เผยแพร่เมื่อ: 2025-08-29
อัปเดตเมื่อ: 2025-12-22
Carry Trade คือกลยุทธ์การเทรดที่อาศัยอัตราดอกเบี้ยเป็นหลัก ไม่ได้เน้นการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้น
นักเทรดจะกู้ยืมสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำไปลงทุนในสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า โดยมีเป้าหมายเพื่อรับผลตอบแทนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย เมื่อถือสถานะไว้ตามระยะเวลา กลยุทธ์นี้พบได้บ่อยในตลาดฟอเร็กซ์ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความเสถียร อยู่ในภาวะ Risk-on และนโยบายของธนาคารกลางคาดการณ์ได้ค่อนข้างชัดเจน
แม้ว่า Carry Trade จะสามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอผ่านค่า Swap รายวัน แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจาก อัตราแลกเปลี่ยน หากค่าเงินเคลื่อนไหวสวนทาง การเข้าใจกลไกของ Carry Trade จะช่วยให้นักเทรดมองเห็นว่าอัตราดอกเบี้ย ความเชื่อมั่นของตลาด และเสถียรภาพของสกุลเงิน มีความสำคัญไม่แพ้ทิศทางของราคาเอง
Carry Trade คือกลยุทธ์การเทรดในตลาดฟอเร็กซ์ที่นักเทรดกู้ยืมเงินในสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำไปซื้อสกุลเงินที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เป้าหมายคือการทำกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเรียกว่า Carry พร้อมกับยังมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ด้วย

Carry Trade มักถูกใช้ในสภาวะตลาดที่สงบและมีเสถียรภาพ ซึ่งนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสามารถคาดการณ์ได้ค่อนข้างชัดเจน
ในการเทรด Carry Trade หมายถึงการขายสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนต่ำ และซื้อสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า นักเทรดจะได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือที่เรียกว่า Carry ตราบใดที่สถานะการเทรดยังเปิดอยู่
การเทรดบางรูปแบบมุ่งหวังทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคา แต่ Carry Trade มุ่งทำกำไรจาก ระยะเวลา กล่าวคือการรับดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ ระหว่างการถือสถานะ
โดยทั่วไป Carry Trade จะถูกถือครองตั้งแต่หลายวัน หลายสัปดาห์ หรือแม้แต่หลายเดือน นักเทรดต้องติดตามทั้งอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด หากสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง การขาดทุนจากราคาสามารถมากกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับ
เลือกคู่เงิน: มองหาสกุลเงินที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูง (เช่น USD) เพื่อเข้าซื้อ และสกุลเงินที่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำ (เช่น JPY หรือ CHF) เพื่อกู้ยืม
กู้ยืมสกุลเงินดอกเบี้ยต่ำ: ผ่านโบรกเกอร์ คุณจะทำการกู้ยืมหรือเปิดสถานะขาย (Short) ในสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ
ซื้อสกุลเงินดอกเบี้ยสูง: นำเงินที่กู้ยืมมาไปลงทุนในสกุลเงินที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า
ถือสถานะการเทรด: ตราบใดที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยยังเป็นบวก และอัตราแลกเปลี่ยนไม่เคลื่อนไหวในทางลบ คุณจะได้รับผลตอบแทนจาก Carry อย่างต่อเนื่อง
Carry Trade นิยมใช้มากที่สุดในตลาด Spot Forex แต่แนวคิดเดียวกันนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับตลาด ฟิวเจอร์ส (Futures) และ ออปชัน (Options) ได้เช่นกัน

สมมติว่าคุณกู้ยืมเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐในมูลค่าเทียบเท่าเงินเยนญี่ปุ่น ที่อัตราดอกเบี้ย 0.5% จากนั้นนำเงินไปแลกเป็นดอลลาร์สหรัฐ และลงทุนในสินทรัพย์ที่อ้างอิงสกุลเงิน USD ซึ่งให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย 5%
ดอกเบี้ยที่ได้รับ: 500 ดอลลาร์ จากการลงทุนใน USD
ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย: 50 ดอลลาร์ สำหรับเงินเยนที่กู้ยืมมา
กำไรที่เป็นไปได้จาก Carry: 450 ดอลลาร์
แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้คือ หากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยนอย่างมีนัยสำคัญ คุณอาจขาดทุนเมื่อนำเงินกลับไปแลกเป็นเยน แม้ว่าจะได้รับดอกเบี้ยแล้วก็ตาม
