เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-13
หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยผ่านช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนมายาวนาน ความชัดเจนทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกลับมามองหาโอกาสในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง
ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ตอบสนองทันทีด้วยการปรับตัวขึ้นกว่า 2.7% ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนความเชื่อมั่นที่กลับมาของนักลงทุน ขณะที่ผู้จัดการกองทุนหลายรายเริ่มปรับกลยุทธ์การลงทุน มุ่งเป้าไปที่กลุ่มหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่
สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสในช่วงเวลานี้ การทำความเข้าใจถึง "ธีมการลงทุน" ที่โดดเด่นและกองทุนรวมที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 3 ธีมการลงทุนหลักที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าน่าสนใจ พร้อมวิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยงที่ควรพิจารณา
ก่อนที่เราจะเจาะลึกไปที่ 3 ธีมการลงทุน สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าทำไมความชัดเจนทางการเมืองถึงส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การกลับมาของกระแสเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow)
นักลงทุนต่างชาติมักจะลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง เมื่อภาพการเมืองชัดเจนขึ้น ความเชื่อมั่นกลับมา และกระแสเงินลงทุนจากต่างชาติก็เริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่มีสภาพคล่องสูงและพื้นฐานแข็งแกร่ง
ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายจัดการกองทุน บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า "การจัดตั้งรัฐบาลที่เร็วและมีเสียงข้างมากเด็ดขาด จะช่วยปลดล็อกความกังวลของนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หุ้นใหญ่ใน SET50 จะเป็นหัวหอกในการนำตลาดรอบนี้ เนื่องจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งและสภาพคล่องที่สูงจะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้กลับมาเพิ่มน้ำหนักในไทย"
ความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ
การที่พรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังคงมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้โครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) และ Smart City สามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด ความต่อเนื่องนี้ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในระยะยาว
การคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายสำนักประเมินว่าดัชนี SET Index มีโอกาสทดสอบระดับ 1,450-1,480 จุด ในระยะสั้นถึงกลาง จากระดับปัจจุบันที่อยู่ราว 1,400 จุด ซึ่งหมายความว่าตลาดยังมีพื้นที่ในการเติบโตอีกประมาณ 3-6% ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
ผู้จัดการกองทุนชั้นนำได้วิเคราะห์และคัดสรรกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจออกมาเป็น 3 ธีมหลัก ซึ่งแต่ละธีมมีเหตุผลและโอกาสการเติบโตที่แตกต่างกันไป มาดูกันว่าแต่ละธีมมีรายละเอียดอย่างไร
รัฐบาลใหม่มีนโยบายหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านมาตรการต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนโดยตรง นโยบายเด่นได้แก่:
โครงการคนละครึ่ง พลัส: รัฐบาลช่วยจ่ายค่าสินค้าและบริการ 50% ด้วยงบประมาณรวมกว่า 44,000 ล้านบาท โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการโดยตรง
มาตรการลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3 บาทต่อหน่วย: การลดต้นทุนค่าไฟฟ้าไม่เพียงช่วยเพิ่มกำลังซื้อในกระเป๋าประชาชนโดยตรง แต่ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับผู้ประกอบการธุรกิจอีกด้วย
กองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนในกลุ่มพาณิชย์และอุปโภคบริโภคจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง กลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ ได้แก่:
