เตือนภัยรายย่อย ทองคำราคานี้ของจริง หรือแค่ฟองสบู่รอวันแตก?
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

เตือนภัยรายย่อย ทองคำราคานี้ของจริง หรือแค่ฟองสบู่รอวันแตก?

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-05

ราคาทอง

การพุ่งขึ้นของราคาทองคำในช่วงต้นปี 2026 ถือเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนทั่วโลก เมื่อทองคำทะลุระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม แต่เบื้องหลังตัวเลขที่น่าประทับใจนี้ กลับซ่อนสัญญาณเตือนภัยที่นักลงทุนรายย่อยต้องรู้


บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกข้อมูล Macro View เพื่อทำความเข้าใจว่า ราคาทองคำปัจจุบันสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงหรือเป็นเพียง "ฟองสบู่" ที่รอวันแตก พร้อมเปิดเผยกลยุทธ์การลงทุนที่จะช่วยปกป้องพอร์ตของคุณ


ราคาทอง

เมื่อ Anchoring Bias ทำให้คุณมองข้ามความเสี่ยง

สมอเรือทางจิตใจที่กำหนดทิศทางตลาด

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับตลาดทองคำในขณะนี้สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎี Anchoring Bias หรือ "ทฤษฎีสมอเรือ" ซึ่งเป็นอคติทางความคิดที่ทำให้นักลงทุนยึดติดกับข้อมูลชุดแรกที่พบเห็น


เมื่อราคาทองคำทำจุดสูงสุดที่ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตัวเลขนี้กลายเป็น "สมอ" ทางจิตใจ ทำให้นักลงทุนรายย่อยมองว่าราคาใดๆ ที่ต่ำกว่านี้คือ "ของถูก" และเป็นจังหวะ Buy on Dip ที่ดี


แรงซื้อจากรายย่อยนี่เอง คือเชื้อเพลิงสำคัญที่ขับเคลื่อนราคาทองคำให้ดีดตัวกลับอย่างรวดเร็วหลังการปรับฐาน เช่นเดียวกับที่เราเคยเห็นทองคำฟื้นตัวหลังร่วง 10% ในเดือนตุลาคม 2025


โอกาสระยะสั้น: เป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์เป็นไปได้จริงหรือ?

จากการวิเคราะห์แนวโน้มระยะสั้น หากแรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยยังคงต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาทองคำจะทดสอบจุดสูงสุดเดิม หรือแม้กระทั่งทำ New High ที่ระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ภายในปี 2026


แต่คำถามสำคัญคือ: ราคานี้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงหรือไม่?


ราคาทองคำ

ความจริงที่น่าตกใจคือทองคำแพงเกินจริงถึง 68%

โมเดลเศรษฐศาสตร์เผยความจริง

จากการวิเคราะห์ด้วยโมเดลเศรษฐมิติที่มีความแม่นยำสูงถึง 86% ในการทำนายความเคลื่อนไหวของทองคำ พบข้อเท็จจริงที่น่าสะพรึงกลัว


ราคาทองคำปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ 4,661 ดอลลาร์ต่อออนซ์นั้น แพงเกินมูลค่าที่แท้จริงถึง 68% เมื่อเทียบกับ Fair Value ที่อยู่ที่ระดับ 2,768 ดอลลาร์ต่อออนซ์


โมเดลนี้คำนวณจากปัจจัยพื้นฐานสำคัญ ได้แก่:

  • การซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก

  • อัตราเงินเฟ้อที่แท้จริง (Real Inflation)

  • การเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ

  • ความต้องการทองคำจากภาคอุตสาหกรรม


ทองคำ "ข้ามเวลา" ไปอนาคต 7 ปีแล้ว

การวิเคราะห์เชิงลึกพบว่า ราคาทองคำปัจจุบันเทียบเท่ากับระดับที่ควรจะเป็นในปี 2033 หรืออีก 7 ปีข้างหน้า


หากคิดตามอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทบต้นที่ 3.2% ต่อปี (ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 100 ปี) ราคาทองคำในปัจจุบันสะท้อนมูลค่าที่ควรจะเกิดขึ้นเมื่อดัชนีเงินเฟ้อของสหรัฐฯ พุ่งไปอยู่ในระดับของปี 2033 แล้ว


นี่หมายความว่าอะไร? ทองคำกำลัง "วิ่งนำหน้า" ปัจจัยพื้นฐานมากเกินไป ซึ่งเป็นสัญญาณของการเก็งกำไรมากกว่าการลงทุนระยะยาว


