เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-02
ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศแต่งตั้ง เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) เป็นประธาน Fed คนใหม่ แทน เจอโรม พาวเวลล์ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลต่อนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังกระทบตลาดหุ้น คริปโต ทอง และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าใจบริบทและหาจังหวะการเทรดในช่วงเปลี่ยนผ่าน บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกมิติของ ประธาน Fed คนใหม่ที่กำลังสร้างความตื่นตระหนกให้ตลาดทั่วโลก

เควิน วอร์ชไม่ใช่ชื่อใหม่ในวงการการเงิน เขาเริ่มต้นจากการเป็นทนายความ ก่อนผันตัวสู่ Wall Street และเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดในช่วงปี 2006-2011 ซึ่งเป็นช่วงเวลาวิกฤตการเงินโลก
ปัจจุบัน วอร์ชเป็นนักวิชาการที่สถาบัน Hoover Institution และหุ้นส่วนใน Duquesne Family Office ของตำนาน Stanley Druckenmiller ความเชื่อมโยงกับตระกูล Estée Lauder ผ่านการแต่งงานกับ เจน ลอเดอร์ ยิ่งสร้างบารมีทางการเงินและการเมืองให้เขามากขึ้น
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าประวัติส่วนตัว คือแนวคิดนโยบายการเงินที่เขาเสนอ ซึ่งอาจเปลี่ยนเกมการลงทุนทั่วโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

วิสัยทัศน์ "Disinflationary Growth" ด้วยพลัง AI
วอร์ชเชื่อมั่นว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะนำมาซึ่งยุคทองของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีเงินเฟ้อต่ำ เขาโต้แย้งว่าเฟดไม่ควรกังวลเรื่อง Stagflation (ภาวะเงินเฟ้อสูงขณะเศรษฐกิจซบเซา) เพราะ AI จะเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) อย่างมหาศาล ลดต้นทุนสินค้าและบริการ และกดดันเงินเฟ้อให้ต่ำลงโดยธรรมชาติ
แนวคิดนี้เปิดโอกาสให้ ประธาน Fed คนใหม่สามารถดำเนินนโยบายที่ดูขัดแย้งในตัวเอง: ลดขนาดงบดุล (QT) แต่คงดอกเบี้ยในระดับต่ำ
หนึ่งในนโยบายหลักที่วอร์ชต้องการผลักดันคือการลดขนาดงบดุลของเฟดอย่างมีนัยสำคัญ เขามองว่าเงินเฟ้อที่ผ่านมาเกิดจากการที่รัฐบาลพิมพ์เงินมากเกินไป และการแก้ปัญหาควรอยู่ที่การดึงสภาพคล่องออกจากระบบ
ผลกระทบต่อตลาดการเงิน:
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวมีแนวโน้มสูงขึ้น
สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง หุ้นเทคโนโลยี คริปโต และทองคำ อาจได้รับแรงกดดัน
สภาพคล่องในระบบการเงินโลกตึงตัวมากขึ้น
แม้วอร์ชจะนำเสนอภาพลักษณ์ของนักปฏิรูปที่เข้าใจเทคโนโลยี แต่ประวัติการทำงานในอดีตเผยให้เห็นด้านมืดที่น่าเป็นห่วง:
ปลายปี 2006: ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) อยู่ที่ 2.5% วอร์ชประกาศว่า "ผมกังวลเรื่องเงินเฟ้อมากกว่าเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจ"
มกราคม 2008: แม้สถาบันการเงินเริ่มมีปัญหา เขายังไม่เชื่อว่าเงินเฟ้อจะลดลง
กันยายน 2008: ช่วงที่ Lehman Brothers ล้มละลาย วอร์ชยังคงยืนยันว่า "ผมยังไม่พร้อมที่จะเลิกกังวลเรื่องเงินเฟ้อ"
เมษายน 2009: ท่ามกลางอัตราว่างงานที่พุ่งสูง เขาเรียกร้องให้เฟดรีบถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ประวัติเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประธาน Fed คนใหม่มีแนวโน้ม Hawkish (เข้มงวดต่อเงินเฟ้อ) อย่างแท้จริง และอาจตัดสินใจผิดพลาดในจังหวะสำคัญ
วอร์ชไม่เพียงต้องการเปลี่ยนนโยบาย แต่ต้องการ "เปลี่ยนระบอบ" (Regime Change) ของเฟดทั้งหมด:
ปฏิเสธการพึ่งพาข้อมูล (Data-dependency): เขามองว่าการติดตามตัวเลขรายเดือนเป็นเรื่องไร้สาระ
ลดการสื่อสารสาธารณะ: เชื่อว่าเจ้าหน้าที่เฟดควรพูดน้อยลง เพื่อไม่ให้ตกเป็นนักโทษของคำพูดตัวเอง
ไม่เชื่อใน Forward Guidance: ไม่ต้องการส่งสัญญาณดอกเบี้ยล่วงหน้า
แนวคิดเหล่านี้อาจสร้างความไม่แน่นอนให้ตลาด เพราะนักลงทุนจะไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางนโยบายได้ชัดเจน
ผลกระทบต่อนักลงทุนและตลาดโลก
ตลาดไม่ได้เกิด Panic Sell แต่กำลัง "ปรับความคาดหวัง" ต่อโครงสร้างนโยบายการเงินใหม่:
สินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ (Bitcoin, ทองคำ, Hard Assets) อาจถูกปรับราคาลง เพราะกลไกการป้องกันเงินเฟ้อจะอ่อนแอลงเมื่อ Balance Sheet ถูกลด
หุ้นเทคโนโลยี อาจเผชิญแรงกดดันจากสภาพคล่องที่ตึงตัว แม้จะได้ประโยชน์จากเทรนด์ AI
ตลาดเกิดใหม่ อาจได้รับผลกระทบจากดอลลาร์ที่แข็งค่าและเงินทุนไหลออก
แม้บรรยากาศจะดูหม่นหมอง แต่ความผันผวนกลับสร้างโอกาสในการเทรด:
ตลาด Forex: การเคลื่อนไหวของดอลลาร์มีโอกาสสูง
พันธบัตร: Yield ที่เปลี่ยนแปลงสร้างโอกาสทั้ง Long และ Short
โภคภัณฑ์: ราคาน้ำมัน ทอง อาจมีความผันผวนเพิ่มขึ้น
การแต่งตั้งเควิน วอร์ชเป็น ประธาน Fed คนใหม่ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างสภาพคล่องของระบบการเงินโลก ตลาดกำลังเริ่มสะท้อนโลกใบใหม่นี้ผ่านราคาสินทรัพย์ทุกประเภท
สำหรับนักลงทุน ความท้าทายคือการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง แต่โอกาสก็เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน การมีพันธมิตรที่เข้าใจตลาดและให้เครื่องมือที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณก้าวผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างมั่นใจ
เตรียมพร้อมรับมือกับยุคใหม่ของตลาดการเงินไปกับ EBC Financial Group
เควิน วอร์ชจะเข้ารับตำแหน่งเมื่อวาระของเจอโรม พาวเวลล์สิ้นสุดลง คาดว่าจะเป็นในปี 2026
การตึงตัวของสภาพคล่องโลกอาจทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย ส่งผลให้ตลาดหุ้นอาจปรับตัวลง
ควรกระจายพอร์ต ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น Stop Loss
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