เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-11

ราคาเงิน (Silver) หรือที่เราเรียกในตลาดว่า XAG/USD กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่น่าสนใจ ถึงแม้ราคาจะปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเช้าวันพุธที่ผ่านมา แต่นักเทรดส่วนใหญ่ยังไม่กล้าตัดสินใจชัดเจนว่าจะซื้อหรือขาย เพราะทุกคนกำลังจับตามองข้อมูลตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls หรือ NFP) ของสหรัฐอเมริกาที่กำลังจะออกมา
หากคุณเป็นนักลงทุนที่สนใจตลาดโลหะมีค่า โดยเฉพาะเงิน คุณอาจสังเกตเห็นว่าราคาเงินมีความผันผวนสูงกว่าทองคำ และมักมีโอกาสทำกำไรที่น่าสนใจในช่วงเวลาสั้นๆ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าทำไมราคาเงินถึงลังเลทะลุระดับ $82.00 ปัจจัยอะไรที่ส่งผลต่อราคา และคุณควรเตรียมตัวอย่างไรสำหรับการเทรด Silver ในช่วงนี้
Silver Spot Price คือราคาเงินแท่งที่ซื้อขายกันในตลาดโลกทันที โดยไม่ผ่านสัญญาล่วงหน้า (Futures) เมื่อเราพูดถึง XAG/USD หมายถึงราคาเงิน 1 ออนซ์ (Troy Ounce ประมาณ 31.1 กรัม) เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
ตัวอย่างเช่น หากราคา XAG/USD อยู่ที่ $82.00 หมายความว่าคุณต้องจ่าย 82 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อซื้อเงินแท่ง 1 ออนซ์
การติดตามชาร์ต XAG/USD จึงสำคัญมากสำหรับนักเทรดและนักลงทุน เพราะช่วยให้เห็นแนวโน้มราคา จุดซื้อขาย และโมเมนตัม (Momentum หรือแรงของการเคลื่อนไหวราคา) ของตลาดเงิน
ตามข้อมูลทางเทคนิคล่าสุด ราคาเงินได้ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่ปรับตัวลงมาจากระดับ $84.00 ในวันก่อนหน้า แต่ราคายังไม่สามารถทะลุผ่านแนวต้าน (Resistance) ที่ $82.00 ได้อย่างชัดเจน
สาเหตุหลักมาจาก:
รอข้อมูล NFP ของสหรัฐฯ - นักเทรดกำลังรอดูตัวเลขการจ้างงานที่จะออกมา ซึ่งข้อมูลนี้มีผลโดยตรงต่อนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) หาก NFP ออกมาแข็งแกร่ง Fed อาจคงดอกเบี้ยไว้สูง ซึ่งจะกดดันราคาเงิน
สัญญาณทางเทคนิคแสดงความไม่แน่นอน - แม้ราคาจะทะลุผ่านระดับ Fibonacci Retracement 23.6% ในวันจันทร์ แต่ตัวชี้วัด MACD (Moving Average Convergence Divergence เครื่องมือวัดโมเมนตัม) กำลังส่งสัญญาณอ่อนแอลง ขณะที่ RSI (Relative Strength Index ตัวชี้วัดความแข็งแกร่งสัมพัทธ์) อยู่ที่ 50 จุด แสดงว่าตลาดอยู่ในสภาวะสมดุล ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบ
ค่าดอลลาร์ยังแข็งแกร่ง - เมื่อดอลลาร์แข็งค่า ราคาเงินมักจะถูกกดดัน เพราะเงินถูกซื้อขายด้วยสกุลดอลลาร์ ถ้าดอลลาร์แข็งขึ้น นักลงทุนต้องจ่ายดอลลาร์มากขึ้นเพื่อซื้อเงินปริมาณเท่าเดิม
จากการวิเคราะห์ชาร์ต 4 ชั่วโมง นี่คือจุดสำคัญที่นักเทรดควรจับตามอง:
แนวต้าน (Resistance - ระดับที่ราคายากจะทะลุขึ้นไป):
$82.00 - แนวต้านใกล้ตัวที่ราคากำลังพยายามทะลุ
$85.25 - ระดับ Fibonacci 38.2% ซึ่งเป็นเป้าหมายถัดไปหากทะลุ $82.00 ได้
$87.25 - บริเวณ Moving Average 200 งวด ถือเป็นแนวต้านสำคัญ
$91.95 - ระดับ Fibonacci 50% เป้าหมายระยะกลาง
แนวรับ (Support - ระดับที่ราคามักจะหยุดตกลง):
$76.92 - ระดับ Fibonacci 23.6% หากราคาหลุดระดับนี้ อาจกลับมาขาลงอีกครั้ง
