เผยแพร่เมื่อ: 2026-08-17
คู่เงิน EUR/USD เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 1.1580 ในช่วงเช้าวันจันทร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน โดยแรงหนุนครั้งนี้มาจากฝั่งสหรัฐฯ มากกว่าฝั่งยุโรป คู่เงินนี้แข็งค่าขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าของตลาดเอเชีย หลังดอลลาร์อ่อนค่าลงจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาด และมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางที่เปลี่ยนไป

การปรับตัวขึ้นครั้งนี้ต่อเนื่องจากวันศุกร์ที่ผ่านมาซึ่งยูโรแข็งค่าขึ้นราว 0.36% โดยอัตราอ้างอิงของธนาคารกลางยุโรป (ECB) อยู่ที่ 1.1567 ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ปรับตัวลงสู่บริเวณ 99.50 หลังยอดค้าปลีกเดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ ลดลง 0.6% สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1%
ขณะนี้ราคาสปอตอยู่ต่ำกว่าตัวเลขกลม (round number) เพียงประมาณ 20 pips โดยมีกลุ่มแนวต้านสำคัญรออยู่ถัดจากนั้น คำถามคือแนวต้านเหล่านี้จะถูกทะลุผ่านได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบจะทยอยชัดเจนขึ้นผ่านข้อมูลสำคัญ 3 ช่วงในสัปดาห์นี้
EUR/USD เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 1.1580 สูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน หลังยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาดทำให้โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนลดลงเหลือ 33% จาก 44% เมื่อสัปดาห์ก่อน
แรงหนุนหลักมาจากฝั่งดอลลาร์ การที่ราคาปิดเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน (SMA) ที่ 1.1570 ในวันศุกร์ เป็นการซ่อมแซมโครงสร้างขาลงรายวัน มากกว่าการต่อยอดแนวโน้มขาขึ้น
แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1.1600 ตามด้วยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันใกล้ 1.1630 และกรอบบนของ Bollinger Band ที่ 1.1635 ก่อนถึงจุดสูงสุดของวันที่ 29 พฤษภาคมที่ 1.1685
หากหลุดระดับ 1.1570 แรงส่งจะเริ่มอ่อนลง แต่ช่วง 1.1490 ถึง 1.1500 คือระดับที่การพักฐานจะกลายเป็นการปรับฐานลงจริง
รายงานการประชุม FOMC ที่จะเผยแพร่ในวันพุธถือเป็นความเสี่ยงด้านลบหลัก ขณะที่ดัชนี PMI เบื้องต้นในวันศุกร์จะเป็นบทพิสูจน์ว่ายุโรปจะสามารถเพิ่มแรงหนุนรอบสองได้หรือไม่
การปรับมุมมองของตลาดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่าขณะนี้ตลาดให้น้ำหนัก 33.1% ต่อโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนหน้า ลดลงจากราว 44% เมื่อสัปดาห์ก่อน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าเฟดจำเป็นต้องคุมเข้มนโยบายการเงินให้ได้ภายในสิ้นปี 2026 เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือเป้าหมายมานานกว่า 5 ปีแล้ว
ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนกรกฎาคมชะลอตัวลง โดยเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 3.4% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.5% ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตออกมาต่ำกว่าคาด ด้านยอดค้าปลีกหดตัวลง 0.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน หลังจากที่เดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 0.2% ส่วนอัตราการเติบโตรายปีชะลอลงมาอยู่ที่ 5.0% จาก 6.8% ที่มีการปรับปรุงตัวเลขใหม่
