2025-08-29
สกุลเงินอ้างอิง (Quote Currency) คือสกุลเงินที่ปรากฏเป็นลำดับที่สองในคู่เงิน Forex ใด ๆ โดยมีหน้าที่แสดงให้เห็นว่าคุณต้องใช้สกุลเงินนี้เท่าใดในการซื้อหรือขาย 1 หน่วยของสกุลเงินแรก (เรียกว่า สกุลเงินหลัก หรือ Base Currency) ตัวอย่างเช่น ในคู่ EUR/USD “USD” คือสกุลเงินอ้างอิงและอัตราแลกเปลี่ยนที่แสดงจะบอกคุณว่าต้องใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเท่าใดในการซื้อ 1 ยูโร ในคู่เงินหลักส่วนใหญ่ ดอลลาร์สหรัฐมักถูกใช้เป็นสกุลเงินอ้างอิง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของดอลลาร์ในฐานะ “สกุลเงินกลาง” ที่สำคัญในตลาดการเงินทั่วโลก
สถานะที่โดดเด่นของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินอ้างอิงมีจุดเริ่มต้นจากข้อตกลงเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods Agreement) ในปีค.ศ. 1944 ซึ่งกำหนดให้ดอลลาร์เป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลกและผูกมูลค่ากับทองคำ สถานะนี้ได้ตอกย้ำบทบาทของดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินอ้างอิงหลักในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศ จนถึงปัจจุบัน คู่เงินส่วนใหญ่ในตลาด Forex ยังคงใช้ดอลลาร์สหรัฐเป็นทั้งสกุลเงินหลักหรือสกุลเงินอ้างอิง ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของดอลลาร์
ในบางประเทศ คู่เงินอาจถูกแสดงผลต่างจากมาตรฐานสากลบนแพลตฟอร์มการเทรดภายในประเทศตามความเคยชินของตลาด อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว ตลาด Forex ระดับสากลจะยึดหลักการแสดงอัตราแลกเปลี่ยนในรูปแบบเดียวกันเพื่อรักษาความสม่ำเสมอ
สกุลเงินอ้างอิงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดต้นทุนการเทรด กำไร ขาดทุน และแม้กระทั่งข้อกำหนดเรื่องมาร์จิ้น เพราะกำไรและขาดทุนทั้งหมดจะถูกคำนวณในสกุลเงินอ้างอิง ดังนั้นผลลัพธ์ที่แท้จริงของคุณจึงขึ้นอยู่กับมูลค่าของสกุลเงินนี้ หากบัญชีเทรดของคุณใช้สกุลเงินเดียวกับสกุลเงินอ้างอิง (เช่น ดอลลาร์สหรัฐ) ทุกอย่างจะตรงไปตรงมา แต่หากบัญชีของคุณใช้สกุลเงินอื่น คุณต้องพิจารณาต้นทุนในการแปลงสกุลเงินและความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมทุกครั้งที่เปิดหรือปิดสถานะ
นอกจากนี้ สกุลเงินอ้างอิงยังมีผลต่อระดับเลเวอเรจที่โบรกเกอร์เสนอ และข้อกำหนดมาร์จิ้น โดยคู่เงินที่มีสกุลเงินอ้างอิงเป็นสกุลเงินหลัก เช่น ดอลลาร์สหรัฐ มักมีสเปรดที่แคบและกฎมาร์จิ้นที่แข่งขันได้มากกว่า ขณะที่คู่เงินที่มีสกุลเงินอ้างอิงเป็นสกุลเงินหายาก (Exotic) มักมีสเปรดกว้างและมาร์จิ้นสูง ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่มากกว่าและสภาพคล่องที่ต่ำกว่า
มูลค่าของสกุลเงินอ้างอิงยังสามารถเพิ่มความเสี่ยงหรือสร้างโอกาสในการเทรดของคุณได้ ตัวอย่างเช่น หากคุณถือสถานะที่สกุลเงินอ้างอิงแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินในบัญชีของคุณ ผลกำไรสุทธิที่แปลงกลับมาอาจเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หากสกุลเงินอ้างอิงอ่อนค่าลง กำไรของคุณอาจลดลงหรือขาดทุนเพิ่ม แม้ว่าทิศทางของการเทรดจะถูกต้องก็ตาม
ตัวอย่าง: สกุลเงินอ้างอิงส่งผลต่อการเทรดจริงอย่างไร
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังเทรดคู่ EUR/USD และอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันอยู่ที่ 1.1500
1 EUR = 1.15 USD (USD เป็นสกุลเงินอ้างอิง)
หากคุณซื้อ 10,000 EUR คุณต้องจ่าย 11,500 USD (10,000 × 1.15)
