เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-13

หลายคนที่เพิ่งเริ่มต้นเทรดฟอเร็กซ์มักประสบกับสถานการณ์ที่น่าสับสน คุณวางคำสั่งซื้อขายที่ราคาหนึ่ง แต่กลับพบว่าคำสั่งนั้นถูกดำเนินการที่ราคาที่แตกต่างไป บางครั้งอาจดีกว่าที่คาดไว้ แต่บ่อยครั้งกลับแย่กว่า หรือคุณอาจตื่นขึ้นมาในวันจันทร์เช้าแล้วพบว่ากราฟราคามีช่องว่างโหว่อยู่ตรงกลาง ราคากระโดดข้ามไปเลยโดยไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นเลย
สองปรากฏการณ์นี้คือ Slippage (การเลื่อนไถลราคา) และ Market Gaps (ช่องว่างราคา) ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงพื้นฐานที่ทุกเทรดเดอร์ต้องเข้าใจและเรียนรู้วิธีรับมือ ไม่ว่าคุณจะเทรดในตลาดหุ้น ฟอเร็กซ์ หรือสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำ การรู้จักและเข้าใจปรากฏการณ์เหล่านี้จะช่วยให้คุณวางแผนการเทรดได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น และบางครั้งยังสามารถใช้โอกาสเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ได้อีกด้วย
บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Market Gaps และ Slippage อย่างละเอียด ตั้งแต่ความหมาย สาเหตุที่เกิดขึ้น ไปจนถึงเทคนิคการรับมือและการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เหล่านี้ในการเทรดจริง
Market Gaps หรือที่เรียกว่า "ช่องว่างราคา" คือปรากฏการณ์ที่ราคาเคลื่อนที่กระโดดจากระดับหนึ่งไปยังอีกระดับหนึ่งอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นในช่วงราคาระหว่างนั้นเลย เมื่อคุณมองบนกราฟ คุณจะเห็นช่องว่างเปล่าๆ อยู่ตรงกลาง โดยที่แท่งเทียนหรือแท่งราคาไม่ได้เชื่อมต่อกัน
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังเดินขึ้นบันได แต่แทนที่จะก้าวขึ้นทีละขั้น คุณกลับกระโดดข้ามไปสองสามขั้นเลย ช่องว่างที่คุณข้ามไปนั่นแหละคือ Gap ในตลาดการเงิน
ช่องว่างราคาสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในทิศทางขาขึ้น (Gap Up) และขาลง (Gap Down) ซึ่งแต่ละแบบมีนัยยะที่แตกต่างกัน:
Gap Up: ราคาเปิดวันใหม่สูงกว่าราคาปิดของวันก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แสดงถึงแรงซื้อที่รุนแรง
Gap Down: ราคาเปิดวันใหม่ต่ำกว่าราคาปิดของวันก่อนหน้า บ่งบอกถึงแรงขายที่เข้มข้น
ในตลาดฟอเร็กซ์ซึ่งเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงในวันธรรมดา ช่องว่างราคามักเกิดขึ้นในช่วงเวลาเฉพาะ ได้แก่:
ตลาดฟอเร็กซ์ปิดตั้งแต่ช่วงเย็นวันศุกร์จนถึงเย็นวันอาทิตย์ (เวลาประเทศไทย) ในช่วงเวลานี้ หากมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เช่น วิกฤตการเมือง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือการประกาศนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ เมื่อตลาดเปิดใหม่ในวันจันทร์ ราคาจะกระโดดไปอยู่ในระดับที่สะท้อนข้อมูลใหม่ทันที
เมื่อมีการเผยแพร่ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ข้อมูลการจ้างงาน (Non-Farm Payrolls) อัตราดอกเบี้ย หรือตัวเลข GDP ถ้าผลที่ออกมาแตกต่างจากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก ราคาอาจเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจนเกิดช่องว่างในกราฟระยะเวลาสั้นๆ เช่น กราฟ 1 นาทีหรือ 5 นาที
เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ เช่น การโจมตีทางการทหาร การลาออกของผู้นำประเทศอย่างกะทันหัน หรือวิกฤตทางการเงินที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เหตุการณ์เหล่านี้สามารถสร้างช่องว่างราคาที่ใหญ่มากได้
โดยเฉพาะการประชุม FOMC (Federal Open Market Committee) ของสหรัฐอเมริกา หรือการประกาศนโยบายของธนาคารกลางประเทศสำคัญอื่นๆ เช่น ECB (European Central Bank) หรือ BOJ (Bank of Japan) ซึ่งสามารถสร้างความผันผวนรุนแรงในตลาดได้
ช่องว่างราคาไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ทางเทคนิคเท่านั้น มันยังบ่งบอกจิตวิทยาของตลาดได้อย่างชัดเจน:
เมื่อเกิด Gap Up: หมายความว่าในช่วงราคาของช่องว่างนั้น ไม่มีผู้ขายคนไหนยอมปล่อยสินทรัพย์ออกไปเลย ทุกคนต่างยึดมั่นและรอราคาที่สูงกว่า แสดงถึงความมั่นใจที่รุนแรงในทิศทางขาขึ้น
เมื่อเกิด Gap Down: ในทางกลับกัน ไม่มีผู้ซื้อคนไหนยอมรับสินทรัพย์ในช่วงราคานั้น ทุกคนต่างรอให้ราคาลดลงต่ำกว่านั้น สะท้อนความกลัวหรือความไม่มั่นใจอย่างหนัก
นักเทรดที่มีประสบการณ์มักแบ่ง Market Gaps ออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะและนัยยะ:
1. Common Gap (ช่องว่างธรรมดา) เกิดขึ้นบ่อยและมักถูก "เติม" กลับอย่างรวดเร็ว ไม่ได้บ่งบอกทิศทางที่แข็งแกร่งนัก มักพบในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำหรือช่วงเวลาที่ไม่ค่อยมีการซื้อขาย
2. Breakaway Gap (ช่องว่างหลุดพ้น) เกิดขึ้นเมื่อราคาหลุดออกจากกรอบหรือแนวรับแนวต้านที่สำคัญ มักเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์ใหม่ที่แข็งแกร่ง ช่องว่างประเภทนี้มักไม่ถูกเติมกลับในระยะเวลาสั้น
3. Runaway Gap (ช่องว่างต่อเนื่อง) เกิดขึ้นกลางเทรนด์ที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นว่าแรงซื้อหรือแรงขายยังคงมีความต่อเนื่อง เทรดเดอร์มืออาชีพมักใช้เป็นสัญญาณยืนยันทิศทางเทรนด์
4. Exhaustion Gap (ช่องว่างหมดแรง) เกิดขึ้นใกล้จุดสิ้นสุดของเทรนด์ เป็นการกระโดดครั้งสุดท้ายก่อนที่ตลาดจะกลับตัว มักตามมาด้วยการ "เติม" ช่องว่างและการเปลี่ยนทิศทางของราคา
แม้ว่า Market Gaps จะเป็นความเสี่ยง แต่เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์สามารถใช้มันเป็นโอกาสได้หลายวิธี:
กลยุทธ์นี้อิงจากหลักการที่ว่าช่องว่างส่วนใหญ่มักถูก "เติม" กลับในที่สุด เทรดเดอร์จะรอให้ช่องว่างเกิดขึ้น แล้วเปิดสถานะในทิศทางตรงข้ามเพื่อรอให้ราคากลับมาเติมช่องว่าง
ตัวอย่าง: หากตลาด EUR/USD เปิดวันจันทร์ที่ 1.1050 โดย Gap Up จากราคาปิดวันศุกร์ที่ 1.1000 คุณอาจพิจารณาขายเพื่อรอให้ราคากลับลงมาเติมช่องว่างที่ระดับ 1.1000
ข้อควรระวัง: ไม่ใช่ทุก Gap ที่จะถูกเติม โดยเฉพาะ Breakaway Gap ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์ใหม่
หากช่องว่างเกิดขึ้นพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่สูงและข่าวพื้นฐานที่แข็งแกร่ง อาจเป็นสัญญาณของเทรนด์ใหม่ เทรดเดอร์จะเข้าซื้อขายในทิศทางเดียวกับ Gap