ห้างสรรพสินค้าและค้าปลีกสมัยใหม่
ร้านอาหารและธุรกิจบริการอาหาร
สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
ธุรกิจบันเทิงและท่องเที่ยว
เมื่อประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ยอดขายของธุรกิจเหล่านี้จะเติบโตตาม ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มนี้ดีขึ้น และราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น
ข้อควรพิจารณา
แม้ว่านโยบายกระตุ้นการบริโภคจะช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเร็วขึ้นในระยะสั้น แต่นักลงทุนควรติดตามว่ามาตรการเหล่านี้สามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนได้หรือไม่ เพราะเมื่อมาตรการสิ้นสุดลง กำลังซื้ออาจกลับมาปรับลดได้
รัฐบาลชุดใหม่มีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันโครงการขนาดใหญ่ที่ค้างอยู่ให้ดำเนินการต่อ และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนในครึ่งปีหลังของปี 2569 โครงการสำคัญ ได้แก่:
โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge): โครงการเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งจะเป็นเส้นทางการขนส่งทางเลือกใหม่ที่ช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
โครงการ Smart City: การพัฒนาเมองอัจฉริยะที่เน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการเมือง ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
โครงการก่อสร้างที่ค้างคา: โครงการต่างๆ ที่เคยชะลอตัวในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางการเมือง จะได้รับการผลักดันให้ดำเนินการต่อ
กองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและนิคมอุตสาหกรรม จะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุน กลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ ได้แก่:
บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมในการรับงานโครงการขนาดใหญ่
ผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น
บริษัทพัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่จะได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน
บริษัทที่ให้บริการทางด้านวิศวกรรมและออกแบบ
ข้อควรพิจารณา
การลงทุนในธีมนี้ต้องคำนึงถึงความสามารถในการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล และระยะเวลาในการดำเนินโครงการที่อาจยาวนาน นักลงทุนควรเลือกบริษัทที่มีแบ็คล็อก (คำสั่งซื้อที่ได้รับแล้ว) ที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์ในการทำงานกับภาครัฐ
เมื่อความชัดเจนทางการเมืองกลับมา นักลงทุนต่างชาติมักจะเลือกลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) เป็นอันดับแรก เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มีสภาพคล่องสูง พื้นฐานแข็งแกร่ง และมีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นขนาดเล็ก
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายสนับสนุน SMEs ด้วยการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท) และมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน เมื่อเศรษฐกิจฐานรากถูกกระตุ้น คุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารจะดีขึ้นตามไปด้วย
หุ้นธนาคารขนาดใหญ่: ได้ประโยชน์จากการปรับปรุงคุณภาพสินทรัพย์ เมื่อลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น กลุ่มธนาคารที่จ่ายเงินปันผลสูงจะเป็นที่สนใจของนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนสม่ำเสมอ
หุ้นกลุ่มสินเชื่อรายย่อย: ธนาคารที่ให้บริการสินเชื่อแก่ผู้บริโภคและ SMEs จะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของสินเชื่อ
หุ้น SET50: หุ้น 50 ตัวที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นไทย ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของเงินลงทุนจากต่างชาติ
พจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ กล่าวว่า "ในช่วงที่ความเชื่อมั่นกลับมา หุ้นที่มีศักยภาพการเติบโต (Growth Stock) อย่างหุ้นขนาดกลาง-ใหญ่ที่มีพื้นฐานดี จะมีแรงดีดกลับที่แรงกว่าตลาดทั่วไป เรามองหา Alpha (ผลตอบแทนส่วนเกินจากตลาด) ในกลุ่ม Growth Stock ผ่านกองทุนอย่าง ONE-THAIGROWTH ที่สามารถสร้างผลตอบแทนชนะตลาดได้"
ข้อควรพิจารณา
แม้ว่าหุ้นบิ๊กแคปจะมีความเสี่ยงต่ำกว่า แต่นักลงทุนต้องระวัง "Sell on Fact" หรือการขายทำกำไรหลังจากข่าวดีออกมาแล้ว เมื่อรัฐบาลจัดตั้งเสร็จสมบูรณ์ อาจมีแรงขายระยะสั้นเกิดขึ้นได้
การเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมแทนการซื้อหุ้นโดยตรงมีข้อดีหลายประการ โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนทั่วไปที่อาจไม่มีเวลาหรือความเชี่ยวชาญในการติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด
การกระจายความเสี่ยง
กองทุนรวมลงทุนในหุ้นหลายตัว ช่วยกระจายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนในหุ้นเพียงตัวเดียว หากหุ้นหนึ่งในพอร์ตมีผลประกอบการไม่ดี ยังมีหุ้นตัวอื่นที่อาจช่วยชดเชยได้
มีผู้เชี่ยวชาญดูแลจัดการ
ผู้จัดการกองทุนมีประสบการณ์และความรู้ในการวิเคราะห์หุ้น สามารถปรับพอร์ตการลงทุนตามสถานการณ์ตลาดได้อย่างทันท่วงที โดยนักลงทุนไม่ต้องกังวลเรื่องการติดตามข่าวสารหรือวิเคราะห์หุ้นเอง
เข้าถึงง่าย เริ่มต้นได้ด้วยเงินไม่มาก
การซื้อกองทุนรวมสามารถเริ่มต้นได้ด้วยเงินไม่มาก บางกองทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ทำให้นักลงทุนทุกระดับสามารถเข้าถึงโอกาสในตลาดหุ้นได้
สภาพคล่อง
กองทุนรวมสามารถซื้อขายได้ง่าย โดยทั่วไปสามารถไถ่ถอนเงินคืนได้ภายใน 2-5 วันทำการ ทำให้นักลงทุนมีความยืดหยุ่นในการจัดการเงินลงทุน
แม้ว่าบรรยากาศตลาดหุ้นไทยจะเป็นบวก แต่นักลงทุนควรตระหนักถึงความท้าทายและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
วินัยทางการคลัง
นโยบายประชานิยมที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล (กว่า 140,000 ล้านบาท) อาจกดดันระดับหนี้สาธารณะของประเทศ หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการด้านการคลังได้ดี อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว
การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
เศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตแบบ "Subdued Recovery" (ฟื้นตัวช้า) ที่ประมาณ 2.1-2.2% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพของประเทศ การเติบโตที่ช้าอาจทำให้ผลประกอบการของบริษัทไม่เป็นไปตามที่คาด
แรงขายหลังข่าวดี (Sell on Fact)
หลังจากที่ตลาดปรับตัวขึ้นจากข่าวดีเรื่องความชัดเจนทางการเมือง อาจมีนักลงทุนบางกลุ่มที่ทำกำไรและขายหุ้นออก ทำให้ตลาดปรับตัวลงในระยะสั้น นักลงทุนควรเตรียมพร้อมสำหรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
ปัจจัยภายนอก
สถานการณ์เศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย แม้ว่าสถานการณ์ภายในประเทศจะดีขึ้น
จากการวิเคราะห์ 3 ธีมการลงทุนและความเสี่ยงต่างๆ นักลงทุนควรมีกลยุทธ์ที่เหมาะสมดังนี้
ลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป (Dollar Cost Averaging)
แทนที่จะลงทุนเงินก้อนใหญ่ครั้งเดียว ลองพิจารณาการลงทุนเป็นงวดๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา วิธีนี้ช่วยลดผลกระทบจากการซื้อที่จุดสูงเกินไป
กระจายการลงทุนในหลายธีม
อย่าเลือกลงทุนในธีมเดียว แต่ควรกระจายการลงทุนในทั้ง 3 ธีม เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากโอกาสที่หลากหลาย และลดความเสี่ยงจากธีมใดธีมหนึ่งที่อาจไม่เป็นไปตามคาด
เลือกกองทุนที่มีผลงานดีในอดีต
พิจารณาผลการดำเนินงานของกองทุนในช่วง 1-3 ปีที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับกองทุนอื่นในกลุ่มเดียวกัน และดูค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บ
ตั้งเป้าหมายและระยะเวลาการลงทุนที่ชัดเจน
ก่อนลงทุน ควรกำหนดว่าต้องการผลตอบแทนเท่าไร และพร้อมที่จะลงทุนในระยะเวลาเท่าไร การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเมื่อเผชิญกับความผันผวนของตลาด
ติดตามและทบทวนพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
