2025-08-29
Carry Trade คือกลยุทธ์การเทรด Forex ที่เทรดเดอร์กู้เงินในสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำไปซื้อสกุลเงินที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูง เพื่อหวังทำกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยที่เรียกว่า “Carry” พร้อมกับรับความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
โดยปกติ กลยุทธ์ Carry Trade มักใช้ในช่วงตลาดที่มีความนิ่งและเสถียร โดยที่นโยบายอัตราดอกเบี้ยสามารถความคาดการณ์ได้
Carry Trade เป็นช่องทางให้เทรดเดอร์และนักลงทุนสร้างรายได้จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก ไม่ว่าจะในตลาดขาขึ้นหรือตลาดขาลง โดยจะได้ผลดีที่สุดในช่วงที่นักลงทุนมีความมั่นใจและยอมรับความเสี่ยงได้
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมักเกิดขึ้นอยู่เสมอ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินหรือการเคลื่อนไหวของธนาคารกลางอาจทำให้ตำแหน่งที่ได้กำไรกลายเป็นขาดทุนได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับการใช้เลเวอเรจ
เลือกคู่เงิน: หาสกุลเงินที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูง เช่น ดอลลาร์สหรัฐ (USD) และสกุลเงินที่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำ เช่น เยนญี่ปุ่น (JPY) หรือฟรังก์สวิส (CHF)
กู้สกุลเงินอัตราดอกเบี้ยต่ำ: กู้หรือเปิดสถานะขาย (short) สกุลเงินที่ดอกเบี้ยต่ำผ่านโบรกเกอร์
ซื้อสกุลเงินทีมีอัตราดอกเบี้ยสูง: ใช้เงินที่กู้มาเพื่อซื้อสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า
ถือสถานะ: ตราบใดที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในเกณฑ์ดี และอัตราแลกเปลี่ยนไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เทรดเดอร์จะได้รับผลตอบแทนจากการถือครอง
โดยปกติ Carry Trade จะใช้ในตลาด Forex แต่ก็สามารถประยุกต์ใช้ในตลาด Futures และ Option ได้เช่นกัน
สมมติว่าคุณกู้เงินเยนจำนวน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐในสกุลเงินเยนที่มีอัตราดอกเบี้ย 0.5% แล้วแปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ย 5%
ดอกเบี้ยที่ได้รับจาก USD: 500 ดอลลาร์
ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายสำหรับกู้เงินเยน: 50 ดอลลาร์
กำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ย: 450 ดอลลาร์
แต่หากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินเยน การแปลงเงินกลับจะทำให้ขาดทุนแม้จะได้ดอกเบี้ยก็ตาม
สมมติแปลงเงินตอน USD/JPY = 150
ผ่านไปหนึ่งปี USD/JPY ลดลงเหลือ 140
เมื่อต้องแปลงกลับเป็นเงินเยน คุณจะได้รับเงินเยนน้อยลงต่อดอลลาร์ ทำให้กำไรจากดอกเบี้ยหายไปหรืออาจขาดทุน
ได้ผลเมื่อ:
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยคงที่หรือตัวเลขเพิ่มขึ้น
ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนน้อย
นโยบายธนาคารกลางชัดเจนและคาดการณ์ได้
ตลาดอยู่ในภาวะ “risk-on” เทรดเดอร์มีความมั่นใจ
ไม่ได้ผลเมื่อ:
ตลาดผันผวนสูงหรือภาวะ “risk-off” เทรดเดอร์ระมัดระวังความเสี่ยง
ค่าเงินเกิดการอ่อนค่ากระทันหัน
ธนาคารกลางปรับอัตราดอกเบี้ยสวนทางหรือเข้าแทรกแซงตลาด
เกิดวิกฤตการเงินระดับโลกหรือตลาดขาดสภาพคล่อง
คู่เงินบางคู่ได้รับความนิยมในการทำ Carry Trade เนื่องจากมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจนและมีสภาพคล่องในตลาดสูง ดังนี้:
คู่เงิน | เหตุผลที่ได้รับความนิยม |
AUD/JPY | ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสูงในอดีต และมีความเคลื่อนไหวในช่วงตลาดเอเชียที่ชัดเจน |
NZD/JPY | ให้ผลตอบแทนจากการ Carry สูง และมีสภาพคล่องดี |
USD/ZAR | ให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสูง แต่มีความเสี่ยงสูงกว่ามาก |
TRY/JPY | ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสูงมาก แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงและความผันผวนที่สูงมากเช่นกัน |
หมายเหตุ: สกุลเงินจากประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) มักให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่มีความเสี่ยงด้านการเมืองและสภาพคล่องสูง จึงเหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์เท่านั้น
