ทำไมเทรดเดอร์มืออาชีพจึงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง (Risk Management)?

2025-08-29

การบริหารความเสี่ยงคืออะไร

คำนิยาม


การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) คือระบบที่เทรดเดอร์ใช้เพื่อควบคุมการขาดทุนและปกป้องบัญชีของตน ไม่ใช่แค่การตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) เท่านั้น แต่เป็นชุดของกฎเกณฑ์ ข้อจำกัด และการทบทวนที่กำหนดว่าเราควรเสี่ยงเท่าไหร่ จะออกจากการเทรดเมื่อผิดทางที่จุดไหน และจะกำหนดขนาดล็อตอย่างไร เพื่อให้การเทรดผิดพลาดครั้งเดียวไม่ทำให้พอร์ตโฟลิโอเสียหายหนัก ระบบนี้สามารถใช้ได้ทั้งการเทรดรายวัน (Day Trading), เทรดระยะกลาง (Swing Trading) และการลงทุนระยะยาวในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น หุ้น ออปชัน ฟิวเจอร์ส และฟอเร็กซ์


ความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง


ตลาดมีความไม่แน่นอน และแม้แต่กลยุทธ์ที่ดีก็อาจขาดทุนได้ หากไม่มีกรอบการป้องกัน การขาดทุนต่อเนื่องสั้น ๆ อาจล้างผลกำไรที่สะสมมาหลายเดือน เป้าหมายไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด แต่เป็นการรับความเสี่ยงอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนช่วยลดความเครียด ปรับปรุงการลงมือทำ และทำให้ผลลัพธ์มีความมั่นคงมากขึ้นในระยะยาว


การฟื้นตัวจากการขาดทุนเป็นเรื่องท้าทาย เช่น ถ้าขาดทุน 25% ต้องมีกำไร 33% เพื่อกลับมาเท่าเดิม ขาดทุน 50% ต้องมีกำไร 100% เพื่อชดเชย การรักษาการขาดทุนให้น้อยช่วยรักษาพลังของการทบต้น แม้จะมีกำไรเพียงเล็กน้อย (เช่น อัตราชนะ 52–55% กับอัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทน 1:1.5) ก็สามารถเติบโตได้มากหากจำกัดการขาดทุนและปล่อยให้กำไรวิ่งต่อ


การกำหนดขนาดล็อตการเทรด (Position Sizing) ในทางปฏิบัติ


ตัวอย่างง่าย ๆ สมมติมีบัญชีมูลค่า 10,000 ดอลลาร์ และตั้งกฎว่าเสี่ยงไม่เกิน 1% ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง (ขาดทุนสูงสุด 100 ดอลลาร์)


  • เข้าซื้อที่ราคา 50 ดอลลาร์ จุดตัดขาดทุนที่ 48 ดอลลาร์ → ความเสี่ยง/หุ้น 2 ดอลลาร์→ ขนาดล็อต = 100 ÷ $2 = 50 หุ้น

  • การเปิดรับความเสี่ยงรวมประมาณ 2,500 ดอลลาร์ และถ้าหุ้นถูกตัดขาดทุน จะขาดทุนสูงสุดที่ 100 ดอลลาร์

  • ถ้าราคาหุ้นขึ้นไปถึง 53 ดอลลาร์ กำไร = 3 ดอลลาร์ต่อหุ้น เท่ากับ 150 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.5% ของบัญชี


การกำหนดขนาดล็อตโดยคำนึงถึงความผันผวน:


  • หาก Average True Range (ATR) อยู่ที่ 1.20 ดอลลาร์ จุดตัดขาดทุน 1.5×ATR = ความเสี่ยง 1.80 ดอลลาร์ต่อหุ้น

  • ขนาด ≈ 100 ÷ 1.80 = 55 หุ้น (ปัดลงหากมีสภาพคล่องน้อย)


ความร้อนของพอร์ต (Portfolio Heat):


  • จำกัดความเสี่ยงเปิดรับรวมของทุกตำแหน่ง (เช่น ไม่เกิน 6% ของเงินทุนทั้งหมด) เพื่อป้องกันไม่ให้หลายๆการเทรดทำให้พอร์ตเสียหายหนักพร้อมกัน


วิธีการกำหนดขนาดล็อตอย่างละเอียด


วิธีการกำหนดขนาดที่แตกต่างกันเหมาะกับกลยุทธ์และสินทรัพย์ต่างกัน สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอและการปรับให้เข้ากับความผันผวน เพื่อรักษาความเสี่ยงเป็นจำนวนเงินคงที่ในทุกสภาวะตลาด


