ตลาดหุ้นไทยฟื้นคืนชีพ! 3 ธีมกองทุนเด่นรับนโยบายรัฐบาลใหม่ หลังการเมืองปลดล็อก
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

ตลาดหุ้นไทยฟื้นคืนชีพ! 3 ธีมกองทุนเด่นรับนโยบายรัฐบาลใหม่ หลังการเมืองปลดล็อก

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-13


หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยผ่านช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนมายาวนาน ความชัดเจนทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกลับมามองหาโอกาสในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง


ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ตอบสนองทันทีด้วยการปรับตัวขึ้นกว่า 2.7% ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนความเชื่อมั่นที่กลับมาของนักลงทุน ขณะที่ผู้จัดการกองทุนหลายรายเริ่มปรับกลยุทธ์การลงทุน มุ่งเป้าไปที่กลุ่มหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่


สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสในช่วงเวลานี้ การทำความเข้าใจถึง "ธีมการลงทุน" ที่โดดเด่นและกองทุนรวมที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 3 ธีมการลงทุนหลักที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าน่าสนใจ พร้อมวิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยงที่ควรพิจารณา


ทำไมความชัดเจนทางการเมืองถึงสำคัญกับตลาดหุ้นไทย?

ก่อนที่เราจะเจาะลึกไปที่ 3 ธีมการลงทุน สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าทำไมความชัดเจนทางการเมืองถึงส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ


ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้

การกลับมาของกระแสเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow)

นักลงทุนต่างชาติมักจะลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง เมื่อภาพการเมืองชัดเจนขึ้น ความเชื่อมั่นกลับมา และกระแสเงินลงทุนจากต่างชาติก็เริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่มีสภาพคล่องสูงและพื้นฐานแข็งแกร่ง


ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายจัดการกองทุน บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า "การจัดตั้งรัฐบาลที่เร็วและมีเสียงข้างมากเด็ดขาด จะช่วยปลดล็อกความกังวลของนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หุ้นใหญ่ใน SET50 จะเป็นหัวหอกในการนำตลาดรอบนี้ เนื่องจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งและสภาพคล่องที่สูงจะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้กลับมาเพิ่มน้ำหนักในไทย"


ความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ

การที่พรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังคงมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้โครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) และ Smart City สามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด ความต่อเนื่องนี้ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในระยะยาว

การคาดการณ์ของนักวิเคราะห์


นักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายสำนักประเมินว่าดัชนี SET Index มีโอกาสทดสอบระดับ 1,450-1,480 จุด ในระยะสั้นถึงกลาง จากระดับปัจจุบันที่อยู่ราว 1,400 จุด ซึ่งหมายความว่าตลาดยังมีพื้นที่ในการเติบโตอีกประมาณ 3-6% ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า


3 ธีมการลงทุนเด่นรับนโยบายรัฐบาลใหม่

ผู้จัดการกองทุนชั้นนำได้วิเคราะห์และคัดสรรกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจออกมาเป็น 3 ธีมหลัก ซึ่งแต่ละธีมมีเหตุผลและโอกาสการเติบโตที่แตกต่างกันไป มาดูกันว่าแต่ละธีมมีรายละเอียดอย่างไร


ธีมที่ 1: กระตุ้นการบริโภค - เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน

รัฐบาลใหม่มีนโยบายหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านมาตรการต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนโดยตรง นโยบายเด่นได้แก่:

  • โครงการคนละครึ่ง พลัส: รัฐบาลช่วยจ่ายค่าสินค้าและบริการ 50% ด้วยงบประมาณรวมกว่า 44,000 ล้านบาท โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการโดยตรง

  • มาตรการลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3 บาทต่อหน่วย: การลดต้นทุนค่าไฟฟ้าไม่เพียงช่วยเพิ่มกำลังซื้อในกระเป๋าประชาชนโดยตรง แต่ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับผู้ประกอบการธุรกิจอีกด้วย