ใช้ คำสั่ง Stop Loss เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่ไม่เป็นไปตามคาด
หลีกเลี่ยง การใช้เลเวอเรจมากเกินไป โดยเฉพาะในคู่เงินที่มีความผันผวน
ติดตาม การประกาศอัตราดอกเบี้ย จากธนาคารกลางอย่างใกล้ชิด
ติดตาม ความสัมพันธ์ ระหว่างสกุลเงินกับตลาดอื่น เช่น ตลาดหุ้น เพื่อประเมินความเสี่ยงโดยรวม
ปรับขนาดเข้าหรือออกจากสถานะ แทนการเปิดสถานะเต็มจำนวนในครั้งเดียว
รู้ว่าเมื่อใดควร ออก : หากตลาดกลับทิศกระทันหัน สถานะ Carry Trade อาจถูกปิดอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายได้
ละเลยความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: หลายคนให้ความสำคัญแต่อัตราดอกเบี้ย และลืมไปว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงสามารถส่งผลกระทบมากกว่า
เข้าใจผิดว่ากำไรจาก Carry เป็นสิ่งที่แน่นอน: แม้จะได้ส่วนต่างดอกเบี้ย แต่หากค่าสกุลเงินอ่อนค่าลง กำไรก็อาจหายไปหรือกลายเป็นขาดทุนได้
การใช้เลเวอเรจมากเกินไป: เนื่องจากผลตอบแทนจาก Carry อาจค่อนข้างช้า เทรดเดอร์บางคนจึงใช้เลเวอเรจมากเกินไป ทำให้ขาดทุนหนักจากความผันผวนเล็กน้อยของค่าเงิน
ไม่ประเมินสภาพตลาดโดยรวม: Carry Trade ไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในช่วงตลาดผันผวนหรือไม่แน่นอน เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียอย่างรวดเร็ว
ข้อดี | ข้อเสีย |
สามารถสร้างรายได้แม้ในช่วงตลาดไม่เคลื่อนไหว | มีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน |
ใช้ได้ผลดีในสภาวะเศรษฐกิจที่มั่นคง | การตัดสินใจของธนาคารกลางอาจทำให้เทรดขาดทุนทันที |
แนวคิดเรียบง่ายและเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย | การใช้เลเวอเรจสามารถเพิ่มทั้งกำไรและความเสี่ยง |
มีแพลตฟอร์มการเทรดจำนวนมากที่รองรับกลยุทธ์นี้ | การปิดสถานะพร้อมกันอย่างรวดเร็ว (Unwind) อาจรุนแรงและสร้างความเสียหายได้มาก |
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Differential): ปัจจัยสำคัญในการทำกำไรจาก Carry Trade คือส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินที่กู้กับสกุลเงินที่ลงทุน
คู่เงิน (Currency Pair): สกุลเงิน 2 สกุลเงินที่นำมาเทรดร่วมกัน ซึ่งเป็นแกนหลักของการวิเคราะห์และดำเนินกลยุทธ์Carry
เลเวอเรจ (Leverage): เครื่องมือที่มักใช้ใน Carry Trade เพื่อเพิ่มผลตอบแทน แต่ต้องบริหารให้รอบคอบเพราะความเสี่ยงจะขยายตาม
ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Risk): ความเสี่ยงที่ค่าเงินเคลื่อนไหวสวนทางกับสถานะของคุณ ซึ่งอาจทำให้กำไรจากดอกเบี้ยหายไปทั้งหมด
สถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่น กองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Funds) และธนาคารเพื่อการลงทุน มักใช้กลยุทธ์ Carry Trade อย่างต่อเนื่อง และเมื่อกลยุทธ์นี้ได้รับความนิยม อาจก่อให้เกิดผลกระทบในตลาดดังนี้:
เสริมความแข็งแกร่งสกุลเงินที่มีผลตอบแทนสูง เนื่องจากมีเงินไหลเข้าจำนวนมาก
กดดันสกุลเงินที่มีผลตอบแทนต่ำ ซึ่งมักถูกใช้เป็นแหล่งเงินกู้
ทำให้เกิดการกลับตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อมีเหตุการณ์หลีกเลี่ยงความเสี่ยงระดับโลก ดังที่เห็นในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2008 และช่วงแรกของ COVID-19
ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงกระทันหัน เทรดเดอร์จำนวนมากอาจเร่งปิดสถานะพร้อมกัน ซึ่งเรียกว่า Carry Trade Unwind ทำให้ค่าเงินผันผวนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเกิดใหม่
Carry Trade อาจเป็นกลยุทธ์ที่มีประโยชน์ในระยะยาว หากใช้ในช่วงเวลาที่ตลาดมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้มีความเสี่ยงโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะจากความผันผวนของค่าเงินและการเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกลาง เทรดเดอร์ต้องติดตามทั้งอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
Carry Trade ไม่ใช่กลยุทธ์แบบ “ตั้งค่าแล้วปล่อยทิ้งไว้” แต่ต้องใช้การควบคุมความเสี่ยง การจัดการขนาดสถานะ และความเข้าใจภาพรวมตลาดอย่างมืออาชีพ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง ความคิดเห็นใดๆ ในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใดๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