  • Fixed fractional: ความเสี่ยงคือเปอร์เซ็นต์คงที่ของเงินทุนต่อการเทรด (เช่น 1%) ง่ายและจะลดลงเมื่อเงินทุนลด และเพิ่มขึ้นเมื่อเงินทุนเติบโต

  • Volatility-based (ATR): กำหนดจุดตัดขาดทุนตาม ATR หรือโครงสร้างราคา แล้วกำหนดขนาดล็อตให้เสี่ยงจำนวนเงินเท่ากัน แม้ตลาดจะผันผวนต่างกัน

  • Fixed dollar risk: เสี่ยงจำนวนเงินเท่ากันทุกการเทรด (เช่น 100 ดอลลาร์) จัดการง่ายแต่ไม่ปรับตามขนาดเงินทุน

  • Percent of volatility (PVOL): กระจายเงินลงทุนมากขึ้นกับสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำ และน้อยกับสินทรัพย์ที่ผันผวนสูงเพื่อให้ความเสี่ยงต่อพอร์ตเท่ากัน

  • MAE-aware: ใช้ข้อมูล Maximum Adverse Excursion (MAE) จากประวัติการเทรดเพื่อวางจุดตัดขาดทุนที่ระดับที่ไอเดียล้มเหลวจริง ๆ ไม่ใช่แค่เสียงรบกวนในตลาด


การวางจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่เหมาะสม

การวางจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่เหมาะสม

จุดตัดขาดทุนจะมีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อสอดคล้องกับแนวคิดของการเทรดและลักษณะการเคลื่อนไหวปกติของตลาด หากจุดตัดขาดทุนต้องตั้งกว้างเพื่อให้มีเหตุผล ก็ควรลดขนาดล็อตลงตามไปด้วย เพราะถ้าตั้งจุดตัดกว้างแล้วขนาดล็อตใหญ่เกินไป จะทำให้เสียประโยชน์ของการควบคุมความเสี่ยง


  • อิงโครงสร้างราคา (Structure-based): ตั้งจุดตัดขาดทุนต่ำกว่าจุดต่ำสุดของสวิงในกรณีเทรดขาขึ้น (Long) หรือสูงกว่าจุดสูงสุดของสวิงในกรณีเทรดขาลง (Short) เพราะถ้าราคาทะลุโครงสร้างนี้แผนการเทรดถือว่าใช้ไม่ได้

  • อิงความผันผวน (Volatility-based): ตั้งจุดตัดขาดทุนที่ 1–2 เท่าของค่า ATR นอกเหนือจากจุดเข้าหรือจุดสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตัดเพราะเสียงรบกวนปกติของตลาด

  • อิงเวลา (Time-based): ออกเมื่อสัญญาณเทรดไม่เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 3–5 แท่งเทียน หรือไม่กี่วัน

  • อิงเหตุการณ์ (Event-aware): ขยายจุดตัดขาดทุนหรือปรับขนาดล็อตให้เล็กลงก่อนเหตุการณ์สำคัญ เช่น การรายงานผลประกอบการหรือข้อมูลเศรษฐกิจที่มีผลกระทบสูง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากช่องว่างราคา (Gap)


ความเสี่ยงในพอร์ต


ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดแค่ต่อการเทรดแต่ละครั้ง แต่คือการรวมกันของทุกตำแหน่งในพอร์ต ควรพิจารณาการเทรดที่มีความสัมพันธ์สูงเป็นความเสี่ยงเดียวกัน และหลีกเลี่ยงการเปิดรับความเสี่ยงซ้ำซ้อนในรูปแบบต่าง ๆ


  • จำกัดความเสี่ยงของหุ้นตัวเดียว (เช่น ไม่เกิน 2% ของเงินทุนหากถูกตัดขาดทุน)

  • จำกัดความเสี่ยงของกลุ่มอุตสาหกรรมหรือปัจจัยร่วม (เช่น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ไม่เกิน 3–4% ของความเสี่ยงรวม)

  • จัดขนาดล็อตโดยพิจารณาตำแหน่งที่มีความสัมพันธ์สูงเป็นการเปิดรับความเสี่ยงเดียวกัน

  • เปิดตำแหน่งเป็นขั้นบันได (Ladder entries) เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องจังหวะเวลาและทดสอบแผนการเทรดในขณะที่มันพัฒนา