แม้จะลงทุนผ่านกองทุนที่มีผู้จัดการดูแล แต่นักลงทุนควรติดตามผลการดำเนินงานและปรับพอร์ตตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
ข้อควรระวังเมื่อลงทุนในช่วงตลาดขาขึ้น
เมื่อตลาดหุ้นเริ่มปรับตัวขึ้นแรง หลายคนอาจรู้สึกกลัวพลาดโอกาส (FOMO - Fear of Missing Out) และรีบเข้าลงทุนโดยไม่ได้วิเคราะห์อย่างรอบคอบ นี่คือข้อควรระวัง
อย่าลงทุนตามกระแส
แม้ว่าทุกคนจะพูดถึงหุ้นตัวใดตัวหนึ่งว่าดี แต่ควรทำความเข้าใจด้วยตนเองก่อนว่าหุ้นนั้นเหมาะกับคุณหรือไม่
ระวังการเก็งกำไรระยะสั้น
การลงทุนระยะสั้นเพื่อเก็งกำไรมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดผันผวน ควรเน้นการลงทุนระยะยาวตามพื้นฐานของกิจการ
อย่าลงทุนด้วยเงินที่อาจต้องใช้ในเร็วๆ นี้
ตลาดหุ้นมีความผันผวน ราคาอาจขึ้นลงได้ในระยะสั้น หากลงทุนด้วยเงินที่อาจต้องใช้ในอนาคตอันใกล้ อาจต้องขายขาดทุนเมื่อราคาตกลง
หลายคนอาจสงสัยว่าควรเลือกลงทุนผ่านกองทุนหรือซื้อหุ้นโดยตรงดีกว่ากัน มาดูความแตกต่างกัน
กองทุนหุ้น
ข้อดี: กระจายความเสี่ยง มีผู้จัดการมืออาชีพดูแล เริ่มต้นง่าย ไม่ต้องมีความรู้มาก
ข้อเสีย: มีค่าธรรมเนียมการจัดการ ไม่สามารถเลือกหุ้นเองได้ ผลตอบแทนอาจต่ำกว่าการซื้อหุ้นโดยตรงถ้าเลือกหุ้นได้ดี
การซื้อหุ้นโดยตรง
ข้อดี: ไม่มีค่าธรรมเนียมการจัดการ สามารถเลือกหุ้นที่ต้องการได้เองหมด อาจได้ผลตอบแทนสูงกว่าถ้าเลือกหุ้นได้ดี
ข้อเสีย: ต้องมีความรู้และเวลาในการวิเคราะห์ ความเสี่ยงสูงกว่าถ้าเลือกผิด ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
สำหรับนักลงทุนที่เริ่มต้นหรือไม่มีเวลามาก กองทุนหุ้นอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า ขณะที่นักลงทุนที่มีประสบการณ์และเวลาในการวิเคราะห์อาจพิจารณาซื้อหุ้นโดยตรง
ตลาดหุ้นไทยในมุมมองระยะยาว
นอกเหนือจากโอกาสในระยะสั้นถึงกลางที่กล่าวมาแล้ว นักลงทุนควรมองภาพใหญ่ของตลาดหุ้นไทยในระยะยาวด้วย
จุดแข็งของตลาดหุ้นไทย
ตำแหน่งยุทธศาสตร์ในภูมิภาค: ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นประตูสู่ตลาดขนาดใหญ่อย่างจีน อินเดีย และอาเซียน
พื้นฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง: แม้จะเติบโตช้า แต่ประเทศไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคง มีเงินสำรองระหว่างประเทศสูง และระบบการเงินที่แข็งแกร่ง
ภาคธุรกิจที่หลากหลาย: ตลาดหุ้นไทยมีบริษัทในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การท่องเที่ยว การเกษตร ยานยนต์ ไปจนถึงเทคโนโลยี ช่วยกระจายความเสี่ยง
ความท้าทายระยะยาว
การแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน: เวียดนามและอินโดนีเซียกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว อาจแย่งส่วนแบ่งการลงทุนจากต่างชาติไป
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี: ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อไม่ให้ตกขบวน
โครงสร้างประชากรที่แก่ขึ้น: สังคมผู้สูงอายุอาจส่งผลต่อกำลังซื้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
สำหรับนักลงทุนที่สนใจติดตามข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดหุ้นและการลงทุน EBC Financial Group เป็นแพลตฟอร์มการเงินระดับสากลที่มอบบริการข้อมูลวิเคราะห์ตลาด บทความความรู้ และเครื่องมือการลงทุนที่ครบวงจร
EBC Financial Group มีทีมนักวิเคราะห์มืออาชีญที่คอยติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย ช่วยให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่ทันสมัยและมีคุณภาพในการตัดสินใจลงทุน
นอกจากนี้ EBC Financial Group ยังมีบทความความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่พื้นฐานสำหรับมือใหม่ ไปจนถึงกลยุทธ์การลงทุนขั้นสูง ช่วยให้นักลงทุนทุกระดับสามารถพัฒนาทักษะการลงทุนของตนเองได้
ความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้งได้เปิดโอกาสใหม่ให้กับตลาดหุ้นไทย 3 ธีมการลงทุนที่กล่าวมา ได้แก่ ธีมกระตุ้นการบริโภค ธีมเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ และธีมรับกระแสฟันด์โฟลว์ ล้วนมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจให้กับนักลงทุน
กองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนในกลุ่มพาณิชย์-อุปโภคบริโภค กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มหุ้นบิ๊กแคปโดยเฉพาะธนาคาร กลายเป็นตัวเลือกที่ผู้จัดการกองทุนหลายรายมองว่าน่าสนใจในช่วงเวลานี้
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรตระหนักว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความท้าทายที่แท้จริงคือการบริหารจัดการด้านการคลังและการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายจากการเติบโตที่ช้า ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น และปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้
กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป กระจายความเสี่ยงในหลายธีม และเลือกกองทุนที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ติดตามและทบทวนพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญคือ ไม่ควรลงทุนด้วยเงินที่อาจต้องใช้ในระยะสั้น
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกและเครื่องมือการลงทุนที่ครบวงจร EBC Financial Group พร้อมเป็นพันธมิตรที่ช่วยให้คุณก้าวไปสู่ความสำเร็จในการลงทุน ด้วยข้อมูลที่ทันสมัย การวิเคราะห์ที่รอบด้าน และแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย
การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เปรียบเสมือนการเดินทางที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย การเตรียมความพร้อม การศึกษาหาความรู้ และการมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน จะช่วยให้คุณสามารถนำทางพอร์ตการลงทุนของคุณไปสู่เป้าหมายได้อย่างมั่นใจ
หลังจากที่ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นกว่า 2.7% ภายหลังความชัดเจนทางการเมือง หลายคนอาจกังวลว่าราคาหุ้นอาจสูงเกินไปแล้ว อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงประเมินว่าตลาดมีพื้นที่ปรับตัวขึ้นต่อได้ที่ระดับ 1,450-1,480 จุด สำหรับนักลงทุนใหม่ แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป (Dollar Cost Averaging) โดยแบ่งเงินลงทุนเป็นงวดๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการซื้อที่จุดสูงสุด และควรเลือกกองทุนที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและกระจายความเสี่ยงดี
ไม่มีธีมใดที่ "ดีที่สุด" สำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน ธีมกระตุ้นการบริโภคเหมาะกับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนในระยะสั้นถึงกลาง ธีมเมกะโปรเจกต์เหมาะกับผู้ที่พร้อมรอผลตอบแทนระยะยาว ส่วนธีมหุ้นบิ๊กแคปเหมาะกับผู้ที่ต้องการความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่องสูง คำแนะนำคือควรกระจายการลงทุนในทั้ง 3 ธีม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสและความเสี่ยง
การลงทุนผ่านกองทุนหุ้นมีข้อดีหลายประการ โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่หรือผู้ที่ไม่มีเวลามาก ได้แก่ มีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยวิเคราะห์และปรับพอร์ตให้ กระจายความเสี่ยงโดยลงทุนในหลายหุ้น เริ่มต้นได้ด้วยเงินไม่มาก และไม่ต้องเสียเวลาติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด แม้จะมีค่าธรรมเนียมการจัดการ แต่สำหรับหลายคน ความสะดวกและการกระจายความเสี่ยงที่ได้รับคุ้มค่ากับค่าธรรมเนียมที่จ่ายไป
แม้ว่าความชัดเจนทางการเมืองจะเป็นปัจจัยบวก แต่ยังมีความเสี่ยงที่ควรระวังหลายประการ ได้แก่ (1) แรงขาย "Sell on Fact" หลังจากรัฐบาลจัดตั้งเสร็จ (2) ภาระหนี้สาธารณะที่อาจเพิ่มขึ้นจากนโยบายประชานิยม (3) การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังช้า คาดว่าจะอยู่ที่ 2.1-2.2% (4) ปัจจัยภายนอกอย่างนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก นักลงทุนควรตั้งเป้าหมายที่สมจริง มีแผนรับมือกับความผันผวน และไม่ลงทุนด้วยเงินที่อาจต้องใช้ในอนาคตอันใกล้
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