IPO คืออะไร และหมายถึงอะไรในตลาดหุ้น?
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

IPO คืออะไร และหมายถึงอะไรในตลาดหุ้น?

เผยแพร่เมื่อ: 2025-07-03   
อัปเดตเมื่อ: 2025-07-04

ในโลกของตลาดหุ้นนั้นเต็มไปด้วยตัวย่อมากมาย และคำว่า “IPO” ถือเป็นหนึ่งในคำที่สำคัญและถูกพูดถึงบ่อยที่สุด ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนมือเก๋าหรือมือใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่โลกการเทรด ก็อาจเคยได้ยินคำว่า “บริษัทกำลังจะเข้าตลาด” แล้วเคยสงสัยไหมว่า IPO คืออะไร และเหตุใดจึงมีความสำคัญในตลาดหุ้น?


ในบทความนี้ เราจะอธิบายความหมายของคำว่า IPO เจาะลึกขั้นตอนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น วิเคราะห์ความสำคัญของ IPO ทั้งในมุมมองของบริษัทและนักลงทุนพร้อมแนะนำกลยุทธ์ที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุนในหุ้น IPO


IPO คืออะไร?

IPO คืออะไร

IPO ย่อมาจาก “Initial Public Offering” หรือ “การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก” ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่บริษัทเอกชนเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถซื้อหุ้นของบริษัทผ่านตลาดหลักทรัพย์เป็นครั้งแรก


การทำ IPO เปิดโอกาสให้บริษัทระดมทุนจากนักลงทุนภายนอก ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถือหุ้นในบริษัทที่ก่อนหน้านั้นเป็นของเอกชนเพียงกลุ่มเดียว


เมื่อ IPO เสร็จสิ้น บริษัทจะกลายเป็นบริษัทมหาชน และหุ้นของบริษัทจะสามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างเสรี


เหตุผลที่บริษัทตัดสินใจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์


มีหลายเหตุผลที่บริษัทเอกชนเลือกจะ “เข้าตลาด” หรือทำ IPO โดยเหตุผลหลักมักเป็นการระดมทุนเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ วิจัย และพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ หรือชำระหนี้


การเข้าตลาดยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและการมองเห็นของบริษัทในระดับสาธารณะ รวมถึงเปิดประตูสู่การระดมทุนเพิ่มเติมในอนาคต นักลงทุนและผู้ก่อตั้งยังสามารถขายหุ้นบางส่วนเพื่อแปลงเป็นเงินสดได้ อีกทั้งยังเปิดทางให้พนักงานได้รับสิ่งจูงใจในรูปแบบของหุ้น เช่น สิทธิในการซื้อหุ้น (Stock Options) หรือหุ้นจำกัดสิทธิ (RSUs)


อย่างไรก็ตาม การเป็นบริษัทมหาชนมาพร้อมกับความโปร่งใสที่สูงขึ้น ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล และต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น บริษัทต้องเปิดเผยรายงานทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลทางธุรกิจอย่างเข้มงวด


กระบวนการทำ IPO เป็นอย่างไร

กระบวนการ IPO


1. การเลือกธนาคารเพื่อการลงทุน (Underwriters)

บริษัทจะว่าจ้างธนาคารเพื่อการลงทุนหนึ่งแห่งหรือมากกว่านั้นให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (Underwriters) ซึ่งมีบทบาทในการกำหนดราคาหุ้น เสนอโครงสร้างของดีล จัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง และทำการตลาด IPO ให้กับนักลงทุนเป้าหมาย


2. การยื่นหนังสือชี้ชวนแบบเบื้องต้น (Red Herring Prospectus)

บริษัทและผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์จะร่วมกันยื่นหนังสือชี้ชวนเบื้องต้นต่อหน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง (เช่น ในสหรัฐอเมริกาจะยื่นต่อ SEC) โดยหนังสือนี้จะอธิบายข้อมูลธุรกิจงบการเงิน ปัจจัยเสี่ยง และรายละเอียดการเสนอขายหุ้น


3. การจัดโรดโชว์และการนำเสนอต่อนักลงทุน

ผู้จัดจำหน่ายจะจัดกิจกรรมโรดโชว์เพื่อให้นักลงทุนสถาบันรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท ซึ่งเป็นการเพิ่มความสนใจและประเมินความต้องการของตลาดต่อหุ้นที่กำลังจะเสนอขาย


4. การกำหนดราคา IPO

หลังจากรวบรวมข้อมูลความต้องการซื้อจากนักลงทุนและวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายและบริษัทจะตกลงกันในราคาหุ้น หรือช่วงราคาสำหรับการเสนอขาย โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนและเงินทุนที่บริษัทต้องการระดม


5. การจัดสรรหุ้นและการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

เมื่อสิ้นสุดช่วงเวลาการเสนอขาย หุ้นจะถูกจัดสรรให้กับนักลงทุนตามสัดส่วน และบริษัทจะเข้าสู่กระบวนการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นจะเริ่มซื้อขายในวันเปิดตัว (Listing Day)