การจัดการกับช่องว่างราคาและสลิปเพจ (Slippage)


ในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว จุดตัดขาดทุนอาจไม่สามารถถูกเติมที่ราคาที่ตั้งไว้ได้เสมอไป จึงควรวางแผนรับมือกับการดำเนินการที่ไม่สมบูรณ์ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายรุนแรง


  • เลือกสัญลักษณ์ที่มีสภาพคล่องสูง มีสเปรดแคบ และมีคำสั่งซื้อขายลึก

  • หลีกเลี่ยงตำแหน่งใหญ่ใกล้เหตุการณ์สำคัญในหุ้นที่สภาพคล่องต่ำ

  • ใช้จุดตัดขาดทุนสำรองแบบลึก (Disaster stop) สำหรับการออกจากตำแหน่งในกรณีฉุกเฉินโดยยอมรับความเสี่ยงช่องว่างราคา

  • ลดขนาดล็อต ประกันความเสี่ยง หรือหลีกเลี่ยงการถือครองผ่านช่วงรายงานผลประกอบการหรือข้อมูลสำคัญ


กฎการบริหารความเสี่ยงในช่วงขาดทุน (Drawdown Protocols)


การมีกฎที่ชัดเจนช่วยควบคุมอารมณ์เมื่อผลการเทรดแย่ลง และป้องกันการเทรดเพื่อแก้มือ (Revenge trading) โดยโปรโตคอลควรช่วยลดความเสี่ยง สร้างพื้นที่ให้รีเซ็ต และกำหนดเวลาในการเพิ่มขนาดล็อตอีกครั้ง


  • การปรับลดแบบเป็นขั้นเป็นตอน: ลดขนาดความเสี่ยงต่อการเทรดลง 25% เมื่อขาดทุนสะสมถึง 5% ของเงินทุน และลดลง 50% เมื่อขาดทุนสะสมถึง 10%

  • หยุดชั่วคราว: หยุดเทรดทันทีถ้าขาดทุนในวันนั้นเกิน 2% ของเงินทุน

  • การปรับคุณสมบัติใหม่: เพิ่มขนาดล็อตใหม่หลังจากมีวันทำกำไรต่อเนื่อง หรือหลังจากฟื้นฟูผลขาดทุนได้ครึ่งหนึ่ง

  • เพิ่มจังหวะการตรวจสอบ: ตรวจสอบผลการเทรดทุกวันในช่วงขาดทุน และทำการวิเคราะห์เชิงลึกทุกสัปดาห์


การจดบันทึกและติดตามตัวชี้วัดสำคัญ


สิ่งที่วัดได้ ย่อมถูกจัดการได้ดีขึ้น การจดบันทึกช่วยสร้างความตระหนักรู้ในตัวเอง ขณะที่ตัวชี้วัดช่วยให้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น


สิ่งที่ควรติดตาม:


  • ประสิทธิภาพของแต่ละการตั้งค่า: อัตราชนะ, กำไร/ขาดทุนเฉลี่ย, ผลตอบแทนที่คาดหวังต่อการตั้งค่า

  • สลิปเพจ vs แผน: การส่งคำสั่งซื้อขายจริงแย่กว่าที่คาดไว้หรือไม่

  • การขาดทุนหนักสุด 5 ครั้ง: เกิดจากการฝ่าฝืนกฎหรือเหตุการณ์ตลาดที่ไม่คาดคิด

  • ผลกระทบตามช่วงเวลา: ผลลัพธ์ตามเวลาของวันและวันในสัปดาห์ เพื่อย้ายความเสี่ยงไปยังช่วงเวลาที่มีคุณภาพมากกว่า

  • กำไร/ขาดทุนตามระยะเวลาถือครอง: การออกจากตลาดเร็วหรือช้าเกินไปสำหรับกลยุทธ์หรือไม่


การปรับตัวตามสภาวะตลาด


กฎการบริหารความเสี่ยงควรมีความยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด แต่ยังคงความเป็นระบบอยู่เสมอ เพราะความผันผวนและสภาพคล่องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ดังนั้นความเสี่ยงที่รับได้จึงควรปรับตามด้วย


  • ตลาดที่มีความผันผวนต่ำและเป็นเทรนด์: สามารถตั้งเป้ากำไรง่ายขึ้นเล็กน้อย แต่ยังรักษาความเสี่ยงปกติ