กลุ่มหุ้นและกองทุนที่ได้ประโยชน์

กองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนในกลุ่มพาณิชย์และอุปโภคบริโภคจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง กลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ ได้แก่:

  • ห้างสรรพสินค้าและค้าปลีกสมัยใหม่

  • ร้านอาหารและธุรกิจบริการอาหาร

  • สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

  • ธุรกิจบันเทิงและท่องเที่ยว


เมื่อประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ยอดขายของธุรกิจเหล่านี้จะเติบโตตาม ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มนี้ดีขึ้น และราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น


ข้อควรพิจารณา

แม้ว่านโยบายกระตุ้นการบริโภคจะช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเร็วขึ้นในระยะสั้น แต่นักลงทุนควรติดตามว่ามาตรการเหล่านี้สามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนได้หรือไม่ เพราะเมื่อมาตรการสิ้นสุดลง กำลังซื้ออาจกลับมาปรับลดได้


ธีมที่ 2: เดินหน้าเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

รัฐบาลชุดใหม่มีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันโครงการขนาดใหญ่ที่ค้างอยู่ให้ดำเนินการต่อ และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนในครึ่งปีหลังของปี 2569 โครงการสำคัญ ได้แก่:

  • โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge): โครงการเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งจะเป็นเส้นทางการขนส่งทางเลือกใหม่ที่ช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

  • โครงการ Smart City: การพัฒนาเมองอัจฉริยะที่เน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการเมือง ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

  • โครงการก่อสร้างที่ค้างคา: โครงการต่างๆ ที่เคยชะลอตัวในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางการเมือง จะได้รับการผลักดันให้ดำเนินการต่อ


กลุ่มหุ้นและกองทุนที่ได้ประโยชน์

กองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและนิคมอุตสาหกรรม จะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุน กลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ ได้แก่:

  • บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมในการรับงานโครงการขนาดใหญ่

  • ผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น

  • บริษัทพัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่จะได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน

  • บริษัทที่ให้บริการทางด้านวิศวกรรมและออกแบบ


ข้อควรพิจารณา

การลงทุนในธีมนี้ต้องคำนึงถึงความสามารถในการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล และระยะเวลาในการดำเนินโครงการที่อาจยาวนาน นักลงทุนควรเลือกบริษัทที่มีแบ็คล็อก (คำสั่งซื้อที่ได้รับแล้ว) ที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์ในการทำงานกับภาครัฐ


ธีมที่ 3: รับกระแสฟันด์โฟลว์หุ้นบิ๊กแคปกลับมาแรง

เมื่อความชัดเจนทางการเมืองกลับมา นักลงทุนต่างชาติมักจะเลือกลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) เป็นอันดับแรก เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มีสภาพคล่องสูง พื้นฐานแข็งแกร่ง และมีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นขนาดเล็ก


นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายสนับสนุน SMEs ด้วยการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท) และมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน เมื่อเศรษฐกิจฐานรากถูกกระตุ้น คุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารจะดีขึ้นตามไปด้วย


กลุ่มหุ้นและกองทุนที่ได้ประโยชน์

  • หุ้นธนาคารขนาดใหญ่: ได้ประโยชน์จากการปรับปรุงคุณภาพสินทรัพย์ เมื่อลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น กลุ่มธนาคารที่จ่ายเงินปันผลสูงจะเป็นที่สนใจของนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนสม่ำเสมอ

  • หุ้นกลุ่มสินเชื่อรายย่อย: ธนาคารที่ให้บริการสินเชื่อแก่ผู้บริโภคและ SMEs จะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของสินเชื่อ

  • หุ้น SET50: หุ้น 50 ตัวที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นไทย ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของเงินลงทุนจากต่างชาติ


กองทุนที่น่าสนใจ

พจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ กล่าวว่า "ในช่วงที่ความเชื่อมั่นกลับมา หุ้นที่มีศักยภาพการเติบโต (Growth Stock) อย่างหุ้นขนาดกลาง-ใหญ่ที่มีพื้นฐานดี จะมีแรงดีดกลับที่แรงกว่าตลาดทั่วไป เรามองหา Alpha (ผลตอบแทนส่วนเกินจากตลาด) ในกลุ่ม Growth Stock ผ่านกองทุนอย่าง ONE-THAIGROWTH ที่สามารถสร้างผลตอบแทนชนะตลาดได้"