ข้อมูลทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเงินเฟ้อที่เย็นตัวลงจากด้านบน ควบคู่กับอุปสงค์ที่อ่อนแรงลงจากด้านล่าง ซึ่งลดความเร่งด่วนของฝ่ายที่สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย แต่ไม่ได้ทำให้เหตุผลสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยหมดไป
เส้นค่าเฉลี่ย 100 วันเป็นตัวกำหนดกรอบราคานี้มาหลายสัปดาห์ การถูกปฏิเสธซ้ำ ๆ บริเวณเส้นดังกล่าวทำให้โครงสร้างราคารายวันในภาพรวมยังอยู่ภายใต้แรงกดดัน เกิดเป็นรูปแบบจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่ต่ำลงเรื่อย ๆ แม้ว่าการฟื้นตัวจากระดับต่ำกว่า 1.1400 ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมจะช่วยให้แรงส่งระยะสั้นดีขึ้นก็ตาม

สถานการณ์เปลี่ยนไปในวันศุกร์ ราคาปิดเหนือเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าวและยืนเหนือระดับนั้นต่อเนื่องมาจนถึงวันจันทร์ ซึ่งเป็นการซ่อมแซมโครงสร้างขาลงมากกว่าการต่อยอดแนวโน้มขาขึ้นที่มีอยู่เดิม ขณะนี้คู่เงินเทรดอยู่เหนือทั้งเส้นค่าเฉลี่ย 100 วันและเส้นกึ่งกลางของ Bollinger Band อยู่ในครึ่งบนของกรอบราคาล่าสุด
| ตัวชี้วัด / ระดับราคา | ค่าปัจจุบัน | ความหมาย |
|---|---|---|
| ราคาสปอต EUR/USD | ~1.1580 | ต่ำกว่าแนวต้าน 1.1600 ประมาณ 20 pips |
| เส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน (SMA) | ~1.1570 | จุดหมุนสำคัญระยะใกล้ การยืนเหนือระดับนี้ได้จะช่วยให้การฟื้นตัวยังคงอยู่ |
| เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (SMA) | ~1.1630 | แนวต้านสำคัญ ซึ่งซ้อนทับกับกรอบบนของ Bollinger Band |
| กรอบบนของ Bollinger Band | ~1.1635 | ขอบบนของโซนที่ราคาต้องทะลุผ่าน |
| เส้นกึ่งกลางของ Bollinger Band | ~1.1490 | ระดับที่การพักฐานจะกลายเป็นการปรับฐานลงจริง |
| เส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน (SMA) | ~1.1465 | แนวรับเส้นค่าเฉลี่ยระดับลึกกว่า |
| กรอบล่างของ Bollinger Band | ~1.1345 | ขอบล่างของกรอบราคาในภาพรวม |
| ดัชนี RSI (14 วัน) | ~63 | แรงส่งเชิงบวก โดยยังไม่เข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) |
เหนือระดับราคาปัจจุบัน แนวต้าน 1.1600 จะตามด้วยเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันที่ใกล้ 1.1630 และต้องผ่านระดับนี้ไปก่อนจึงจะเห็นจุดสูงสุดของวันที่ 29 พฤษภาคมที่ 1.1685 เข้ามาเป็นเป้าหมายถัดไป เส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวเส้นนี้แทบไม่ขยับมาหลายสัปดาห์แล้ว ซึ่งสะท้อนภาพตลาดที่ยังขาดทิศทางชัดเจน มากกว่าจะอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่มั่นคง
ดัชนี RSI ที่ระดับ 63 เอนไปทางบวกและยังมีช่องว่างก่อนเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป แต่ในสถานการณ์นี้ราคาให้ข้อมูลที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวชี้วัดโมเมนตัม การที่ราคาปิดยืนเหนือช่วง 1.1600 ถึง 1.1635 ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจุดที่ตัวเลขกลม เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน และกรอบบนของ Bollinger Band มาบรรจบกัน จะเป็นสัญญาณยืนยันที่มีน้ำหนักมากกว่าค่าตัวชี้วัดใด ๆ
แรงหนุนจากฝั่งยูโรในรอบนี้เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุน ไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนหลัก
ตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ที่ประกาศครั้งที่สองยืนยันการเติบโต 0.4% จากไตรมาสก่อน และ 1.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ดุลการค้าเดือนมิถุนายนกลับมาเกินดุลอีกครั้ง หลังขาดดุลติดต่อกัน 3 เดือน ด้านดัชนี PMI ผสมฉบับสมบูรณ์ของเดือนกรกฎาคมปรับขึ้นมาอยู่ที่ 52.0 จาก 50.0 ถือเป็นการขยายตัวครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน โดยได้แรงหนุนจากภาคบริการที่ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 51.7 จาก 49.4
ทั้งผลผลิตและคำสั่งซื้อใหม่ขยายตัวในอัตราเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีก่อน ขณะที่การจ้างงานทรงตัวได้หลังปรับตัวลงติดต่อกัน 6 เดือน ด้านเงินเฟ้อกลับเคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายสนับสนุนดอกเบี้ยต่ำ โดยเงินเฟ้อยูโรโซนเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 2.9% จาก 2.8% ในเดือนมิถุนายน และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.5%
หลังจากที่หยุดปรับดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคม ต่อจากการขึ้นดอกเบี้ย 0.25 จุดในเดือนมิถุนายน ตลาดคาดว่า ECB จะกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยผลสำรวจของรอยเตอร์ที่จัดทำระหว่างวันที่ 10 ถึง 13 สิงหาคม พบว่านักเศรษฐศาสตร์ 57 จาก 69 คนคาดว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (deposit rate) จะปรับขึ้นจาก 2.25% เป็น 2.50% ในเดือนกันยายน เทียบกับสัดส่วนผู้ที่คาดการณ์เช่นนั้น 72% ก่อนการประชุมเดือนกรกฎาคม
กรอบอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่ 3.50% ถึง 3.75% ยังคงทำให้ส่วนต่างนโยบายการเงินอยู่ที่ 125 ถึง 150 basis points (1.25% ถึง 1.50%) ซึ่งเป็นผลดีต่อดอลลาร์ แต่ตลาดกำลังประเมินว่าส่วนต่างนี้จะแคบลงจากทั้งสองฝั่ง
สิ่งที่ยุโรปยังให้ไม่ได้คือแรงหนุนในระดับที่มากพอ ดัชนี PMI ชี้ว่า GDP รายไตรมาสจะเติบโตเพียง 0.3% ขณะที่ผลสำรวจเดียวกันคาดการณ์ไว้ที่ 0.2% และดัชนีราคาจากผลสำรวจที่ชะลอตัวลงก็เปิดทางให้ ECB สามารถรอดูสถานการณ์ต่อไปได้ กล่าวโดยสรุปคือ ยุโรปทำได้เพียงพอที่จะหยุดยั้งไม่ให้ยูโรอ่อนค่าลง แต่ยังไม่มากพอที่จะผลักดันให้ราคาทะลุผ่าน 1.1630 ได้อย่างชัดเจน
ความเสี่ยงที่ชัดเจนที่สุดต่อการทะลุแนวต้านครั้งนี้ไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจยุโรปที่อ่อนแอ แต่เป็นสัญญาณที่ตอกย้ำว่าเฟดยังคงมีจุดยืนสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย (hawkish) อยู่มากเพียงใด
แถลงการณ์การประชุมเดือนกรกฎาคมผ่านมติด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 โดยนางเบธ แฮมแมค นายนีล แคชคารี และนางลอรี โลแกน ต่างเห็นควรให้ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25 จุดทันที รายงานการประชุมฉบับเต็มของการประชุมครั้งนั้นจะเผยแพร่ในวันพุธ หากเนื้อหาการหารือสะท้อนว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่มีมุมมองใกล้เคียงกับ 3 เสียงที่ไม่เห็นด้วยมากกว่าที่แถลงการณ์บ่งชี้ไว้ โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนอาจดีดกลับขึ้นไปสู่ระดับกลาง 40% ได้เร็วพอ ๆ กับที่ปรับลดลงมา
ปัจจัยด้านพลังงานเป็นดาบสองคมในกรณีนี้ ความตึงเครียดที่ยืดเยื้อในช่องแคบฮอร์มุซหนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างดอลลาร์ ซึ่งกดเพดานการแข็งค่าของยูโรโดยไม่เกี่ยวกับมุมมองต่ออัตราดอกเบี้ยเลย ขณะเดียวกันความขัดแย้งเดียวกันนี้ก็ทำให้เงินเฟ้อหมวดพลังงานของยูโรโซนเดือนกรกฎาคมพุ่งขึ้นไปที่ 10.0% จาก 8.5% ในเดือนมิถุนายน
ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นบั่นทอนอัตราการค้า (terms of trade) ของยูโรโซน และเพิ่มน้ำหนักให้กับเหตุผลที่ ECB ควรคุมเข้มนโยบายการเงินทันที หากสถานการณ์คลี่คลายลง ทั้งแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยของดอลลาร์และส่วนต่างเงินเฟ้อของยูโรจะลดลงพร้อมกัน ซึ่งเป็นเหตุผลที่การเคลื่อนไหวของราคาที่ขับเคลื่อนโดยปัจจัยน้ำมันมักไม่นำไปสู่ทิศทางที่ชัดเจน
แนวทางขาขึ้น หากราคาปิดรายวันเหนือ 1.1600 ได้ จะเปิดทางไปสู่เส้นค่าเฉลี่ย 200 วันที่ใกล้ 1.1630 และกรอบบนของ Bollinger Band ที่ราว 1.1635 หากผ่านกลุ่มแนวต้านนี้ไปได้ จุดสูงสุดของวันที่ 29 พฤษภาคมที่ 1.1685 จะกลับมาเป็นเป้าหมายถัดไป
การทะลุแนวต้านที่ล้มเหลว หากราคาปิดต่ำกว่า 1.1570 เป็นเพียงสัญญาณว่าแรงส่งระยะใกล้เริ่มอ่อนลง ไม่ใช่ความล้มเหลวของการปรับตัวขึ้น เนื่องจากการหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 100 วันในลักษณะนี้อาจเป็นเพียงสัญญาณรบกวน (noise) ระดับที่มีนัยสำคัญจริงคือช่วง 1.1490 ถึง 1.1500 ซึ่งเป็นเส้นกึ่งกลางของ Bollinger Band หากหลุดระดับนี้จะถือเป็นสัญญาณการอ่อนตัวที่แท้จริง และเปิดทางไปสู่เส้นค่าเฉลี่ย 50 วันที่ 1.1465
กรณีแกว่งตัวในกรอบ คู่เงินเคลื่อนไหวสะสมอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1500 ถึง 1.1600 ไปจนถึงวันศุกร์ โดยปล่อยให้ตัวเลข PMI เบื้องต้นเป็นตัวชี้ขาดทิศทาง
นายฟิลิป เลน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ECB จะกล่าวสุนทรพจน์ในกรุงดับลินเวลา 11.30 น. ตามเวลายุโรปกลาง (CET) ในวันจันทร์ เกี่ยวกับการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของยุโรป โดยจะมีการเผยแพร่บทสุนทรพจน์ฉบับเต็ม และจะกล่าวอีกครั้งในวันอังคารเวลา 13.45 น. ตามเวลายุโรปกลาง ในหัวข้อนโยบายการเงินในโลกที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ
วันพุธมีกำหนดการที่หนาแน่น นางคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB จะร่วมเสวนาในหัวข้อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่นครเจนีวาเวลา 09.10 น. ตามเวลายุโรปกลาง ด้าน Eurostat จะเผยแพร่ดัชนี HICP ฉบับสมบูรณ์ประจำเดือนกรกฎาคมของยูโรโซนและประเทศสมาชิก ซึ่งจะยืนยันหรือปรับปรุงตัวเลขประมาณการเบื้องต้นที่ 2.9% ขณะที่ ECB จะเผยแพร่ชุดข้อมูล HICP แบบปรับฤดูกาลของตนเองแยกต่างหากเวลา 12.00 น. ตามเวลายุโรปกลาง ส่วนรายงานการประชุม FOMC จะตามมาในช่วงเย็นวันเดียวกัน
วันศุกร์เป็นวันที่มีข้อมูลสำคัญมากที่สุด โดยดัชนี PMI เบื้องต้นของฝรั่งเศสและเยอรมนีจะเผยแพร่เวลา 07.15 น. และ 07.30 น. ตามเวลาสากลเชิงพิกัด (UTC) ดัชนี PMI ผสมของยูโรโซนเวลา 08.00 น. UTC และดัชนีเทียบเคียงของสหรัฐฯ เวลา 13.45 น. UTC นอกจากนี้ ECB ยังจะเผยแพร่ผลสำรวจความคาดหวังของผู้บริโภค (Consumer Expectations Survey) และดัชนีอัตราค่าจ้างที่ผ่านการเจรจาต่อรอง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญโดยตรงต่อประเด็นถกเถียงเรื่องเงินเฟ้อภาคบริการ
วันจันทร์คือบทพิสูจน์ว่าแรงเทขายดอลลาร์จากวันศุกร์จะยั่งยืนหรือไม่ วันพุธคือบทพิสูจน์ว่าตลาดปรับมุมมองต่อเฟดไปในทางผ่อนคลายเกินไปหรือไม่ และวันศุกร์คือบทพิสูจน์ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของยุโรปจะสามารถเพิ่มแรงหนุนรอบสองให้กับการปรับตัวขึ้นครั้งนี้ได้หรือไม่ การทะลุแนวต้านครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องรอคำตอบจากฝั่งยุโรป เนื่องจากความอ่อนแอที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวก็อาจผลักดันให้เกิดขึ้นได้ แต่การปรับตัวขึ้นที่ได้แรงหนุนจากทั้งสองฝั่งของคู่เงินนี้ย่อมมีความยั่งยืนมากกว่าการปรับตัวขึ้นที่พึ่งพาเพียงความอ่อนแอของดอลลาร์เท่านั้น