  • ตลาดผันผวนสูงและแกว่งตัว: ลดความเสี่ยงต่อการเทรดแต่ละรายการ จำกัดความร้อนของพอร์ตให้เข้มงวดขึ้น และพิจารณากลยุทธ์การกลับตัว (mean-reversion) หากเป็นส่วนหนึ่งของแผนเทรด

  • ช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญมาก: ใช้ขนาดล็อตที่เล็กลง ประกันความเสี่ยง หรือเทรดน้อยลง

  • การเปลี่ยนแปลงสภาพคล่อง: เมื่อสเปรดกว้างขึ้น ควรลดขนาดล็อตและเลือกใช้เครื่องมือที่มีสภาพคล่องสูงกว่า


เครื่องมือทางการเงิน: ความแตกต่างและข้อควรระวังในการใช้งาน


เครื่องมือแต่ละประเภทมีลักษณะและความเสี่ยงเฉพาะตัว ควรปรับขนาดล็อตและจุดตัดขาดทุนให้เหมาะสม แทนการใช้สูตรเดียวกันทั้งหมด


  • หุ้น: มีความเสี่ยงช่องว่างราคาช่วงรายงานผลประกอบการหรือข่าว ควรลดขนาดล็อต หรือใช้ประกันความเสี่ยงด้วยออปชัน และตั้งจุดตัดขาดทุนเหนือ/ใต้โครงสร้างสำคัญ

  • ออปชัน: กำหนดความเสี่ยงได้ชัดเจน แต่มีผลจากการเสื่อมสภาพของเวลาและความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง สเปรดช่วยลดความเสี่ยงแต่เพิ่มความซับซ้อนและความเสี่ยงจากการถูกเรียกใช้สิทธิ์

  • ฟิวเจอร์ส: ใช้ขนาดสัญญาที่เล็กกว่าที่คิดไว้ เฝ้าระวังมาร์จิ้นและจำลองสถานการณ์ราคาจำกัด

  • ฟอเร็กซ์: เลเวอเรจสูง ต้องจำกัดขนาดสัญญาที่แท้จริง ระวังค่าใช้จ่ายข้ามคืนและตารางข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค


พื้นฐานการประกันความเสี่ยง (Hedging)

การประกันความเสี่ยงเหมือนประกันภัย ไม่ใช่เวทมนตร์ เป้าหมายคือ ลดความเสี่ยงร้ายแรงโดยไม่ทำลายผลตอบแทนของกลยุทธ์


  • ประกันดัชนี: ถือสถานะชอร์ตเล็ก ๆ ในฟิวเจอร์ส S&P 500 หรือ Nasdaq เพื่อป้องกันพอร์ตหุ้นยาว

  • ประกันด้วยออปชัน: ซื้อ put ป้องกัน หรือใช้ collar เพื่อลดต้นทุนสุทธิ

  • เทรดคู่: ถือหุ้นแข็งแกร่งและชอร์ตหุ้นคู่แข่งที่อ่อนแอ เพื่อลดความเสี่ยงตลาดโดยรวม


ข้อผิดพลาดทั่วไปที่ควรหลีกเลี่ยง


  • ตั้งจุดตัดขาดทุนแคบเกินไปจนโดนตัดเพราะความผันผวนปกติ (“เสียงรบกวน”)

  • การซื้อเพิ่มเมื่อติดลบเพื่อลดราคาทุน (Martingale)

  • เพิ่มขนาดล็อตตามความมั่นใจโดยไม่ยึดกฎ

  • มองข้ามความสัมพันธ์ของสินทรัพย์และเปิดรับความเสี่ยงซ้ำซ้อน

  • ตั้งจุดตัดขาดทุนที่เลขกลมหรือจุดต่ำของวันก่อนหน้าโดยไม่มีเหตุผลทางเทคนิค

  • ไม่สนใจสภาพคล่องและการเลื่อนราคาที่อาจเกิดในสินทรัพย์ที่สภาพคล่องต่ำหรือเคลื่อนไหวเร็ว

  • ปล่อยให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลังชนะหลายครั้งโดยไม่ทบทวนความผันผวนและการเปิดรับความเสี่ยง


คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง


  • ขนาดล็อต: วิธีคำนวณจำนวนหุ้นหรือสัญญาที่จะซื้อขายโดยอิงกับความเสี่ยงและจุดตัดขาดทุน