บางครั้งการอดทนรอให้สถานการณ์ชัดเจนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด หาก Gap เกิดขึ้นก่อนที่คุณจะวางแผนเข้าเทรด อาจเป็นการฉลาดที่จะยกเลิกหรือปรับแผนการเทรดใหม่
Slippage หรือการเลื่อนไถลราคา คือความแตกต่างระหว่างราคาที่คุณคาดหวังจะเข้าหรือออกจากการเทรด กับราคาที่คำสั่งนั้นถูกดำเนินการจริง สถานการณ์นี้เกิดขึ้นได้ทั้งในการเปิดสถานะและการปิดสถานะ
ลองนึกภาพว่าคุณไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ ป้ายราคาเขียนว่า 50 บาท แต่พอคุณไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ พนักงานบอกว่า 55 บาท เพราะราคาเพิ่งเปลี่ยนไปเมื่อสักครู่ ความรู้สึกที่คุณได้คือ Slippage ในการเทรด
การเลื่อนไถลราคาเกิดจากหลายปัจจัย:
1. ความผันผวนของตลาด (Market Volatility)
เมื่อตลาดเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงที่มีข่าวสำคัญประกาศ ราคา Bid (ราคาที่คุณขายได้) และ Ask (ราคาที่คุณซื้อได้) เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในเวลาที่คำสั่งของคุณเดินทางจากคอมพิวเตอร์ของคุณไปยังเซิร์ฟเวอร์ของโบรกเกอร์ ราคาอาจเปลี่ยนไปแล้ว
2. สภาพคล่องต่ำ (Low Liquidity)
ในตลาดที่มีผู้ซื้อผู้ขายน้อย หรือในช่วงเวลาที่การซื้อขายน้อย เช่น ช่วงกลางคืนหรือวันหยุด การหาคู่ค้าที่ราคาที่คุณต้องการอาจทำได้ยาก ส่งผลให้คำสั่งถูกดำเนินการที่ราคาที่แตกต่างออกไป
3. ขนาดคำสั่งซื้อขายที่ใหญ่
คำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่อาจไม่มีสภาพคล่องเพียงพอที่จะดำเนินการที่ราคาเดียว ทำให้ส่วนหนึ่งของคำสั่งถูกดำเนินการที่ราคาที่แตกต่างกัน
4. ความล่าช้าในการดำเนินการ (Execution Delay)
แม้ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้า แต่ยังมีความล่าช้าเล็กน้อยระหว่างที่คุณคลิกปุ่มซื้อขายกับเวลาที่คำสั่งถูกดำเนินการจริง ในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว เสี้ยววินาทีนี้ก็สำคัญ
สิ่งที่น่าสนใจคือ Slippage ไม่ได้แย่เสมอไป มันมีสองแบบ:
คือเมื่อคุณได้ราคาที่แย่กว่าที่คาดไว้ ตัวอย่างเช่น:
คุณต้องการซื้อ EUR/USD ที่ 1.3650 แต่คำสั่งถูกดำเนินการที่ 1.3660 (แพงกว่า 10 pips)
คุณต้องการขายทองคำที่ 4,950 ดอลลาร์ แต่ขายได้เพียง 4,945 ดอลลาร์ (ต่ำกว่า 5 ดอลลาร์)
คือเมื่อคุณได้ราคาที่ดีกว่าที่คาดไว้ ตัวอย่าง:
คุณต้องการซื้อ GBP/USD ที่ 1.2500 แต่ได้ซื้อที่ 1.2495 (ถูกกว่า 5 pips)
คุณต้องการขายหุ้นที่ 100 บาท แต่ขายได้ที่ 101 บาท (สูงกว่า 1 บาท)
แม้ว่า Positive Slippage จะฟังดูน่าดี แต่โดยทั่วไปแล้ว เทรดเดอร์มักประสบกับ Negative Slippage มากกว่า โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดผันผวน
ตัวอย่างการเกิด Slippage ในสถานการณ์จริง
สมมติว่าวันนี้เวลา 02:00 น. (เวลาไทย) จะมีการประกาศผลการประชุม FOMC คุณวางคำสั่ง Buy Limit EUR/USD ที่ 1.0800 โดยคาดว่าหากดอลลาร์อ่อนค่า ราคาจะวิ่งขึ้นมาถึงจุดนี้