สมมติว่าคุณแลกเงินเป็น USD ในช่วงที่อัตราแลกเปลี่ยน USD/JPY = 150
หนึ่งปีต่อมา อัตรา USD/JPY ลดลงมาอยู่ที่ 140
เมื่อคุณแลกเงินกลับเป็นเยน คุณจะได้รับเยนต่อหนึ่งดอลลาร์น้อยลง ซึ่งอาจทำให้กำไรที่ได้มาลดลงอย่างมาก หรือแม้แต่หายไปทั้งหมด
Carry Trade มีอิทธิพลต่อการเลือกสกุลเงิน ขนาดสถานะการเทรด และระยะเวลาการถือครอง เนื่องจากกำไรสะสมขึ้นตามเวลา ความอดทนและวินัยจึงสำคัญกว่าความเร็วในการเข้าออเดอร์
ในขณะเดียวกัน Carry Trade ก็ทำให้นักเทรดเผชิญกับความเสี่ยงแบบฉับพลัน การเคลื่อนไหวรุนแรงเพียงครั้งเดียวอาจลบล้างดอกเบี้ยที่สะสมมาหลายสัปดาห์ได้ จึงทำให้การบริหารความเสี่ยง เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญ
สภาวะที่เหมาะสมที่สุด:
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยคงที่หรือตัวเลขเพิ่มขึ้น
ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนน้อย
นโยบายธนาคารกลางชัดเจนและคาดการณ์ได้
ตลาดอยู่ในภาวะ “risk-on”
สภาวะที่แย่ที่สุด:
ตลาดมีความผันผวนสูงหรืออยู่ในภาวะ Risk-off
สกุลเงินอ่อนค่าลงอย่างไม่คาดคิด
ธนาคารกลางกลับทิศทางนโยบายดอกเบี้ยหรือเข้าแทรกแซงตลาด
วิกฤตการเงินโลกหรือภาวะสภาพคล่องตึงตัว
คู่เงินบางคู่ได้รับความนิยมในการทำ Carry Trade เนื่องจากมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจนและมีสภาพคล่องในตลาดสูง ดังนี้:
| คู่เงิน | เหตุผลที่ได้รับความนิยม |
AUD/JPY |
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสูงในอดีต และมีความเคลื่อนไหวในช่วงตลาดเอเชียที่ชัดเจน |
NZD/JPY |
ให้ผลตอบแทนจากการ Carry สูง และมีสภาพคล่องดี |
USD/ZAR |
ให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสูง แต่มีความเสี่ยงสูงกว่ามาก |
TRY/JPY |
ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสูงมาก แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงและความผันผวนที่สูงมากเช่นกัน |
หมายเหตุ: สกุลเงินจากประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) มักให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่มีความเสี่ยงด้านการเมืองและสภาพคล่องสูง จึงเหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์เท่านั้น

ละเลยความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: หลายคนให้ความสำคัญแต่อัตราดอกเบี้ย และลืมไปว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงสามารถส่งผลกระทบมากกว่า
เข้าใจผิดว่ากำไรจาก Carry เป็นสิ่งที่แน่นอน: แม้จะได้ส่วนต่างดอกเบี้ย แต่หากค่าสกุลเงินอ่อนค่าลง กำไรก็อาจหายไปหรือกลายเป็นขาดทุนได้
การใช้เลเวอเรจมากเกินไป: เนื่องจากผลตอบแทนจาก Carry อาจค่อนข้างช้า เทรดเดอร์บางคนจึงใช้เลเวอเรจมากเกินไป ทำให้ขาดทุนหนักจากความผันผวนเล็กน้อยของค่าเงิน
ไม่ประเมินสภาพตลาดโดยรวม: Carry Trade ไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในช่วงตลาดผันผวนหรือไม่แน่นอน เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียอย่างรวดเร็ว
ใช้ คำสั่ง Stop Loss เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่ไม่เป็นไปตามคาด
หลีกเลี่ยง การใช้เลเวอเรจมากเกินไป โดยเฉพาะในคู่เงินที่มีความผันผวน
ติดตาม การประกาศอัตราดอกเบี้ย จากธนาคารกลางอย่างใกล้ชิด
ติดตาม ความสัมพันธ์ ระหว่างสกุลเงินกับตลาดอื่น เช่น ตลาดหุ้น เพื่อประเมินความเสี่ยงโดยรวม
ปรับขนาดเข้าหรือออกจากสถานะ แทนการเปิดสถานะเต็มจำนวนในครั้งเดียว
รู้ว่าเมื่อใดควร ออก : หากตลาดกลับทิศกระทันหัน สถานะ Carry Trade อาจถูกปิดอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายได้
| ข้อดี | ข้อเสีย |
| สามารถสร้างรายได้แม้ในช่วงตลาดไม่เคลื่อนไหว | มีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน |
| ใช้ได้ผลดีในสภาวะเศรษฐกิจที่มั่นคง | การตัดสินใจของธนาคารกลางอาจทำให้เทรดขาดทุนทันที |
| แนวคิดเรียบง่ายและเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย | การใช้เลเวอเรจสามารถเพิ่มทั้งกำไรและความเสี่ยง |
| มีแพลตฟอร์มการเทรดจำนวนมากที่รองรับกลยุทธ์นี้ | การปิดสถานะพร้อมกันอย่างรวดเร็ว (Unwind) อาจรุนแรงและสร้างความเสียหายได้มาก |
สถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่น กองทุนเฮดจ์ฟันด์ และธนาคารเพื่อการลงทุน มีการใช้กลยุทธ์ Carry Trade อย่างแพร่หลาย เมื่อ Carry Trade ได้รับความนิยมในตลาด อาจส่งผลดังนี้
หนุนค่าเงินที่ให้ผลตอบแทนสูง ให้แข็งค่าขึ้น จากกระแสเงินทุนไหลเข้าในปริมาณมาก
กดดันค่าเงินที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ซึ่งมักถูกใช้เป็นสกุลเงินต้นทุน (Funding Currency)
ก่อให้เกิดการกลับทิศอย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ Risk-off ระดับโลก ดังที่เคยเห็นในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 และช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาด COVID-19
เหตุการณ์ความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดเพียงครั้งเดียว อาจทำให้เกิดการ เทขาย Carry Trade พร้อมกันจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า Carry Trade Unwind ซึ่งมักนำไปสู่ความผันผวนรุนแรงของค่าเงิน โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่
ธนาคารกลาง (Central bank): สถาบันที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงิน ซึ่งมีอิทธิพลโดยตรงต่อความน่าสนใจหรือความเสี่ยงของ Carry Trade
อัตราดอกเบี้ย (Interest rate): ต้นทุนของการกู้ยืม หรือผลตอบแทนจากการถือครองสกุลเงิน ซึ่งเป็นตัวกำหนดรายได้ที่ได้รับจาก Carry Trade
ตลาดแลกเปลี่ยน (Exchange): ตลาดที่ใช้ซื้อขายสกุลเงินและสินทรัพย์อื่น ๆ ทำให้สามารถเปิดและปิดสถานะ Carry Trade ได้
กองทุน ETF (Exchange Traded Fund – ETF): กองทุนที่ซื้อขายในตลาด ซึ่งสามารถให้การเปิดรับต่อสกุลเงินหรือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และบางครั้งถูกใช้เพื่อเข้าถึง Carry Trade ทางอ้อม
อัตราผลตอบแทน (Yield): รายได้ที่ได้จากการถือครองสินทรัพย์หรือสกุลเงิน ซึ่งกลยุทธ์ Carry Trade มุ่งหวังจะสะสมผลตอบแทนนี้ในระยะเวลา
วัตถุประสงค์หลักของ Carry Trade คือการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองสกุลเงิน โดยถือสถานะไว้ตามเวลา นักเทรดต้องอาศัยอัตราแลกเปลี่ยนที่มีเสถียรภาพ เพื่อไม่ให้กำไรจากดอกเบี้ยถูกหักล้างด้วยการเคลื่อนไหวของราคาในทางลบ
Carry Trade พบได้ชัดเจนที่สุดในตลาดฟอเร็กซ์ เนื่องจากสกุลเงินมีอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจนและมีการคิดค่า Swap รายวัน อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ลักษณะเดียวกันนี้ยังพบได้ในตลาดตราสารหนี้และสินทรัพย์อื่น ๆ ที่นักลงทุนกู้เงินต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ไม่เสมอไป Carry Trade อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว แต่มีความเสี่ยงต่อการกลับทิศอย่างฉับพลัน การเคลื่อนไหวของค่าเงินอย่างรุนแรง หรือการตัดสินใจที่ไม่คาดคิดของธนาคารกลาง สามารถลบล้างดอกเบี้ยที่สะสมมาหลายเดือนได้ในเวลาไม่นาน
Carry Trade ต้องอาศัยความอดทน การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง และความเข้าใจในอัตราดอกเบี้ยกับความเชื่อมั่นของตลาด มือใหม่ควรเข้าหาด้วยความระมัดระวัง ใช้ขนาดสถานะเล็ก และไม่ควรพึ่งพารายได้จาก Carry เพียงอย่างเดียว
ในช่วงที่ตลาดตึงเครียด นักลงทุนมักหลีกเลี่ยงสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง และหันไปหาสกุลเงินที่ปลอดภัยกว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้สกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ Carry Trade ถูกปิดสถานะพร้อมกัน และขยายความรุนแรงของการขาดทุน
Carry Trade สามารถเป็นกลยุทธ์ระยะยาวที่มีประโยชน์ หากใช้ในช่วงที่สภาวะตลาดเอื้ออำนวย แต่ก็แฝงไปด้วยความเสี่ยงโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะจากความผันผวนของค่าเงินและการเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกลาง นักเทรดจำเป็นต้องจับตาสองด้านพร้อมกัน ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสม
Carry Trade ไม่ใช่กลยุทธ์แบบ “ตั้งแล้วปล่อยไว้” การใช้เครื่องมือควบคุมความเสี่ยง การกำหนดขนาดสถานะ และการรับรู้สภาพตลาดอย่างรอบด้าน คือสิ่งที่เปลี่ยนกลยุทธ์พื้นฐานให้กลายเป็นแนวทางระดับมืออาชีพ
คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง ความคิดเห็นใดๆ ในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใดๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