ประเภทของการเสนอขายหุ้น IPO


โดยทั่วไป IPO แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งต่างกันในแง่ของวิธีการกำหนดราคาและการมีส่วนร่วมของนักลงทุน:


1. การเสนอขายแบบราคาคงที่ (Fixed Price Offering)

ในรูปแบบนี้ ราคาหุ้นจะถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนเปิดให้ลงทุน นักลงทุนจะทราบราคาก่อนตัดสินใจจองซื้อ และหลังจากปิดการเสนอขายจะมีการจัดสรรหุ้นตามอุปสงค์และจำนวนหุ้นที่มี


2. การเสนอขายแบบสำรวจราคา (Book Building Offering)

บริษัทจะกำหนดช่วงราคาหุ้น (เช่น 20–24 $ ต่อหุ้น) และให้นักลงทุนเสนอราคาซื้อภายในช่วงดังกล่าว ราคาสุดท้ายจะถูกกำหนดตามระดับความต้องการของตลาด วิธีนี้ช่วยค้นหาราคาที่เหมาะสมและเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน


ตัวอย่าง IPO ที่โดดเด่นในประวัติศาสตร์

Facebook IPO


Facebook (Meta) – ปี 2012

หนึ่งในการเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ Facebook เข้าตลาดที่ราคา 38 $ ต่อหุ้น แม้หุ้นจะร่วงลงในช่วงแรกจนเกิดความกังวล แต่ในที่สุดก็ฟื้นตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก


Alibaba – ปี 2014

ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซจากจีนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ด้วยการระดมทุนกว่า 25 พันล้านดอลลาร์ สร้างสถิติใหม่ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ เวลานั้น หุ้นพุ่งขึ้นทันทีหลังเข้าจดทะเบียน กลายเป็นขวัญใจนักลงทุนทั่วโลก


Rivian – ปี 2021

บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการสนับสนุนจาก Amazon IPO ของ Rivian ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยเริ่มต้นด้วยมูลค่าที่สูงมาก แต่หลังจากนั้นราคาหุ้นลดลงอย่างมาก แสดงให้เห็นว่าความคาดหวังสูงในช่วง IPO ไม่ได้หมายถึงความสำเร็จในระยะยาวเสมอไป


ความเสี่ยงและผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น IPO



ผลตอบแทน (Rewards)

การลงทุนใน IPO เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้เข้าถือหุ้นตั้งแต่ระยะแรกของบริษัทที่อาจกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในอนาคต บาง IPO ให้ผลตอบแทนสูงในวันแรกที่จดทะเบียนหรือเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูงหรือมีความต้องการจากตลาด


นอกจากนี้ นักลงทุนยังมีโอกาสร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางการเติบโตของสตาร์ทอัพนวัตกรรมหรือธุรกิจที่กำลังขยายตัว


ความเสี่ยง (Risks)

ไม่ใช่ทุก IPO จะประสบความสำเร็จ บางบริษัทได้รับความสนใจมากเกินไปจนมีการตั้งราคาสูงเกินจริง แต่ราคากลับร่วงลงหลังจากเข้าตลาด นอกจากนี้ การขาดข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของบริษัทที่เพิ่งเข้าตลาดอาจทำให้การวิเคราะห์พื้นฐานเป็นเรื่องยาก


อีกทั้งยังมี "ช่วงล็อกอัป" (Lock-up Period) ซึ่งจำกัดไม่ให้ผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ขายหุ้นในช่วงแรกของการจดทะเบียน หากสิ้นสุดช่วงล็อกอัปแล้วมีการเทขายจำนวนมากอาจส่งผลให้ราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว


วิธีประเมินหุ้น IPO ก่อนตัดสินใจลงทุน


1) พื้นฐานของบริษัท

ศึกษาหนังสือชี้ชวนให้ละเอียด วิเคราะห์รายได้ กำไร ส่วนแบ่งตลาด หนี้สิน และประสบการณ์ของผู้บริหาร บริษัทที่มีโมเดลธุรกิจชัดเจนและทีมผู้บริหารแข็งแกร่งมีแนวโน้มประสบความสำเร็จในระยะยาว


2) อุตสาหกรรมและศักยภาพการเติบโต

เข้าใจว่าบริษัทดำเนินกิจการในอุตสาหกรรมใด อุตสาหกรรมนั้นมีโอกาสเติบโตหรือไม่ บริษัทเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม หรือแค่หวังทำกำไรจากกระแสความนิยมในระยะสั้น


3) การใช้เงินทุนที่ได้จาก IPO

ตรวจสอบวัตถุประสงค์ในการใช้เงินทุนที่ได้จาก IPO ว่าใช้เพื่อการขยายธุรกิจ วิจัยและพัฒนาหรือแค่ใช้ชำระหนี้เก่า


4) การประเมินมูลค่า

เปรียบเทียบราคาที่ตั้งไว้กับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน หากตั้งราคาสูงเกินไปเมื่อเทียบกับคู่แข่ง โอกาสเติบโตของนักลงทุนระยะแรกอาจถูกจำกัด