แต่ผลที่ออกมาเป็นบวกต่อดอลลาร์มากกว่าที่ตลาดคาด ทำให้ EUR/USD ร่วงลงทันที ราคา Bid/Ask Spread กว้างออกจาก 1 pip ปกติเป็น 5-10 pips ในช่วงเวลานั้น คำสั่งของคุณที่ต้องการซื้อที่ 1.0800 อาจถูกดำเนินการที่ 1.0810 เนื่องจากราคาเคลื่อนไหวเร็วเกินไป
ราคาทองคำกำลังอยู่ที่ระดับ 4,980 ดอลลาร์ คุณคาดว่าจะทะลุ 5,000 ดอลลาร์ จึงวางคำสั่ง Stop Loss ที่ 4,970 ดอลลาร์เพื่อป้องกันความเสี่ยง
ทันใดนั้นมีข่าวออกมาว่ากองทุน Hedge Fund ระดับโลกเริ่มขายชอร์ตหุ้นซอฟต์แวร์อย่างหนักสุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในตลาดลดลง นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันไปถือเงินสด ราคาทองคำที่เคยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยก็ถูกขายทิ้งเช่นกัน
ราคาทองคำร่วงลงทะลุผ่าน Stop Loss ของคุณไปอย่างรวดเร็ว แทนที่จะถูกปิดสถานะที่ 4,970 ดอลลาร์ คำสั่งของคุณกลับถูกดำเนินการที่ 4,955 ดอลลาร์ คุณขาดทุนเพิ่มขึ้นอีก 15 ดอลลาร์ต่อออนซ์จากที่คาดการณ์ไว้
ทั้ง Market Gaps และ Slippage เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน - ทั้งคู่เกิดจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่สามารถคาดเดาได้อย่างสมบูรณ์ การเข้าใจปรากฏการณ์เหล่านี้จะช่วยให้คุณ:
1. ตั้ง Stop Loss ได้อย่างสมจริง
หลายคนคิดว่า Stop Loss จะปกป้องพวกเขาได้ 100% แต่ความจริงคือ ในกรณีที่เกิด Gap หรือ Slippage รุนแรง คำสั่ง Stop Loss อาจถูกดำเนินการที่ราคาที่แย่กว่าที่ตั้งไว้มาก
การเข้าใจเรื่องนี้ทำให้คุณตระหนักว่าควรมีเงินสำรองในบัญชีมากพอที่จะรองรับ Slippage ที่อาจเกิดขึ้น
2. เลือกเวลาเทรดที่เหมาะสม
การรู้ว่าช่วงไหนมีโอกาสเกิด Gap และ Slippage สูง จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าควรหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงนั้น หรือถ้าจะเทรด ก็ต้องเตรียมพร้อมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
3. คำนวณ Risk-Reward Ratio ได้แม่นยำขึ้น
เมื่อคุณรู้ว่า Slippage อาจเกิดขึ้นได้ คุณต้องคำนวณผลตอบแทนที่คาดหวังให้สูงพอที่จะชดเชย Slippage ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่มองแต่ราคาบนกราฟเท่านั้น
4. เลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสม
โบรกเกอร์บางรายมี Slippage น้อยกว่ารายอื่นเนื่องจากมีสภาพคล่องที่ดีกว่าหรือความเร็วในการดำเนินการที่เร็วกว่า การเข้าใจเรื่อง Slippage จะช่วยให้คุณเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณได้
แม้ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยง Slippage และ Market Gaps ได้ทั้งหมด แต่ก็มีหลายวิธีที่จะช่วยลดผลกระทบ:
1. ใช้คำสั่ง Limit Order แทน Market Order
Market Order คือคำสั่งซื้อขายที่ราคาตลาดปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นราคาไหน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อ Slippage โดยเฉพาะในตลาดที่ผันผวน
Limit Order คือคำสั่งที่กำหนดราคาสูงสุด (ถ้าซื้อ) หรือราคาต่ำสุด (ถ้าขาย) ที่คุณยอมรับได้ หากราคาไม่ถึงจุดที่คุณกำหนด คำสั่งก็จะไม่ถูกดำเนินการ
ข้อดีของ Limit Order:
ป้องกัน Negative Slippage ได้
