เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-16

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่สนใจติดตามราคาทองคำล่าสุด คุณคงสังเกตเห็นว่าราคาทองวันนี้มีความผันผวนอย่างมาก ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-Haven Asset) ที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความไว้วางใจมายาวนาน กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายปัจจัย แม้ว่าจะมีสัญญาณบวกจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ก็ตาม
ปัจจุบันราคาทองคำโลกล่าสุดซื้อขายอยู่ที่ประมาณ $5,030 ต่อทรอยออนซ์ ซึ่งยังคงต่ำกว่าระดับ $5,050 ที่นักวิเคราะห์หลายคนคาดหวัง สิ่งที่น่าสนใจคือทองได้ปรับตัวขึ้นมากกว่า 2% ในเซสชันก่อนหน้า หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งตามทฤษฎีแล้วควรจะผลักดันให้ราคาทองพุ่งขึ้นไปอีก
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าปัจจัยใดบ้างที่กำลังส่งผลต่อราคาทอง ทำไมราคาทองถึงยังไม่ทะลุระดับสำคัญ และสิ่งที่นักลงทุนควรจับตามองในช่วงนี้ เราจะอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เหมือนผู้เชี่ยวชาญกำลังแชร์ประสบการณ์ให้คุณฟัง
ทองคำไม่ใช่แค่เครื่องประดับที่สวยงาม แต่มันคือสินทรัพย์ที่มีบทบาทสำคัญในระบบการเงินโลกมานานหลายศตวรรษ ในยุคสมัยก่อน ทองคำถูกใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange) และเป็นที่เก็บมูลค่า (Store of Value) ที่ผู้คนไว้วางใจ
ในโลกการเงินสมัยใหม่ ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนหันมาถือเมื่อเกิดความไม่แน่นอน เหตุผลหลักมีหลายประการ:
1. ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เมื่อเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจหรือการเมือง นักลงทุนมักจะย้ายเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นมาลงในทองคำ เพราะทองคำมีมูลค่าที่มั่นคงและไม่ขึ้นกับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลหรือสถาบันการเงินใดๆ
2. ป้องกันเงินเฟ้อ เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น เงินสดที่เรามีจะมีกำลังซื้อลดลง แต่ทองคำมักจะรักษามูลค่าได้ดีในระยะยาว นั่นทำให้นักลงทุนใช้ทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Hedge Against Inflation)
3. ป้องกันเงินอ่อนค่า เมื่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐหรือสกุลเงินอื่นๆ อ่อนค่าลง ทองคำมักจะแข็งค่าขึ้น เพราะทองคำไม่ผูกติดกับนโยบายการเงินของประเทศใดประเทศหนึ่ง
4. ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย สิ่งนี้อาจฟังดูเหมือนข้อเสีย แต่มันกลับเป็นข้อดีในบางสถานการณ์ เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำหรือติดลบ ทองคำจะดูน่าสนใจกว่าการฝากเงินหรือซื้อพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนต่ำ
มาดูกันว่าราคาทองวันนี้เป็นอย่างไร และปัจจัยใดบ้างที่กำลังครอบงำตลาด
ราคาทองปรับตัวลงเล็กน้อยหลังจากขึ้นมากกว่า 2%
ในวันจันทร์ช่วงเช้าเวลาเอเชีย ราคาทองคำโลกล่าสุดซื้อขายอยู่ที่ประมาณ $5,030 ต่อทรอยออนซ์ ปรับตัวลงเล็กน้อยจากเซสชันก่อนหน้าที่พุ่งขึ้นมากกว่า 2% นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าการปรับตัวลงนี้เป็นเพียงการพักตัวชั่วคราว (Profit-Taking) หลังจากราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลเงินเฟ้อที่ออกมาดีกว่าคาด
ปัจจัยบวกที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index หรือ CPI) ของสหรัฐในเดือนมกราคม ตัวเลขแสดงให้เห็นว่า:
เงินเฟ้อปีต่อปีอยู่ที่ 2.4% ลดลงจาก 2.7% ในเดือนธันวาคม และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.5%
เงินเฟ้อรายเดือนอยู่ที่ 0.2% ลดลงจาก 0.3% ในเดือนก่อนหน้า และต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 0.3%
ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อกำลังคลี่คลาย ซึ่งเพิ่มโอกาสที่ Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยในปลายปีนี้ เมื่อดอกเบี้ยลดลง ต้นทุนในการถือทองคำ (Opportunity Cost) ก็จะลดลงด้วย ทำให้ทองคำน่าสนใจขึ้น
ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงกว่าที่คาดการณ์ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานมีเสถียรภาพ ซึ่งสนับสนุนความคาดหวังว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในเดือนมีนาคม ก่อนจะลดลง 0.25% สองครั้งภายในสิ้นปี
ราคาทองคำไม่ได้เคลื่อนไหวแบบสุ่ม มันได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลักหลายประการที่นักลงทุนทุกคนควรเข้าใจ
1. นโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ
นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะทองคำไม่จ่ายดอกเบี้ย เมื่อ Fed เพิ่มดอกเบี้ย สินทรัพย์อื่นๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือเงินฝาก จะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์เหล่านั้นแทนทองคำ ในทางกลับกัน เมื่อดอกเบี้ยลดลง ทองคำจะกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
ตอนนี้นักลงทุนกำลังจับตาดูว่า Fed จะลดดอกเบี้ยเมื่อไหร่ การที่ตัวเลข CPI ออกมาต่ำกว่าคาดทำให้ตลาดเชื่อว่า Fed มีพื้นที่ที่จะลดดอกเบี้ยได้มากขึ้น
2. ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
ทองคำมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับดอลลาร์ (Inverse Correlation) เมื่อดอลลาร์แข็งค่า ราคาทองจะอ่อนตัว เพราะนักลงทุนที่ใช้สกุลเงินอื่นต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อทองคำ และในทางกลับกัน
ปัจจุบันดอลลาร์มีความแข็งแกร่งปานกลาง แต่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงหากข้อมูลเศรษฐกิจยังคงบ่งชี้ว่า Fed จะลดดอกเบี้ย นี่อาจเป็นปัจจัยหนุนราคาทองในอนาคต
3. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
ทองคำมักจะได้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนในเวทีโลก ปัจจุบันมีประเด็นที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด:
การเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ทั้งสองประเทศกำลังกลับมาเจรจาอีกครั้งในวันอังคาร หากการเจรจาไม่ราบรื่น อาจกระตุ้นให้นักลงทุนหันมาถือทองคำเพิ่มขึ้น
ความพยายามสร้างสันติภาพในยูเครน สหรัฐนำทีมพยายามยุติสงครามในยูเครน หากเกิดความคืบหน้า อาจลดแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ และทำให้นักลงทุนลดความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
4. การซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก
ธนาคารกลางต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างจีน อินเดีย และตุรกี กำลังเพิ่มปริมาณทองคำสำรองอย่างมาก ในปี 2022 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำเพิ่ม 1,136 ตัน มูลค่าประมาณ 70,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล
ทำไมธนาคารกลางถึงซื้อทองคำ? เพราะทองคำช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสกุลเงินและเศรษฐกิจ ยิ่งมีทองคำสำรองมาก ความน่าเชื่อถือของประเทศก็ยิ่งสูง นอกจากนี้ ยังเป็นการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ออกจากดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรอื่นๆ
5. ความเชื่อมั่นของตลาดหุ้น
ทองคำและตลาดหุ้นมีความสัมพันธ์แบบผกผันกัน เมื่อตลาดหุ้นดี นักลงทุนมั่นใจ พวกเขามักจะลดการถือทองคำและหันไปลงทุนในหุ้นแทน แต่เมื่อตลาดหุ้นมีความผันผวนหรือปรับฐานลง ทองคำจะกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง
การติดตามราคาทองวันนี้อย่างสม่ำเสมอไม่ใช่แค่เรื่องของนักลงทุนมืออาชีพเท่านั้น แม้แต่คนธรรมดาที่สนใจซื้อทองเก็งกำไรหรือออมทรัพย์ก็ควรให้ความสำคัญ
1. จับจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม
เมื่อคุณเข้าใจว่าราคาทองเคลื่อนไหวไปในทิศทางไหนและเพราะเหตุใด คุณจะสามารถตัดสินใจได้ว่าควรซื้อหรือขายเมื่อไหร่ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเห็นว่าข้อมูลเงินเฟ้อออกมาต่ำ และ Fed มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าราคาทองจะขึ้นในอนาคต
2. กระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน
ทองคำเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายความเสี่ยง หากคุณลงทุนในหุ้นและพันธบัตรอยู่แล้ว การเพิ่มทองคำเข้าไปในพอร์ตจะช่วยลดความผันผวนโดยรวม เพราะทองคำมักจะเคลื่อนไหวไปคนละทิศทางกับสินทรัพย์อื่น
3. ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและเงินอ่อนค่า
ถ้าคุณเป็นคนที่กังวลเกี่ยวกับกำลังซื้อของเงินในอนาคต การถือทองคำบางส่วนในพอร์ตจะช่วยปกป้องทรัพย์สินของคุณ เพราะเมื่อเงินเฟ้อขึ้นหรือค่าเงินอ่อนตัว ทองคำมักจะรักษามูลค่าได้ดี
4. เตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤต
ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหรือการเมือง ทองคำมักจะเป็นทางรอดของนักลงทุน การมีทองคำไว้บางส่วนเหมือนกับการมีประกันภัย ที่ช่วยคุ้มครองทรัพย์สินของคุณ
เข้าใจผิดที่ 1: ทองคำจะขึ้นราคาเสมอเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี
ความจริงคือไม่เสมอไป ในบางครั้งแม้เศรษฐกิจจะไม่ดี แต่ถ้าดอลลาร์แข็งค่ามากหรือตลาดหุ้นยังคงแข็งแกร่ง ราคาทองอาจไม่ขึ้นหรือขึ้นน้อย นักลงทุนต้องมองภาพรวมของหลายปัจจัยประกอบกัน
เข้าใจผิดที่ 2: ทองคำกับทองรูปพรรณเป็นสินค้าเดียวกัน
ทองคำที่เราพูดถึงในบทความนี้คือทองคำแท่งหรือทองคำลงทุน (Gold Bullion) ซึ่งราคาจะเคลื่อนไหวตามตลาดโลก ส่วนทองรูปพรรณที่เราซื้อเป็นเครื่องประดับจะมีค่าแรงสูงและราคาไม่เท่ากับราคาทองคำโลกล่าสุดโดยตรง
เข้าใจผิดที่ 3: ราคาทองคำล่าสุดวันนี้จะเท่ากับราคาพรุ่งนี้
ทองคำมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะในช่วงที่มีข่าวสำคัญออกมา ราคาในตอนเช้าอาจต่างจากตอนบ่ายได้ถึงหลักสิบดอลลาร์ นักลงทุนต้องติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง
เข้าใจผิดที่ 4: การวิเคราะห์เทคนิค (Technical Analysis) เพียงอย่างเดียวพอ
แม้ว่ากราฟและตัวชี้วัดทางเทคนิคจะมีประโยชน์ แต่การลงทุนทองคำต้องอาศัยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) ด้วย คุณต้องเข้าใจว่านโยบายการเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ และข้อมูลเศรษฐกิจมีผลต่อราคาทองอย่างไร
เข้าใจผิดที่ 5: ธนาคารกลางซื้อทองคำแค่เพื่อเก็งกำไร
ธนาคารกลางซื้อทองคำไม่ใช่เพื่อเก็งกำไรระยะสั้น แต่เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับสกุลเงินและระบบการเงินของประเทศในระยะยาว มันเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การบริหารเงินสำรองระหว่างประเทศ (International Reserves Management)
ติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ
เรียนรู้ที่จะติดตามปฏิทินเศรษฐกิจ (Economic Calendar) โดยเฉพาะข้อมูลเหล่านี้:
ตัวเลข CPI และ PPI (ดัชนีราคาผู้ผลิต)
การประชุมและแถลงการณ์ของ Fed
ข้อมูลการจ้างงาน (Nonfarm Payrolls และ Unemployment Rate)
ข้อมูล GDP และการใช้จ่ายของผู้บริโภค
จับตาข่าวภูมิรัฐศาสตร์
ความตึงเครียดระหว่างประเทศ สงคราม หรือการเจรจาสำคัญๆ มีผลต่อความเชื่อมั่นของตลาด คุณควรติดตามข่าวจากแหล่งที่เชื่อถือได้และวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะกระทบราคาทองอย่างไร
เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์
เรียนรู้ว่าทองคำเคลื่อนไหวอย่างไรเมื่อเทียบกับดอลลาร์ พันธบัตรสหรัฐ และตลาดหุ้น การเข้าใจความสัมพันธ์เหล่านี้จะช่วยให้คุณคาดการณ์ทิศทางของราคาทองได้ดีขึ้น
ใช้เครื่องมือวิเคราะห์หลายมิติ
อย่าพึ่งพาการวิเคราะห์แค่แบบเดียว ผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน การวิเคราะห์เทคนิค และการติดตามความเชื่อมั่นของตลาด (Market Sentiment) เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์
การที่ราคาทองคำล่าสุดยังคงอยู่ต่ำกว่า $5,050 ทั้งที่มีปัจจัยบวกจากการที่ Fed อาจลดดอกเบี้ย แสดงให้เห็นว่าตลาดทองคำมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่ปัจจัยเดียวที่ขับเคลื่อนราคา แต่เป็นการผสมผสานของหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกัน
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในตลาดทองคำไม่ใช่คนที่เดาราคาได้ถูกทุกครั้ง แต่เป็นคนที่เข้าใจกลไกของตลาด ติดตามข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ และตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน
ราคาทองวันนี้อาจจะไม่สูงเท่าที่คาดหวัง แต่แนวโน้มในระยะกลางยังคงเป็นบวก ตราบใดที่ข้อมูลเงินเฟ้อยังคงทรงตัว Fed มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีอยู่ ทองคำก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนและป้องกันความเสี่ยง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าลงทุนด้วยอารมณ์ ให้เวลากับการศึกษาข้อมูล เข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา และสร้างกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะกับตัวคุณเอง การลงทุนทองคำไม่ใช่เรื่องของการเดา แต่เป็นเรื่องของการวิเคราะห์และการจัดการความเสี่ยงอย่างมีระบบ
ปัจจุบันราคาทองคำโลกล่าสุดซื้อขายอยู่ที่ประมาณ $5,030 ต่อทรอยออนซ์ แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากข้อมูลเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าคาดและความคาดหวังว่า Fed จะลดดอกเบี้ยในปลายปีนี้ แต่ราคายังไม่ทะลุ $5,050 เนื่องจากนักลงทุนกำลังรอดูความชัดเจนจากการเจรจาภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ รวมถึงการรักษาผลกำไรหลังจากราคาพุ่งขึ้นมากกว่า 2% ในเซสชันก่อนหน้า ค่าเงินดอลลาร์ที่ยังคงแข็งแกร่งปานกลางก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันราคาทองไม่ให้พุ่งขึ้นเร็วเกินไป
จังหวะที่เหมาะสมในการซื้อทองคำขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การลงทุนของคุณ หากเป็นการลงทุนระยะยาว ราคาปัจจุบันอาจเป็นโอกาสที่ดี โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลเงินเฟ้อยังอยู่ในเกณฑ์ที่ลดลงและ Fed มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย สำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น ควรติดตาม: (1) การประกาศนโยบายของ Fed โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ย (2) ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่าง CPI และข้อมูลการจ้างงาน (3) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และ (4) การเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์ การใช้กลยุทธ์การซื้อแบบเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging) ก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่อยากเสี่ยงกับความผันผวนระยะสั้น
ธนาคารกลางซื้อทองคำเพื่อวัตถุประสงค์หลายประการ คือ (1) กระจายความเสี่ยงออกจากเงินสำรองที่เป็นดอลลาร์สหรัฐและสินทรัพย์อื่นๆ (2) สร้างเสถียรภาพให้กับสกุลเงินของตนเอง (3) เตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจหรือภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต ในปี 2022 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำเพิ่ม 1,136 ตัน มูลค่ากว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล การซื้อในปริมาณมากแบบนี้สร้างแรงหนุนพื้นฐานให้กับราคาทองในระยะยาว เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่สุดในโลกยังคงเชื่อมั่นในคุณค่าของทองคำ โดยเฉพาะธนาคารกลางจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างจีน อินเดีย และตุรกี กำลังเร่งเพิ่มสัดส่วนทองคำในเงินสำรองของตน
ทองคำเหมาะกับนักลงทุนหลายประเภท ได้แก่ (1) นักลงทุนระยะยาวที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและเงินอ่อนค่า (2) นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ต (3) คนที่กังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง (4) เทรดเดอร์ระยะสั้นที่ต้องการใช้ประโยชน์จากความผันผวนของราคา สำหรับสัดส่วนที่เหมาะสม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะนำให้มีทองคำประมาณ 5-10% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด สำหรับคนที่กังวลเรื่องความไม่แน่นอนมาก อาจเพิ่มเป็น 10-15% แต่ไม่ควรเกิน 20% เพราะทองคำไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยหรือเงินปันผล สิ่งสำคัญคือต้องปรับสัดส่วนให้เหมาะกับเป้าหมาย ระยะเวลาการลงทุน และความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคน
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