ข้อควรพิจารณา

แม้ว่าหุ้นบิ๊กแคปจะมีความเสี่ยงต่ำกว่า แต่นักลงทุนต้องระวัง "Sell on Fact" หรือการขายทำกำไรหลังจากข่าวดีออกมาแล้ว เมื่อรัฐบาลจัดตั้งเสร็จสมบูรณ์ อาจมีแรงขายระยะสั้นเกิดขึ้นได้


ประโยชน์ของการลงทุนผ่านกองทุนรวมในช่วงนี้

การเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมแทนการซื้อหุ้นโดยตรงมีข้อดีหลายประการ โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนทั่วไปที่อาจไม่มีเวลาหรือความเชี่ยวชาญในการติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด


การกระจายความเสี่ยง

กองทุนรวมลงทุนในหุ้นหลายตัว ช่วยกระจายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนในหุ้นเพียงตัวเดียว หากหุ้นหนึ่งในพอร์ตมีผลประกอบการไม่ดี ยังมีหุ้นตัวอื่นที่อาจช่วยชดเชยได้


มีผู้เชี่ยวชาญดูแลจัดการ

ผู้จัดการกองทุนมีประสบการณ์และความรู้ในการวิเคราะห์หุ้น สามารถปรับพอร์ตการลงทุนตามสถานการณ์ตลาดได้อย่างทันท่วงที โดยนักลงทุนไม่ต้องกังวลเรื่องการติดตามข่าวสารหรือวิเคราะห์หุ้นเอง


เข้าถึงง่าย เริ่มต้นได้ด้วยเงินไม่มาก

การซื้อกองทุนรวมสามารถเริ่มต้นได้ด้วยเงินไม่มาก บางกองทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ทำให้นักลงทุนทุกระดับสามารถเข้าถึงโอกาสในตลาดหุ้นได้

สภาพคล่อง


กองทุนรวมสามารถซื้อขายได้ง่าย โดยทั่วไปสามารถไถ่ถอนเงินคืนได้ภายใน 2-5 วันทำการ ทำให้นักลงทุนมีความยืดหยุ่นในการจัดการเงินลงทุน


ความท้าทายและความเสี่ยงที่ควรระวัง

แม้ว่าบรรยากาศตลาดหุ้นไทยจะเป็นบวก แต่นักลงทุนควรตระหนักถึงความท้าทายและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น


วินัยทางการคลัง

นโยบายประชานิยมที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล (กว่า 140,000 ล้านบาท) อาจกดดันระดับหนี้สาธารณะของประเทศ หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการด้านการคลังได้ดี อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว


การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

เศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตแบบ "Subdued Recovery" (ฟื้นตัวช้า) ที่ประมาณ 2.1-2.2% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพของประเทศ การเติบโตที่ช้าอาจทำให้ผลประกอบการของบริษัทไม่เป็นไปตามที่คาด


แรงขายหลังข่าวดี (Sell on Fact)

หลังจากที่ตลาดปรับตัวขึ้นจากข่าวดีเรื่องความชัดเจนทางการเมือง อาจมีนักลงทุนบางกลุ่มที่ทำกำไรและขายหุ้นออก ทำให้ตลาดปรับตัวลงในระยะสั้น นักลงทุนควรเตรียมพร้อมสำหรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น


ปัจจัยภายนอก

สถานการณ์เศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย แม้ว่าสถานการณ์ภายในประเทศจะดีขึ้น


จากการวิเคราะห์ 3 ธีมการลงทุนและความเสี่ยงต่างๆ นักลงทุนควรมีกลยุทธ์ที่เหมาะสมดังนี้


ลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป (Dollar Cost Averaging)