ข้อสังเกต:
ราคายังอยู่ต่ำกว่า Moving Average 200 งวด แสดงว่ายังอยู่ในเทรนด์แก้ตัว (Corrective Bias)
Histogram ของ MACD กำลังหดตัว บ่งบอกว่าแรงซื้อกำลังลดลง
RSI อยู่ที่ 50 แสดงว่าตลาดกำลังลังเล รอปัจจัยใหม่มาขับเคลื่อน
ข้อมูล Nonfarm Payrolls เป็นตัวเลขที่ Fed ใช้ประกอบการตัดสินใจนโยบายการเงิน หากตัวเลขการจ้างงานออกมาแข็งแกร่ง แสดงว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯยังดี Fed อาจไม่รีบลดดอกเบี้ย ซึ่งทำให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดดันราคาเงิน
ในทางกลับกัน หาก NFP ออกมาอ่อนแอ นักลงทุนอาจคาดหวังว่า Fed จะลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าและราคาเงินปรับตัวขึ้น
เงินเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย (Yieldless Asset) เมื่อดอกเบี้ยสูง นักลงทุนมักหันไปถือพันธบัตรหรือฝากเงินที่ให้ผลตอบแทนแทน แต่เมื่อดอกเบี้ยลดลง เงินและทองคำกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
ความสัมพันธ์ระหว่างดอลลาร์กับราคาเงินเป็นแบบผกผัน (Inverse Correlation) เมื่อดอลลาร์แข็งค่า ราคาเงินมักลดลง และเมื่อดอลลาร์อ่อนค่า ราคาเงินมักเพิ่มขึ้น
ต่างจากทองคำที่ใช้เป็นเครื่องประดับและสินทรัพย์สำรองเป็นหลัก เงินถูกใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ:
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ - เงินเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด ดีกว่าทองแดงและทองคำ
พลังงานแสงอาทิตย์ - แผงโซลาร์เซลล์ใช้เงินเป็นองค์ประกอบสำคัญ
เครื่องประดับ - โดยเฉพาะในอินเดียที่มีความต้องการสูง
เมื่อเศรษฐกิจจีนและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้บริโภคเงินรายใหญ่ ขยายตัว ความต้องการเงินก็เพิ่มขึ้นตาม
เมื่อเกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง สงคราม หรือวิกฤตเศรษฐกิจ นักลงทุนมักจะหันมาถือเงินและทองคำเป็น Safe Haven (สินทรัพย์ปลอดภัย) แต่เงินมักได้รับความนิยมน้อยกว่าทองคำในบทบาทนี้
เงินมีปริมาณมากกว่าทองคำในธรรมชาติ การผลิตเงินจากเหมืองและการรีไซเคิลจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่ามีผลต่ออุปทาน หากอุปทานเพิ่มขึ้นมากเกินความต้องการ ราคาเงินอาจถูกกดดัน

นักลงทุนมืออาชีพมักดู Gold/Silver Ratio หรืออัตราส่วนทองคำต่อเงิน ซึ่งบอกว่าต้องใช้เงินกี่ออนซ์เพื่อซื้อทองคำ 1 ออนซ์
วิธีใช้ประโยชน์:
หากอัตราส่วนสูง (เช่น 80-90) หมายความว่าทองคำแพงมากเมื่อเทียบกับเงิน นักลงทุนอาจมองว่าเงินถูกเกินไป (Undervalued) และเป็นโอกาสซื้อ
หากอัตราส่วนต่ำ (เช่น 40-50) แสดงว่าเงินแพงเมื่อเทียบกับทองคำ อาจเป็นโอกาสขาย
โดยทั่วไปแล้ว ราคาเงินมักเคลื่อนไหวตามทองคำ เมื่อราคาทองคำขึ้น เงินมักจะตามขึ้นด้วย แต่ความผันผวนของเงินมักจะสูงกว่า
ข่าวสำคัญที่กำลังส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั้งหมด รวมถึงราคาเงิน คือการที่กองทุน Hedge Fund (กองทุนเฮดจ์ฟันด์ กองทุนที่ใช้กลยุทธ์ซับซ้อนเพื่อหากำไร) กำลังขายชอร์ต (Short Selling หรือเดิมพันว่าราคาจะลง) หุ้นซอฟต์แวร์ในปริมาณที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2026
ทำไมข้อมูลนี้ถึงสำคัญ?