Regime Shift หรือฟองสบู่? เส้นบางระหว่างโอกาสและความเสี่ยง

เมื่อโมเมนตัมแทนที่ปัจจัยพื้นฐาน

ส่วนหนึ่งของช่องว่างระหว่างราคาตลาดกับมูลค่าที่แท้จริงสามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยโครงสร้างที่เปลี่ยนไป (Regime Shift):


  1. De-dollarization: ธนาคารกลางทั่วโลกพยายามกระจายความเสี่ยงออกจากเงินดอลลาร์

  2. ความเชื่อมั่นในเงินกระดาษลดลง: นักลงทุนหันมาเก็บสินทรัพย์จับต้องได้มากขึ้น

  3. ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์: สงครามการค้าและความตึงเครียดระหว่างประเทศ


แต่ช่องว่างที่เหลือ มาจากการเก็งกำไรอย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะจากนักลงทุนรายย่อยหน้าใหม่ที่ขาดประสบการณ์


บทเรียนจากประวัติศาสตร์: ปี 1980 ซ้ำรอยหรือไม่?

แม้ราคาทองคำใน 3 ปีที่ผ่านมาจะสร้างผลตอบแทนที่ดีเยี่ยม (เป็นช่วง 3 ปีที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 1980) แต่ประวัติศาสตร์มีบทเรียนที่น่ากลัว


ข้อมูลสถิติระยะยาว:

  • การปรับฐานปกติ (Peak to Trough): -14%

  • การปรับฐานในช่วงปี 1978-1981: -43%


เหตุการณ์ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 มีความคล้ายคลึงกับปัจจุบันอย่างน่าตกใจ: เงินเฟ้อสูง ดอลลาร์อ่อนค่า และนักลงทุนแห่กันเข้าทอง ก่อนที่ฟองสบู่จะแตกอย่างรุนแรง


Silver: โอกาสหรือกับดักสำหรับนักเก็งกำไร

ตลาดเล็กที่เต็มไปด้วยความผันผวน

สำหรับนักลงทุนที่สนใจแร่เงิน (Silver) ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะแม้เงินจะมักเคลื่อนไหวตามราคาทองคำ แต่มีข้อแตกต่างสำคัญ


ข้อจำกัดของตลาดเงิน:

  • ไม่ใช่สินทรัพย์ทุนสำรอง (Reserve Asset)

  • มีขนาดตลาดเล็กกว่า (Thinner Market)

  • สภาพคล่องต่ำกว่า ทำให้รับแรงซื้อ-ขายไม่ได้เท่า

  • ความผันผวนสูงมากในช่วงปรับฐาน


เงินที่พุ่งไปแตะ 122 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม 2026 มีโอกาสเผชิญการปรับฐานรุนแรงได้ง่ายกว่าทองคำมาก


สรุป: ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่ดี แต่ต้องเลือกจังหวะ

ราคาทองคำยังคงเป็นเครื่องมือรักษามูลค่าและอำนาจซื้อที่ดีในระยะยาว แต่นักลงทุนต้องเข้าใจว่า:

  • ระยะสั้น: โอกาสทำกำไรยังมี แต่ความเสี่ยงสูงมาก 

  • ระยะยาว: หลังจากช่วงพุ่งทะยาน อาจเข้าสู่ช่วงทรงตัวนาน 

  • การบริหารความเสี่ยง: สำคัญที่สุดในตลาดที่ผันผวนสูง


คำเตือนสำคัญ: อย่าเข้าซื้อเพียงเพราะกลัวพลาดโอกาส (FOMO) ศึกษาข้อมูล เข้าใจความเสี่ยง และใช้เครื่องมือที่เหมาะสม


พร้อมเทรดทองคำอย่างมืออาชีพแล้วหรือยัง? [เปิดบัญชีฟรีกับ EBC Financial Group](CTA Link) หรือติดต่อทีมงานของเราเพื่อปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
ราคาซิลเวอร์ทำสถิติสูงสุด: ควรซื้อ เพิ่มถือ หรือถึงเวลาทำกำไร?
เจาะลึก Order Execution กลไกซ่อนเร้นของตลาด
เจาะลึก Rejection Block vs Breaker Block เคล็ดลับจุดเข้าเทรดแม่นยำ
ราคาเงิน (Silver) 2025 กระแสพุ่งต่อ หรือใกล้ถึงจุดเปลี่ยน?
ราคาเงินล่าสุดลดลงในอีกไม่กี่วันข้างหน้าหรือไม่? บทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