แทนที่จะลงทุนเงินก้อนใหญ่ครั้งเดียว ลองพิจารณาการลงทุนเป็นงวดๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา วิธีนี้ช่วยลดผลกระทบจากการซื้อที่จุดสูงเกินไป


กระจายการลงทุนในหลายธีม

อย่าเลือกลงทุนในธีมเดียว แต่ควรกระจายการลงทุนในทั้ง 3 ธีม เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากโอกาสที่หลากหลาย และลดความเสี่ยงจากธีมใดธีมหนึ่งที่อาจไม่เป็นไปตามคาด


เลือกกองทุนที่มีผลงานดีในอดีต

พิจารณาผลการดำเนินงานของกองทุนในช่วง 1-3 ปีที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับกองทุนอื่นในกลุ่มเดียวกัน และดูค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บ


ตั้งเป้าหมายและระยะเวลาการลงทุนที่ชัดเจน

ก่อนลงทุน ควรกำหนดว่าต้องการผลตอบแทนเท่าไร และพร้อมที่จะลงทุนในระยะเวลาเท่าไร การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเมื่อเผชิญกับความผันผวนของตลาด


ติดตามและทบทวนพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ

แม้จะลงทุนผ่านกองทุนที่มีผู้จัดการดูแล แต่นักลงทุนควรติดตามผลการดำเนินงานและปรับพอร์ตตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง


ข้อควรระวังเมื่อลงทุนในช่วงตลาดขาขึ้น

เมื่อตลาดหุ้นเริ่มปรับตัวขึ้นแรง หลายคนอาจรู้สึกกลัวพลาดโอกาส (FOMO - Fear of Missing Out) และรีบเข้าลงทุนโดยไม่ได้วิเคราะห์อย่างรอบคอบ นี่คือข้อควรระวัง


อย่าลงทุนตามกระแส

แม้ว่าทุกคนจะพูดถึงหุ้นตัวใดตัวหนึ่งว่าดี แต่ควรทำความเข้าใจด้วยตนเองก่อนว่าหุ้นนั้นเหมาะกับคุณหรือไม่


ระวังการเก็งกำไรระยะสั้น

การลงทุนระยะสั้นเพื่อเก็งกำไรมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดผันผวน ควรเน้นการลงทุนระยะยาวตามพื้นฐานของกิจการ


อย่าลงทุนด้วยเงินที่อาจต้องใช้ในเร็วๆ นี้

ตลาดหุ้นมีความผันผวน ราคาอาจขึ้นลงได้ในระยะสั้น หากลงทุนด้วยเงินที่อาจต้องใช้ในอนาคตอันใกล้ อาจต้องขายขาดทุนเมื่อราคาตกลง


ความแตกต่างระหว่างกองทุนหุ้นกับการลงทุนหุ้นโดยตรง

หลายคนอาจสงสัยว่าควรเลือกลงทุนผ่านกองทุนหรือซื้อหุ้นโดยตรงดีกว่ากัน มาดูความแตกต่างกัน

กองทุนหุ้น

  • ข้อดี: กระจายความเสี่ยง มีผู้จัดการมืออาชีพดูแล เริ่มต้นง่าย ไม่ต้องมีความรู้มาก

  • ข้อเสีย: มีค่าธรรมเนียมการจัดการ ไม่สามารถเลือกหุ้นเองได้ ผลตอบแทนอาจต่ำกว่าการซื้อหุ้นโดยตรงถ้าเลือกหุ้นได้ดี


การซื้อหุ้นโดยตรง

  • ข้อดี: ไม่มีค่าธรรมเนียมการจัดการ สามารถเลือกหุ้นที่ต้องการได้เองหมด อาจได้ผลตอบแทนสูงกว่าถ้าเลือกหุ้นได้ดี

  • ข้อเสีย: ต้องมีความรู้และเวลาในการวิเคราะห์ ความเสี่ยงสูงกว่าถ้าเลือกผิด ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด


สำหรับนักลงทุนที่เริ่มต้นหรือไม่มีเวลามาก กองทุนหุ้นอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า ขณะที่นักลงทุนที่มีประสบการณ์และเวลาในการวิเคราะห์อาจพิจารณาซื้อหุ้นโดยตรง


ตลาดหุ้นไทยในมุมมองระยะยาว

นอกเหนือจากโอกาสในระยะสั้นถึงกลางที่กล่าวมาแล้ว นักลงทุนควรมองภาพใหญ่ของตลาดหุ้นไทยในระยะยาวด้วย


จุดแข็งของตลาดหุ้นไทย

  • ตำแหน่งยุทธศาสตร์ในภูมิภาค: ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นประตูสู่ตลาดขนาดใหญ่อย่างจีน อินเดีย และอาเซียน

  • พื้นฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง: แม้จะเติบโตช้า แต่ประเทศไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคง มีเงินสำรองระหว่างประเทศสูง และระบบการเงินที่แข็งแกร่ง

  • ภาคธุรกิจที่หลากหลาย: ตลาดหุ้นไทยมีบริษัทในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การท่องเที่ยว การเกษตร ยานยนต์ ไปจนถึงเทคโนโลยี ช่วยกระจายความเสี่ยง


ความท้าทายระยะยาว

  • การแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน: เวียดนามและอินโดนีเซียกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว อาจแย่งส่วนแบ่งการลงทุนจากต่างชาติไป

  • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี: ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อไม่ให้ตกขบวน

  • โครงสร้างประชากรที่แก่ขึ้น: สังคมผู้สูงอายุอาจส่งผลต่อกำลังซื้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว


บทบาทของ EBC Financial Group ในตลาดการเงิน

สำหรับนักลงทุนที่สนใจติดตามข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดหุ้นและการลงทุน EBC Financial Group เป็นแพลตฟอร์มการเงินระดับสากลที่มอบบริการข้อมูลวิเคราะห์ตลาด บทความความรู้ และเครื่องมือการลงทุนที่ครบวงจร


EBC Financial Group มีทีมนักวิเคราะห์มืออาชีญที่คอยติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย ช่วยให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่ทันสมัยและมีคุณภาพในการตัดสินใจลงทุน


นอกจากนี้ EBC Financial Group ยังมีบทความความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่พื้นฐานสำหรับมือใหม่ ไปจนถึงกลยุทธ์การลงทุนขั้นสูง ช่วยให้นักลงทุนทุกระดับสามารถพัฒนาทักษะการลงทุนของตนเองได้


สรุป: โอกาสและความท้าทายอยู่ควบคู่กัน

ความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้งได้เปิดโอกาสใหม่ให้กับตลาดหุ้นไทย 3 ธีมการลงทุนที่กล่าวมา ได้แก่ ธีมกระตุ้นการบริโภค ธีมเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ และธีมรับกระแสฟันด์โฟลว์ ล้วนมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจให้กับนักลงทุน


กองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนในกลุ่มพาณิชย์-อุปโภคบริโภค กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มหุ้นบิ๊กแคปโดยเฉพาะธนาคาร กลายเป็นตัวเลือกที่ผู้จัดการกองทุนหลายรายมองว่าน่าสนใจในช่วงเวลานี้

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรตระหนักว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความท้าทายที่แท้จริงคือการบริหารจัดการด้านการคลังและการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายจากการเติบโตที่ช้า ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น และปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้


กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป กระจายความเสี่ยงในหลายธีม และเลือกกองทุนที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ติดตามและทบทวนพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญคือ ไม่ควรลงทุนด้วยเงินที่อาจต้องใช้ในระยะสั้น


สำหรับนักลงทุนที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกและเครื่องมือการลงทุนที่ครบวงจร EBC Financial Group พร้อมเป็นพันธมิตรที่ช่วยให้คุณก้าวไปสู่ความสำเร็จในการลงทุน ด้วยข้อมูลที่ทันสมัย การวิเคราะห์ที่รอบด้าน และแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย


การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เปรียบเสมือนการเดินทางที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย การเตรียมความพร้อม การศึกษาหาความรู้ และการมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน จะช่วยให้คุณสามารถนำทางพอร์ตการลงทุนของคุณไปสู่เป้าหมายได้อย่างมั่นใจ


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้

1. ตอนนี้เหมาะที่จะเริ่มลงทุนในตลาดหุ้นไทยหรือยัง หรือราคาสูงเกินไปแล้ว?