สะท้อนความกังวลเรื่องการประเมินมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี - หากตลาดหุ้นเทคโนโลยีถูกกดดัน นักลงทุนอาจหาทางป้องกันความเสี่ยงโดยเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินและทองคำ
ส่งสัญญาณความไม่มั่นใจในตลาด - เมื่อผู้เล่นรายใหญ่เริ่มเดิมพันว่าหุ้นจะลง แสดงว่าพวกเขามองเห็นความเสี่ยง ซึ่งอาจทำให้เงินไหลเข้าสู่โลหะมีค่า
Alphabet ออกหุ้นกู้ 100 ปี เพื่อลงทุน AI
บริษัทแม่ของ Google ออกพันธบัตรอายุ 100 ปีเพื่อระดมทุนลงทุนในเทคโนโลยี AI นี่เป็นสัญญาณว่า:
บริษัทเทคต้องการเงินทุนมหาศาลสำหรับ AI - การแข่งขัน AI Race กำลังดูดซับเงินทุนจำนวนมาก
ต้นทุนการกู้ยืมยังต่ำพอ - บริษัทยังมั่นใจว่าจะหาเงินได้ในระดับดอกเบี้ยที่จ่ายไหว
สำหรับตลาดเงิน การที่บริษัทเทคยังลงทุนอย่างต่อเนื่องแสดงว่าเศรษฐกิจยังเติบโต ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อความต้องการเงินในภาคอุตสาหกรรม
นโยบายการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศส่งผลต่อการไหลของเงินทุนระหว่างประเทศ หากความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีนเพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อ:
ความต้องการเงินในภาคอุตสาหกรรมของจีน - จีนเป็นผู้บริโภคเงินรายใหญ่ที่สุดในโลก
การไหลของเงินทุนสู่ Safe Haven - ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้นักลงทุนหันมาถือโลหะมีค่า
ราคาทองคำเคลื่อนไหวขึ้นสู่ระดับประวัติศาสตร์ที่ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากปัจจัย:
ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ - นักลงทุนใช้ทองคำป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ
ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ - ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังซื้อทองคำเป็นประวัติการณ์
ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัว - ทำให้สินทรัพย์ที่ซื้อขายด้วยดอลลาร์มีราคาสูงขึ้น
สำหรับเงิน เมื่อทองคำขึ้น เงินมักตามขึ้นด้วย แต่บางครั้งอัตราส่วน Gold/Silver อาจเปลี่ยนไป ทำให้เงินมีโอกาสเพิ่มขึ้นเร็วกว่าหากตลาดมองว่าเงินถูกเกินไป
ข้อดีของการลงทุนในเงิน:
ราคาถูกกว่าทองคำ - เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีเงินทุนจำกัด
โอกาสผลตอบแทนสูง - ความผันผวนสูงกว่าทองคำ หมายถึงโอกาสทำกำไรมากขึ้น
Hedge Against Inflation - ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้เช่นกัน
ความต้องการอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น - โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอิเล็กทรอนิกส์
อัตราส่วน Gold/Silver อยู่ในระดับสูง - บ่งบอกว่าเงินอาจมี Upside Potential
ความเสี่ยงที่ควรระวัง:
ความผันผวนสูง - ราคาอาจขึ้นลงรุนแรงในระยะสั้น
อุปทานมากกว่าทองคำ - อาจกดดันราคาในระยะยาว
ไวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ - เมื่อเศรษฐกิจชะลอ ความต้องการอุตสาหกรรมลดลง
ข้อเข้าใจผิดที่ 1: เงินและทองคำเหมือนกัน ความจริง: แม้จะเป็นโลหะมีค่าเหมือนกัน แต่เงินมีความผันผวนสูงกว่าและมีความต้องการในภาคอุตสาหกรรมมากกว่า
ข้อเข้าใจผิดที่ 2: เงินเป็น Safe Haven เหมือนทองคำ ความจริง: เงินมีฐานะ Safe Haven น้อยกว่าทองคำ และได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจมากกว่า
ข้อเข้าใจผิดที่ 3: XAG/USD เหมือนกับ Silver Futures ความจริง: XAG/USD คือราคา Spot (ราคาซื้อขายทันที) ส่วน Silver Futures คือสัญญาล่วงหน้า ซึ่งมีกลไกการซื้อขายและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
