลอดภัย" อย่างราคาทองคำก็อาจจะไม่ปลอดภัยเสมอไป เมื่อเจอกับการเทขายแบบ Systemic Risk (ความเสี่ยงที่กระทบทั้งระบบ)
การเข้าใจว่าสินทรัพย์แต่ละประเภทมีความเสี่ยงอะไรบ้าง และเมื่อไหร่ที่มันอาจจะเคลื่อนไหวไปพร้อมกัน จะช่วยให้คุณบริหารพอร์ตการลงทุนได้ดีขึ้น
1. ช่วยให้ตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น
เมื่อคุณเข้าใจว่าทำไมตลาดถึงเปลี่ยน จาก "คลั่งรัก AI" เป็น "หวาดผวา AI" คุณจะสามารถมองเห็นโอกาสและความเสี่ยงที่คนอื่นมองไม่เห็น
2. หลีกเลี่ยงการตัดสินใจตามอารมณ์
การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมราคาทองคำถึงร่วง (เพราะ Algorithmic Trading และ Margin Call) จะช่วยให้คุณไม่ตื่นตระหนกและเทขายทองคำที่ถืออยู่ตามอารมณ์
3. มองเห็นแนวโน้มระยะยาว
แม้ตลาดจะผันผวนในระยะสั้น แต่การเข้าใจปัจจัยพื้นฐานที่ยังคงหนุน เช่น การ De-dollarization และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังหนุนราคาทองคำในระยะยาว จะช่วยให้คุณไม่พลาดโอกาสทองที่จะสะสมในราคาที่ดี
เข้าใจผิดที่ 1: "AI กำลังจะทำให้บริษัทเทคโนโลยีล้มละลายหมด"
ความจริง: AI ไม่ได้ทำให้บริษัทเทคโนโลยีล้มละลาย แต่มันกำลังเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ บริษัทที่ปรับตัวไม่ทันจะโดนกระทบ แต่บริษัทที่นำ AI มาใช้ได้ดีก็จะแข็งแกร่งขึ้น
ตลาดกำลังทำการ "คัดแยก" ว่าใครจะเป็นผู้ชนะและผู้แพ้
เข้าใจผิดที่ 2: "ทองคำไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัยอีกต่อไป"
ความจริง: ราคาทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะยาว การร่วงลงครั้งนี้เกิดจากปัจจัยทางเทคนิค (Algorithmic Trading และ Margin Call) ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนแปลง
หลังจากผ่านพ้นช่วงนี้ไป คาดว่าราคาทองคำจะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง
เข้าใจผิดที่ 3: "ตอนนี้ควรขายหมดและถือเงินสด"
ความจริง: การขายหมดเพราะกลัวอาจทำให้คุณพลาดโอกาส การกระจายความเสี่ยงและถือสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีต่อไป พร้อมกับเก็บเงินสดบางส่วนไว้เผื่อเก็งกำไรเมื่อราคาดี น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่า
ยุคของการลงทุนแบบ "ตามกระแส" จบลงแล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่าตลาดกำลังเริ่มตั้งคำถามกับ "ความคุ้มค่า" ของ AI อย่างจริงจัง หุ้นที่เคยขึ้นแรงเพราะแค่กระแส AI อาจจะถูกตรวจสอบงบการเงินและโมเดลธุรกิจอย่างเข้มข้นในปี 2026 นี้
Brett Ewing จาก First Franklin Financial Services สรุปไว้ว่า "ยุคของการโกยเงินง่ายๆ จาก AI จบลงแล้ว" นักลงทุนจะหันมาขอดูตัวเลขจริง ทั้งอัตราการใช้งานจริงและการทำเงินที่จับต้องได้ ใครไม่มีของจริงให้ดู ก็เตรียมตัวโดนเทขาย
กลยุทธ์การลงทุนที่ควรทำ
1. กระจายความเสี่ยง: ไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวเกินไป แม้รอบนี้ราคาทองคำจะลงพร้อมหุ้น แต่ในระยะยาวยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ
2. ถือเงินสดไว้บางส่วน: เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับเก็งกำไรเมื่อตลาดมีโอกาส
3. อย่าตื่นตระหนกเทขายตามอารมณ์: ให้ดูที่พื้นฐานของสินทรัพย์ที่เราถือเป็นหลัก ถ้าพื้นฐานยังดีอยู่ การถือต่อหรือเพิ่มเมื่อราคาดีอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
4. ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด: โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) และการประชุม Fed ที่จะเป็นตัวชี้ชะตาทิศทางตลาดในสัปดาห์หน้า
เหตุการณ์ครั้งนี้สอนเราว่าตลาดการเงินเป็นเรื่องของ "จิตวิทยา" มากกว่าที่เราคิด การที่ตลาดเปลี่ยนจาก "คลั่งรัก" เป็น "หวาดผวา" ภายในเวลาไม่นาน แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ของมวลชนเปลี่ยนแปลงได้เร็วมาก
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวคือคนที่ไม่ตัดสินใจตามอารมณ์ แต่ตัดสินใจจากข้อมูลและความเข้าใจในปัจจัยพื้นฐาน
คำตอบ: การที่ราคาทองคำร่วงพร้อมกับหุ้นในครั้งนี้เกิดจากสองสาเหตุหลัก ได้แก่:
Algorithmic Trading: หุ่นยนต์เทรดอัตโนมัติ (CTAs) ตรวจจับความเสี่ยงจากตลาดหุ้นที่พัง และสั่งเทขายทองคำพร้อมกันทันที ทำให้ราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็ว
Margin Call: นักลงทุนรายใหญ่ที่เจ็บหนักจากตลาดหุ้น ต้องการเงินสดด่วนเพื่อเติมหลักประกัน จึงขายทองคำออกมาเพื่อระดมเงินสด
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงปัจจัยระยะสั้น ธนาคารใหญ่ยังคงมองว่าราคาทองคำมีโอกาสขึ้นถึง 6,000-6,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในสิ้นปีนี้
คำตอบ: AI ไม่ได้ทำลายหุ้นเทคโนโลยีทั้งหมด แต่กำลังเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ บริษัทที่ปรับตัวไม่ทันหรือโดน AI ดิสรัปต์จะได้รับผลกระทบ ขณะที่บริษัทที่นำ AI มาใช้ได้ดีจะแข็งแกร่งขึ้น
ที่สำคัญคือตลาดเริ่มเรียกร้อง "ผลลัพธ์จริง" แล้ว ไม่ใช่แค่กระแส นักลงทุนจะดูที่การทำเงินที่จับต้องได้มากขึ้น
คำตอบ: ไม่มีคำตอบเดียวที่เหมาะกับทุกคน แต่หลักการทั่วไปคือ:
กระจายความเสี่ยง: ลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท ทั้งหุ้น พันธบัตร ทองคำ และเงินสด
ดูที่พื้นฐาน: เลือกหุ้นที่มีโมเดลธุรกิจชัดเจนและไม่เสี่ยงโดน AI ดิสรัปต์มากนัก
รอจังหวะ: เก็บเงินสดบางส่วนไว้เพื่อเก็งกำไรเมื่อตลาดมีโอกาส
หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาที่ปรึกษาการลงทุนมืออาชีพ
คำตอบ: ดีลนี้มีผลกระทบหลายด้าน:
ในระยะสั้น: เพิ่มความมั่นใจให้กับตลาดว่าห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีจะแข็งแกร่งขึ้น
ในระยะยาว: อาจเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในภูมิภาค และส่งผลต่อความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน
นักลงทุนควรติดตามการประชุมระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิงในเดือนเมษายนนี้อย่างใกล้ชิด
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