5) สัดส่วนหุ้นของผู้ก่อตั้งและช่วงล็อกอัป

ตรวจสอบสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ก่อตั้งหลัง IPO หากผู้ก่อตั้งยังถือหุ้นในสัดส่วนสูง อาจบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นในระยะยาว แต่หากถือหุ้นน้อย อาจเป็นสัญญาณที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม


ภาพรวมผลการดำเนินงานของ IPO ในปี 2025 (จนถึงปัจจุบัน)

IPO 2025

ณ กลางปี 2025 ตลาด IPO ได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากเงียบเหงาในช่วงปี 2023–2024 ด้วยความผันผวนของตลาดที่ลดลง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เริ่มฟื้นตัว หลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และฟินเทค ซึ่งเป็นผู้นำกระแสการเข้าตลาดในรอบนี้


บริษัทใหม่หลายแห่งมีผลตอบแทนในวันแรกของการซื้อขายที่ดี แต่บางรายก็เผชิญกับการปรับฐานของราคาหุ้นอย่างรุนแรง


ตัวอย่าง IPO ที่น่าจับตามอง:

1. GemLife (ASX: GEM) – ออสเตรเลีย

  • วันที่เปิดตัว: ต้นเดือนกรกฎาคม 2025

  • เงินที่ระดมได้: ~780.7 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ถือเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียในปีนี้

  • ผลงาน: หุ้นเปิดที่ 4.16 ดอลลาร์ออสเตรเลีย และพุ่งขึ้น 6.3% ในวันนี้เป็น 4.42 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ส่งผลให้มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น ~1.65 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

  • ลักษณะธุรกิจ: พัฒนาโครงการหมู่บ้านที่อยู่อาศัยแบบเช่าในที่ดินสำหรับผู้สูงอายุมากกว่า 50 แห่ง โดยใช้เงินจาก IPO เพื่อนำไปชำระหนี้ (400 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย) และซื้อที่ดินใหม่ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในธุรกิจรองรับสังคมผู้สูงวัยของออสเตรเลีย


2. Sri Lotus Developers & Realty (BSE/NSE: TBD) – อินเดีย

  • ได้รับการอนุมัติ: ต้นเดือนกรกฎาคม 2568

  • แผนการระดมทุน: 792 สิบล้านรูปี (≈ 95 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ)

  • จุดเด่น: ได้รับการส่งเสริมโดยซูเปอร์สตาร์บอลลีวูด เช่น Amitabh Bachchan, Shah Rukh Khan และ Hrithik Roshan โครงการอสังหาริมทรัพย์นี้ผสมผสานพลังของคนดังเข้ากับความทะเยอทะยานทางธุรกิจ เพื่อระดมทุนพัฒนาโครงการใหม่และลดภาระหนี้


3. Accelerant (NYSE: ARX) – สหรัฐฯ

  • ยื่นขอจดทะเบียน: 30 มิถุนายน 2025

  • ได้รับการสนับสนุนจาก: Todd Boehly รับประกันโดย Morgan Stanley, Goldman Sachs, BMO และ RBC

  • ข้อมูลการเงิน: รายได้ไตรมาสแรกอยู่ที่ 178 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ (+39% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว) และรายได้สุทธิอยู่ที่ 7.8 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 2.1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024

  • ลักษณะธุรกิจ: แพลตฟอร์ม Insurtech ที่เชื่อมโยงผู้ให้บริการประกันเฉพาะทางกับนักลงทุนสถาบัน การยื่น IPO ครั้งนี้บ่งชี้ถึงความมั่นใจของนักลงทุนในนวัตกรรมฟินเทคและการจัดการความเสี่ยงแบบดิจิทัล



ให้ใช้ความระมัดระวังแบบมีความหวัง โดยเน้นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและการประเมินมูลค่าให้รอบคอบก่อนลงทุน


สรุป


การเข้าใจคำว่า IPO หรือ “Initial Public Offering” เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น IPO เป็นโอกาสในการลงทุนในบริษัทใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตและนวัตกรรมล้ำสมัย แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงไม่น้อย


การลงทุนใน IPO อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงลึก ตรวจสอบข้อมูลพื้นฐาน และมั่นใจว่าการลงทุนสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของคุณ แม้ IPO จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในบางกรณี โดยเฉพาะในตลาดที่แข็งแกร่ง แต่ก็ไม่ใช่ทุกการเสนอขายจะนำไปสู่ผลกำไรเสมอไป


คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็นคำแนะนำ) ความคิดเห็นใดๆ ในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำของ EBC หรือผู้เขียนว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใดๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
กระบวนการจดทะเบียน IPO และข้อดี
10 ศัพท์ IPO ที่ต้องรู้! มือใหม่ Trade Forex ก็เข้าใจได้ เปรียบเทียบชัดๆ ให้เห็นภาพ
รายการลับๆเกี่ยวกับอะไร?
Fear of Missing Out คืออะไร? อธิบายง่าย เข้าใจไว
หลักทรัพย์คืออะไร?