ข้อเข้าใจผิดที่ 4: ควรลงทุนทั้งหมดในเงิน ความจริง: การกระจายความเสี่ยง (Diversification) สำคัญมาก ควรลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท
สำหรับนักเทรดระยะสั้น (Day Traders):
รอ Breakout - รอให้ราคาทะลุ $82.00 พร้อมปริมาณการซื้อขายสูง ก่อนเข้าซื้อ
ตั้ง Stop Loss แน่น - ใต้ $81.50 เพื่อจำกัดความเสี่ยง
เป้าหมายระยะสั้น - ที่ระดับ $85.25 (Fibonacci 38.2%)
สำหรับนักลงทุนระยะกลาง (Swing Traders):
รอราคาปรับฐานให้ชัด - หากราคาหลุด $81.00 อาจรอซื้อที่ $76.92
เฉลี่ยต้นทุน (Dollar-Cost Averaging) - ซื้อทีละน้อยในแต่ละระดับราคา
เป้าหมายระยะกลาง - ที่ $91.95 (Fibonacci 50%)
สำหรับนักลงทุนระยะยาว:
มองภาพใหญ่ - เทรนด์ระยะยาวของเงินยังเป็นขาขึ้น
ซื้อเมื่อตลาดปรับตัว - ใช้โอกาสราคาลงเพื่อสะสม
ถือยาว - มุ่งเป้าที่ All-Time High ใหม่ในอนาคต
แนวทางการบริหารความเสี่ยง
อย่าลงทุนเกินกำลัง - ใช้เงินที่พร้อมเสี่ยงได้เท่านั้น
ใช้ Stop Loss เสมอ - ป้องกันขาดทุนเกินควบคุม
ติดตามข่าวสาร - โดยเฉพาะข้อมูลเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ
ทบทวนกลยุทธ์เป็นระยะ - ปรับแผนตามสถานการณ์ตลาด
กระจายพอร์ตการลงทุน - อย่าลงทุนในเงินเพียงอย่างเดียว
ราคาเงิน XAG/USD ขณะนี้อยู่ในช่วงลังเล นักเทรดรอข้อมูล NFP ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางครั้งใหญ่ หากตัวเลขออกมาอ่อนแอกว่าคาด ราคาเงินอาจพุ่งทะลุ $82.00 และมุ่งหน้าสู่ $85.25 แต่หากข้อมูลออกมาแข็งแกร่ง ราคาอาจถูกกดดันลงทดสอบแนวรับที่ $76.92
สิ่งสำคัญคือคุณต้องมีแผนการเทรดที่ชัดเจน รู้จักจุดเข้า-ออก และบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม การลงทุนในเงินเป็นโอกาสที่ดีในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ แต่ต้องใช้ความรอบคอบและมีวินัย
ราคาเงินลังเลเพราะนักเทรดกำลังรอข้อมูล Nonfarm Payrolls (NFP) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลต่อนโยบายดอกเบี้ยของ Fed นอกจากนี้ สัญญาณทางเทคนิคจาก MACD และ RSI แสดงว่าตลาดอยู่ในสภาวะสมดุล ไม่มีแรงซื้อหรือขายที่ชัดเจน ประกอบกับค่าดอลลาร์ที่ยังแข็งแกร่งก็กดดันราคาเงินไว้
ข้อมูล NFP เป็นตัวชี้วัดสำคัญของสภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ หาก NFP ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด Fed อาจคงดอกเบี้ยไว้สูง ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดดันราคาเงิน แต่หาก NFP อ่อนแอ นักลงทุนจะคาดหวังว่า Fed จะลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าและราคาเงินปรับตัวขึ้น ดังนั้นข้อมูล NFP จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาเงินในระยะสั้น
Gold/Silver Ratio คืออัตราส่วนที่บอกว่าต้องใช้เงินกี่ออนซ์เพื่อซื้อทองคำ 1 ออนซ์ นักลงทุนใช้อัตราส่วนนี้ประเมินว่าเงินถูกหรือแพงเมื่อเทียบกับทองคำ หากอัตราส่วนสูง (80-90) แสดงว่าเงินอาจถูกเกินไปและเป็นโอกาสซื้อ ส่วนอัตราส่วนต่ำ (40-50) บ่งบอกว่าเงินแพงและอาจเป็นโอกาสขาย อัตราส่วนนี้ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้ว่าควรถือเงินหรือทองคำในช่วงเวลาใด
เงินเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ระดับปานกลางถึงสูง เพราะมีความผันผวนมากกว่าทองคำ เหมาะสำหรับผู้ที่มีเงินทุนจำกัดแต่ต้องการโอกาสผลตอบแทนสูง หรือผู้ที่ต้องการกระจายพอร์ตโลหะมีค่า ควรระวังเรื่องความผันผวนที่สูง ผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจ และความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์อุตสาหกรรม สิ่งสำคัญคือต้องมีแผนบริหารความเสี่ยงที่ดี ใช้ Stop Loss และไม่ลงทุนเกินกำลัง
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