  • คำสั่ง Stop-Loss: คำสั่งออกจากตลาดอัตโนมัติเพื่อลดการขาดทุนเมื่อราคาขยับผิดทาง

  • อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน: อัตราส่วนระหว่างกำไรที่คาดหวังกับความเสี่ยงที่ยอมรับ (เช่น เสี่ยง 100 เพื่อหวังกำไร 200 คือ 1:2)

  • การถอนออก: การลดลงจากจุดสูงสุดของพอร์ตไปยังจุดต่ำสุดถัดไป ใช้วัดความเสี่ยงและเวลาที่ต้องใช้ฟื้นฟู

  • Volatility (ATR): ตัววัดความผันผวนที่ใช้ตั้งจุดตัดขาดทุนและกำหนดขนาดล็อตแบบไดนามิก

  • Kelly Fraction (ขั้นสูง): วิธีการกำหนดขนาดล็อตเชิงทฤษฎีที่ใช้ลดการถอนออกโดยหลายคนใช้ส่วนน้อยลงเพื่อความปลอดภัย


มุมมองจากมืออาชีพ

มุมมองจากมืออาชีพ

มืออาชีพมองความเสี่ยงเหมือนงบประมาณ ไม่ใช่สิ่งที่คิดขึ้นภายหลัง พวกเขากำหนดขนาดล็อตตามความผันผวน ควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ และใช้กรอบเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้อารมณ์เสียในวันที่ตลาดไม่เป็นใจ


  • จำกัดความร้อนของพอร์ต: จำกัดความเสี่ยงเปิดรับรวมไม่เกิน 8–10% ของเงินทุนทั้งหมด

  • ปรับความเสี่ยงตามความผันผวน: หากความผันผวนที่เกิดขึ้นจริงเพิ่มเป็นสองเท่ าให้ลดความเสี่ยงต่อการเทรดลงครึ่งหนึ่งเพื่อรักษาจำนวนเงินเสี่ยงให้คงที่

  • ควบคุมความสัมพันธ์: จำกัดการเปิดรับความเสี่ยงในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือปัจจัยร่วมเดียวกัน และพิจารณาตำแหน่งที่มีความสัมพันธ์สูงเป็นความเสี่ยงเดียว

  • ออกจากตลาดอย่างมียุทธศาสตร์: ใช้จุดตัดขาดทุนตามโครงสร้างราคา, จุดตัดตามเวลา (ออกถ้าแผนการเทรดไม่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาที่กำหนด), การทำกำไรบางส่วนและการลากจุดตัดขาดทุนแบบเคลื่อนที่ (Trailing Stop)

  • จำกัดขาดทุนรายวัน: หยุดเทรดในวันนั้นทันทีหากขาดทุนถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ เช่น 2% ของเงินทุน

  • ทดสอบเครียด: จำลองสถานการณ์ช่องว่างราคา, การขยายสเปรดและแรงกระทบจากข่าวสาร เพื่อประเมินความเสี่ยงแบบด้านลบ


รายการตรวจสอบการเริ่มต้นอย่างรวดเร็ว


  • กำหนดความเสี่ยงสูงสุดต่อการเทรด (เช่น 1% ของเงินทุน)

  • วางจุดตัดขาดทุนในจุดที่แผนการเทรดล้มเหลวจริง ๆ (อิงโครงสร้างราคา/ATR) ไม่ใช่จุดเลขกลม

  • กำหนดขนาดล็อตโดยพิจารณาระยะห่างจากจุดตัดขาดทุน ไม่ใช่จากจำนวนหุ้นเป้าหมาย

  • จำกัดความเสี่ยงเปิดรับรวมทั้งหมดในพอร์ต (เช่น 6–10%)

  • ทบทวนกฎเกณฑ์ทุกเดือน และปรับตามข้อมูลจริง ไม่ใช่อารมณ์


 สรุป


เราไม่สามารถควบคุมตลาดได้ แต่ควบคุมความเสี่ยงได้ จงวางแผนง่าย ๆ กำหนดขนาดล็อตอย่างรอบคอบ และเคารพขีดจำกัดของตัวเอง ทำอย่างสม่ำเสมอ ความเสียหายจะอยู่ในระดับที่รับได้ ความมั่นใจจะเพิ่มขึ้น และความได้เปรียบเล็ก ๆ จะมีโอกาสเติบโตจนกลายเป็นผลลัพธ์ที่มีความหมายในระยะยาว


คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง ความคิดเห็นใดๆ ในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใดๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