หากราคาเพิ่มขึ้นถึง 1.1600 และคุณขาย คุณจะได้รับ 11,600 USD ซึ่งกำไรจะเท่ากับ 100 USD
ลองพิจารณากรณีที่บัญชีเทรดของคุณใช้สกุลเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) เมื่อคุณปิดสถานะการซื้อขายและได้กำไร 11,600 USD จำนวนเงินนี้จะต้องถูกแปลงกลับเป็นปอนด์ตามอัตราแลกเปลี่ยน GBP/USD ณ ขณะนั้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดต้นทุนจากการแปลงสกุลเงิน รวมถึงความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อกำไรที่คุณได้รับจริง ทั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจบทบาทของสกุลเงินอ้างอิง ไม่เพียงในแง่ของความสัมพันธ์กับสกุลเงินหลักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเชื่อมโยงกับสกุลเงินที่ใช้ในบัญชีของคุณอีกด้วย
อีกตัวอย่างหนึ่งคือคู่ GBP/JPY ซึ่ง JPY (เยนญี่ปุ่น) เป็นสกุลเงินอ้างอิง:
สมมติว่าอัตราแลกเปลี่ยนคือ 150.00 หมายความว่า 1 GBP = 150 JPY
หากคุณซื้อ 5,000 GBP คุณต้องจ่าย 750,000 JPY
หากราคาเพิ่มขึ้นถึง 152.00 และคุณขาย คุณจะได้รับ 760,000 JPY ซึ่งกำไรจะเท่ากับ 10,000 JPY
หากบัญชีของคุณเป็น USD คุณจะต้องแปลง JPY กลับเป็น USD อีกครั้งหนึ่ง งจะเพิ่มความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอีกชั้นหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าสกุลเงินอ้างอิงส่งผลต่อผลลัพธ์ในโลกจริงอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่เพียงในตัวเลขการเทรด
ความสับสนระหว่างสกุลเงินหลักและสกุลเงินอ้างอิง: สกุลเงินหลัก (Base Currency) จะอยู่ลำดับแรกเสมอ ขณะที่สกุลเงินอ้างอิงจะอยู่ลำดับที่สอง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการสับสนว่าสกุลเงินใดเป็นฝ่ายซื้อและฝ่ายจ่าย เช่น EUR/USD หมายถึงการซื้อ EUR โดยใช้ USD อย่าสับสนว่านี่คือการซื้อ USD
มองข้ามคู่เงินครอสและต้นทุนการแปลง: เมื่อเทรดคู่เงินที่ไม่มีสกุลใดตรงกับสกุลเงินในบัญชีของคุณ เช่น เทรด USD/JPY ในขณะที่บัญชีเป็นยูโร (EUR) คุณอาจต้องเสียค่าธรรมเนียมการแปลงถึงสองครั้ง และเผชิญกับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม ซึ่งส่งผลต่อกำไรหรือขาดทุนสุทธิของคุณ
สับสนกับการแสดงผลแบบกลับด้าน (Inverted Quotes): บางโบรกเกอร์หรือบางภูมิภาคอาจแสดงคู่เงินในลักษณะที่ต่างจากมาตรฐาน หรือเปิดให้เทรดคู่กลับ เช่น USD/JPY กับ JPY/USD จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าสกุลเงินใดเป็นสกุลเงินอ้างอิง เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดด้านราคา
มองข้ามสเปรดและสลิปเพจ (Slippage): คู่เงินที่มีสกุลเงินอ้างอิงหายากหรือไม่เป็นที่นิยมมักมีสเปรดระหว่างราคาซื้อ-ขายกว้างขึ้น และอาจเกิด Slippage ได้มากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการซื้อขายสูงขึ้นและอาจไม่สามารถดำเนินคำสั่งได้ตามราคาที่ต้องการ
ไม่คำนึงถึงอัตรา Swap ข้ามคืน (Overnight Swap Rates): ค่าธรรมเนียมหรือเครดิตจากการถือสถานะข้ามคืนขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินอ้างอิง ซึ่งจะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายหรือรายได้จากการถือสถานะในแต่ละวัน
สกุลเงินหลัก (Base Currency): คือสกุลเงินตัวแรกในคู่เงิน เป็นหน่วยที่คุณซื้อหรือขายโดยอ้างอิงกับสกุลเงินอ้างอิง
คู่เงิน (Currency Pair): คือเครื่องมือการซื้อขายที่จับสองสกุลเงินมาเปรียบเทียบกัน เช่น GBP/USD หรือ USD/CHF
อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate): ราคาที่แสดงว่าต้องใช้สกุลเงินอ้างอิงเท่าใดในการซื้อ 1 หน่วยของสกุลเงินหลัก