หลังจากที่ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นกว่า 2.7% ภายหลังความชัดเจนทางการเมือง หลายคนอาจกังวลว่าราคาหุ้นอาจสูงเกินไปแล้ว อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงประเมินว่าตลาดมีพื้นที่ปรับตัวขึ้นต่อได้ที่ระดับ 1,450-1,480 จุด สำหรับนักลงทุนใหม่ แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป (Dollar Cost Averaging) โดยแบ่งเงินลงทุนเป็นงวดๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการซื้อที่จุดสูงสุด และควรเลือกกองทุนที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและกระจายความเสี่ยงดี


2. ควรเลือกลงทุนในธีมไหนดีที่สุดในช่วงนี้?

ไม่มีธีมใดที่ "ดีที่สุด" สำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน ธีมกระตุ้นการบริโภคเหมาะกับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนในระยะสั้นถึงกลาง ธีมเมกะโปรเจกต์เหมาะกับผู้ที่พร้อมรอผลตอบแทนระยะยาว ส่วนธีมหุ้นบิ๊กแคปเหมาะกับผู้ที่ต้องการความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่องสูง คำแนะนำคือควรกระจายการลงทุนในทั้ง 3 ธีม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสและความเสี่ยง


3. การลงทุนผ่านกองทุนหุ้นมีข้อดีกว่าการซื้อหุ้นโดยตรงอย่างไร?

การลงทุนผ่านกองทุนหุ้นมีข้อดีหลายประการ โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่หรือผู้ที่ไม่มีเวลามาก ได้แก่ มีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยวิเคราะห์และปรับพอร์ตให้ กระจายความเสี่ยงโดยลงทุนในหลายหุ้น เริ่มต้นได้ด้วยเงินไม่มาก และไม่ต้องเสียเวลาติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด แม้จะมีค่าธรรมเนียมการจัดการ แต่สำหรับหลายคน ความสะดวกและการกระจายความเสี่ยงที่ได้รับคุ้มค่ากับค่าธรรมเนียมที่จ่ายไป


4. มีความเสี่ยงอะไรบ้างที่ควรระวังแม้ว่าบรรยากาศตลาดจะดี?

แม้ว่าความชัดเจนทางการเมืองจะเป็นปัจจัยบวก แต่ยังมีความเสี่ยงที่ควรระวังหลายประการ ได้แก่ (1) แรงขาย "Sell on Fact" หลังจากรัฐบาลจัดตั้งเสร็จ (2) ภาระหนี้สาธารณะที่อาจเพิ่มขึ้นจากนโยบายประชานิยม (3) การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังช้า คาดว่าจะอยู่ที่ 2.1-2.2% (4) ปัจจัยภายนอกอย่างนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก นักลงทุนควรตั้งเป้าหมายที่สมจริง มีแผนรับมือกับความผันผวน และไม่ลงทุนด้วยเงินที่อาจต้องใช้ในอนาคตอันใกล้


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
ตลาดหุ้นไทยปี 2026 กำลังฟื้นคืนชีพ เงินไหลเข้าหนุนดัชนี
ราคาทองคำวันนี้ดีดตัวแรงในรอบ 16 ปี หลังนักลงทุนช้อนซื้อหลังพายุเซลล์ออฟ
Stress-testing 2026: เมื่อโลกส่งสัญญาณเตือน พอร์ตของคุณพร้อมรับแรงกระแทกแค่ไหน
หุ้นไทยน่าซื้อที่คุณไม่ควรพลาดในปี 2569
หุ้นไทยวันนี้ 26 ม.ค. 69: ทิศทางตลาดท่ามกลางปัจจัยกดดันโลก