ยังคงได้รับประโยชน์จาก Positive Slippage
ควบคุมราคาที่เข้าหรือออกจากตลาดได้แม่นยำ
ข้อเสียของ Limit Order:
อาจพลาดโอกาสถ้าราคาไม่มาถึงจุดที่กำหนด
ในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว อาจไม่ได้เข้าเทรดเลย
2. หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวสำคัญ
ถ้าคุณไม่ใช่เทรดเดอร์ที่เทรดข่าวโดยเฉพาะ การอดทนรอให้ตลาดสงบลงหลังข่าวสำคัญจะช่วยลด Slippage ได้มาก
ข่าวที่ควรระวัง:
การประกาศดอกเบี้ยของธนาคารกลาง เช่น FOMC, ECB, BOJ
ข้อมูลการจ้างงาน (NFP) ของสหรัฐอเมริกา
ตัวเลข GDP และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ
เหตุการณ์ทางการเมือง เช่น การเลือกตั้ง ประชามติ
นโยบายการค้าระหว่างประเทศ เช่น ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน
ในปี 2026 นี้ เราได้เห็นผลกระทบของนโยบายต่างๆ ที่ส่งผลต่อตลาด เช่น นโยบายของซานาเอะ ทาคาอิจิ ต่อจีน ซึ่งสร้างความผันผวนในตลาดเอเชีย หรือข่าวที่ว่า Alphabet ออกหุ้นกู้ 100 ปีเพื่อลงทุน AI ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นในหุ้นเทคโนโลยี
3. เลือกคู่สกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูง
คู่สกุลเงินหลัก (Major Pairs) เช่น EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY มีสภาพคล่องสูงและ Spread แคบ ทำให้ Slippage น้อยกว่าคู่สกุลเงินแปลกใหม่ (Exotic Pairs)
คู่สกุลเงินที่แนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น:
EUR/USD - มีสภาพคล่องสูงที่สุด
GBP/USD - ผันผวนปานกลาง เหมาะกับการเทรดระยะสั้น
USD/JPY - เหมาะกับการเทรดในช่วงเวลาเอเชีย
AUD/USD - เชื่อมโยงกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์
4. เทรดในช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูง
ตลาดฟอเร็กซ์มีสภาพคล่องสูงสุดเมื่อมีตลาดหลักๆ เปิดทับซ้อนกัน:
ช่วงเวลาทองคำ:
19:00-24:00 น. (เวลาไทย) - ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดซ้อนกัน มีสภาพคล่องสูงที่สุด
13:00-17:00 น. (เวลาไทย) - ตลาดลอนดอนกับเอเชียปลายวัน
ช่วงเวลาที่ควรระวัง:
04:00-08:00 น. (เวลาไทย) - ช่วงที่ตลาดซิดนีย์เพิ่งเปิด สภาพคล่องต่ำ
วันศุกร์บ่าย - นักเทรดเริ่มปิดสถานะก่อนสุดสัปดาห์
5. จำกัดขนาดของคำสั่งซื้อขาย
การซื้อขายปริมาณมากๆ ในคราวเดียวเพิ่มโอกาสเกิด Slippage การแบ่งคำสั่งออกเป็นหลายส่วนเล็กๆ อาจช่วยได้ แต่ต้องชั่งน้ำหนักกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดหลายสถานะ
6. ศึกษาพฤติกรรมของสินทรัพย์ที่เทรด
แต่ละสินทรัพย์มีลักษณะการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน:
ราคาทองคำ ในปี 2026 มีความผันผวนสูงมาก มีข่าวว่าทองคำทะลุ 5,000 ดอลลาร์ได้เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและการลงทุนใน AI ที่เพิ่มขึ้น ทำให้มี Gap เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
หุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นซอฟต์แวร์ในตลาดสหรัฐฯ มีความผันผวนสูงหลังจากที่กองทุน Hedge Fund ขายชอร์ตหุ้นซอฟต์แวร์อย่างหนักในปี 2026 ทำให้ Slippage ในหุ้นกลุ่มนี้สูงกว่าปกติ