คู่เงินครอส (Cross-Currency Pair): คู่เงินที่ไม่มีดอลลาร์สหรัฐ เช่น EUR/GBP หรือ AUD/NZD ซึ่งอาจมีกฎการแสดงผลที่ต่างออกไป
อัตราแลกเปลี่ยนทางตรง/ทางอ้อม (Direct/Indirect Quotes): วิธีการแสดงอัตราแลกเปลี่ยนที่อิงกับสกุลเงินท้องถิ่น โดยอัตราทางตรงแสดงจำนวนเงินท้องถิ่นที่ใช้แลก 1 หน่วยของเงินต่างประเทศส่วนอัตราทางอ้อมคือกลับกัน
ขนาดล็อต Forex (Forex Lot Size): จำนวนหน่วยของสกุลเงินหลักที่ทำการซื้อขาย โดยขนาดล็อตเมื่อรวมกับสกุลเงินอ้างอิงจะเป็นตัวกำหนดความเสี่ยงจริงต่อการเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละ Pip
เทรดเดอร์มืออาชีพที่บริหารพอร์ตที่มีคู่เงินหลากหลายจะเฝ้าติดตามความเสี่ยงจากสกุลเงินอ้างอิงอย่างใกล้ชิด พวกเขามักใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง (hedging) เช่น การสร้างคู่สังเคราะห์ (synthetic pairs) หรือการจับคู่สามสกุลเงิน (currency triangulation) เพื่อรักษาสมดุลและลดผลกระทบจากความผันผวนของสกุลเงินอ้างอิง
ตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์มืออาชีพที่ถือสถานะ EUR/USD อาจเทรด USD/CHF ควบคู่กันเพื่อลดความเสี่ยงจากดอลลาร์ ซึ่งเป็นสกุลเงินอ้างอิงในทั้งสองคู่ ทำให้พอร์ตมีความสมดุลมากขึ้น ในระดับองค์กร บริษัทที่มีธุรกรรมระหว่างประเทศจำนวนมากจะใช้เทคนิคการจัดการกระแสเงินสดอย่างซับซ้อนเพื่อควบคุมความเสี่ยงจากหลายสกุลเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพสภาพคล่องของธุรกิจ
นอกจากนี้ กลยุทธ์ “Carry Trade” ซึ่งอาศัยการกู้ยืมจากสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ (มักเป็นสกุลเงินอ้างอิง) เพื่อไปลงทุนในสกุลเงินที่มีผลตอบแทนสูง จะต้องอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเสถียรภาพและบทบาทของสกุลเงินอ้างอิงด้วย ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้จำเป็นต้องมีการติดตามที่แม่นยำและการดำเนินการที่รวดเร็ว ซึ่งเป็นทักษะที่นักเทรดมืออาชีพพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แพลตฟอร์มเทรดยอดนิยม เช่น MetaTrader 4 และ 5 จะแสดงคู่เงินในรูปแบบมาตรฐานคือ สกุลเงินหลัก/สกุลเงินอ้างอิง (เช่น USD/JPY) ก่อนทำการเทรด โดยเฉพาะในคู่เงินที่ไม่คุ้นเคยหรือเมื่อเปลี่ยนโบรกเกอร์ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าสกุลเงินที่แสดงลำดับที่สองคือสกุลเงินอ้างอิงจริง
เคล็ดลับง่าย ๆ ในการตรวจสอบ:
ตรวจสอบรูปแบบการแสดงผลคู่เงินอย่างเป็นทางการจากเว็บไซต์หรือฝ่ายสนับสนุนของโบรกเกอร์
ใช้หน้าต่างคำสั่งซื้อหรือแท็บข้อมูลของแต่ละตราสารในแพลตฟอร์ม ซึ่งมักระบุขนาดล็อตข้อกำหนดมาร์จิ้น และสกุลเงินที่ใช้
หากคุณใช้ API หรือระบบเทรดอัตโนมัติ ให้ตั้งค่าพารามิเตอร์ให้รองรับการจัดการสกุลเงินอ้างอิงอย่างถูกต้อง เพื่อลดข้อผิดพลาดในการคำนวณขนาดสถานะหรือกำไร
การทำความเข้าใจรายละเอียดเหล่านี้จะช่วยให้คุณจัดการความเสี่ยง คาดการณ์มาร์จิ้น และวัดผลกระทบของการเทรดต่อพอร์ตโดยรวมได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
หากคุณสามารถเข้าใจและจัดการกับสกุลเงินอ้างอิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือกำลังพัฒนากลยุทธ์ขั้นสูง ก็ย่อมเทรดได้อย่างชาญฉลาดและมั่นใจยิ่งขึ้น
คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง ความคิดเห็นใดๆ ในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใดๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