7. เลือกโบรกเกอร์ที่มีคุณภาพ
โบรกเกอร์ที่ดีควรมี:
ความเร็วในการดำเนินการสูง (Fast Execution)
ความโปร่งใสในการรายงาน Slippage
การเชื่อมต่อกับผู้ให้สภาพคล่องหลายราย (Multiple Liquidity Providers)
เทคโนโลยีการซื้อขายที่ทันสมัย
EBC Financial Group เป็นตัวอย่างของโบรกเกอร์ที่มีความน่าเชื่อถือ โดยมีการเชื่อมต่อกับผู้ให้สภาพคล่องชั้นนำระดับโลก ช่วยลด Slippage และให้บริการในตลาดที่หลากหลาย ทั้งฟอเร็กซ์ หุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์
ความจริง: Stop Loss เป็นเครื่องมือที่สำคัญ แต่ไม่ใช่การรับประกัน ในกรณีที่เกิด Gap หรือ Slippage รุนแรง คำสั่ง Stop Loss อาจถูกดำเนินการที่ราคาที่แย่กว่าที่ตั้งไว้
บางโบรกเกอร์มี "Guaranteed Stop Loss" ที่รับประกันราคา แต่มักมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม คุณต้องชั่งน้ำหนักว่าคุ้มค่าหรือไม่
ความจริง: แม้ว่าหลายๆ Gap จะถูกเติมกลับในที่สุด แต่ก็มี Gap บางประเภท โดยเฉพาะ Breakaway Gap ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์ใหม่ ซึ่งอาจไม่ถูกเติมกลับเลยในระยะเวลานาน
การเทรดโดยคาดหวังว่าทุก Gap จะถูกเติมอาจทำให้คุณขาดทุนหนัก
ความจริง: แม้ว่าโบรกเกอร์บางรายอาจมีการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม แต่ส่วนใหญ่แล้ว Slippage เป็นผลจากสภาพตลาดจริง ความผันผวน สภาพคล่อง และความล่าช้าทางเทคโนโลยี
โบรกเกอร์ที่มีการกำกับดูแลที่ดีจะมีความโปร่งใสในการรายงาน Slippage และไม่ได้ประโยชน์จากมัน
ความจริง: Limit Order ช่วยป้องกัน Negative Slippage แต่ก็อาจทำให้คุณพลาดโอกาสในการเข้าหรือออกจากตลาด
นอกจากนี้ ในบางกรณีของ Gap ที่รุนแรง แม้แต่ Limit Order ก็อาจไม่ถูกดำเนินการเลยถ้าราคากระโดดข้ามระดับที่คุณตั้งไว้
ความจริง: แม้แต่เทรดเดอร์มืออาชีพก็ประสบกับ Slippage เช่นกัน ความแตกต่างคือพวกเขารู้วิธีจัดการและคำนวณมันเข้าไปในแผนการเทรด
Market Gaps และ Slippage เป็นส่วนหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการเทรด แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเป็นเหยื่อของมัน การเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสาเหตุ ผลกระทบ และวิธีการรับมือกับปรากฏการณ์เหล่านี้จะเปลี่ยนคุณจากเทรดเดอร์ที่ตื่นตระหนกทุกครั้งที่ราคากระโดด เป็นเทรดเดอร์ที่มั่นใจและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
จำไว้ว่าการเทรดที่ประสบความสำเร็จไม่ได้มาจากการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด แต่มาจากการบริหารความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด การใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง เช่น Limit Orders, การเลือกเวลาเทรดที่เหมาะสม และการทำงานกับโบรกเกอร์ที่มีคุณภาพ จะช่วยให้คุณลด Slippage และใช้ประโยชน์จาก Market Gaps ได้
ในโลกของการเทรดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในปี 2026 ที่เราเห็นความผันผวนจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นกองทุน Hedge Fund ที่ขายชอร์ตหุ้นซอฟต์แวร์อย่างหนัก Alphabet ที่ออกหุ้นกู้ 100 ปีเพื่อลงทุน AI หรือราคาทองคำที่ทะลุ 5,000 ดอลลาร์ การมีความรู้ที่แข็งแกร่งเกี่ยวกับพื้นฐานอย่าง Market Gaps และ Slippage จะเป็นรากฐานที่ช่วยให้คุณยืนหยัดได้ในทุกสภาวะตลาด
Slippage เกิดขึ้นได้บ่อยในตลาดที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะช่วงที่มีการประกาศข่าวสำคัญหรือในช่วงเวลาที่สภาพคล่องต่ำ สำหรับเทรดเดอร์ทั่วไปที่เทรดในช่วงเวลาปกติและใช้คู่สกุลเงินหลัก Slippage มักอยู่ในระดับ 1-2 pips ซึ่งไม่ได้กระทบมากนัก แต่ในช่วงข่าวสำคัญ เช่น การประกาศของ FOMC หรือ NFP, Slippage อาจสูงถึง 5-10 pips หรือมากกว่า คุณควรคำนวณ Slippage เข้าไปในแผนการบริหารความเสี่ยงของคุณ และถ้าเป็นไปได้ หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่มีความเสี่ยงสูง
ไม่เสมอไป แม้ว่าสถิติจะบอกว่าช่องว่างราคาประมาณ 50-70% จะถูกเติมกลับในที่สุด แต่ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของ Gap และสาเหตุที่ทำให้เกิด Gap นั้น Common Gap (ช่องว่างธรรมดา) ที่เกิดจากปัจจัยทางเทคนิคมักถูกเติมกลับเร็ว แต่ Breakaway Gap ที่เกิดจากข่าวพื้นฐานที่แข็งแกร่งอาจไม่ถูกเติมกลับเลยในระยะเวลานาน การเทรดโดยอิงแค่สมมติฐานว่า Gap จะถูกเติมกลับโดยไม่พิจารณาบริบทอื่นๆ อาจเป็นอันตราย คุณควรวิเคราะห์สาเหตุของ Gap และความแข็งแกร่งของแนวโน้มปัจจุบันประกอบด้วยเสมอ
วิธีที่ดีที่สุดคือการผสมผสานหลายกลยุทธ์เข้าด้วยกัน ได้แก่: (1) ใช้ Limit Orders แทน Market Orders เมื่อเป็นไปได้ เพื่อกำหนดราคาสูงสุดหรือต่ำสุดที่ยอมรับได้ (2) หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงการประกาศข่าวสำคัญ เช่น FOMC, NFP หรือการประกาศดอกเบี้ย (3) เทรดในคู่สกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูง เช่น EUR/USD, GBP/USD (4) เลือกเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดหลักๆ เปิดทับซ้อนกัน โดยเฉพาะช่วง 19:00-24:00 น. เวลาไทย (5) เลือกโบรกเกอร์ที่มีคุณภาพ เชื่อมต่อกับผู้ให้สภาพคล่องหลายราย และมีความเร็วในการดำเนินการสูง สุดท้าย คำนวณ Slippage ที่อาจเกิดขึ้นเข้าไปในแผน Risk Management ของคุณตั้งแต่แรก
ข้อเสนอแบบนี้ควรพิจารณาอย่างระมัดระวัง ในความเป็นจริง การรับประกัน "ไม่มี Slippage เลย" เป็นไปไม่ได้ในตลาดที่มีสภาพคล่องจริง เว้นแต่โบรกเกอร์จะเป็น Market Maker ที่สร้างราคาเอง ซึ่งอาจมีข้อเสียในด้านอื่น เช่น Spread ที่กว้างกว่า หรือความขัดแย้งทางผลประโยชน์ บางโบรกเกอร์มี "Guaranteed Stop Loss" ซึ่งรับประกันราคา Stop แต่มักมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือเงื่อนไขพิเศษ สิ่งที่สำคัญคือโบรกเกอร์ควรมีความโปร่งใสในการรายงาน Slippage ที่เกิดขึ้นจริง และมีการควบคุมดูแลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น FCA, ASIC หรือ CySEC โบรกเกอร์อย่าง EBC Financial Group ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและการรายงานที่ตรงไปตรงมา มากกว่าการให้คำมั่นสัญญาที่เป็นไปไม่ได้
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