เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-19
เช้านี้ (19 ม.ค. 69) ตลาดการเงินโลกต้องสั่นคลอนเมื่อ ราคาทองวันนี้ พุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High) โดยราคา Gold Spot ดีดตัวขึ้นกว่า 1.4% แตะระดับ 4,660.81 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีศุลกากรครั้งใหญ่ต่อกลุ่มประเทศยุโรป เพื่อตอบโต้กรณีความขัดแย้งเรื่องเกาะกรีนแลนด์ ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกแห่เข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างคึกคัก

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาทองคำทะลุเพดาน มาจากคำประกาศของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้า 10% จาก 8 ประเทศในยุโรป อาทิ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ และมีแผนจะปรับขึ้นสูงถึง 25% ในเดือนมิถุนายน
ชนวนเหตุนี้เกิดจากการที่ยุโรปคัดค้านแผนการของสหรัฐฯ ในการเข้ายึดครองเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งความขัดแย้งนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ยังสร้างความกังวลว่าจะเกิด "สงครามการค้า" ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี
ขณะนี้ผู้นำยุโรปกำลังเตรียมประชุมฉุกเฉินเพื่อพิจารณามาตรการตอบโต้ โดยคาดการณ์ว่าอาจมีการเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ กลับคืนด้วยมูลค่าสูงถึง 93,000 ล้านยูโร (ราว 108,000 ล้านดอลลาร์) ซึ่งความไม่แน่นอนนี้เองที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ ราคาทองวันนี้ และราคาโลหะเงิน (Silver) พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาเงินพุ่งขึ้นไปถึง 92.5145 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2.7%
นักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยที่หนุนทองคำในปี 2026 ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องภาษีเท่านั้น แต่ยังรวมถึง:
ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ: นักลงทุนเริ่มขาดความเชื่อมั่นในสกุลเงินหลักและพันธบัตรรัฐบาล
ความเป็นอิสระของเฟด (Fed): การที่รัฐบาลทรัมป์กลับมาวิพากษ์วิจารณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ อีกครั้ง ทำให้เกิดความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเงิน
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: ต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์ในเวเนซุเอลาเมื่อปี 2025 ที่ยังคงเป็นปัจจัยสะสมความเสี่ยง
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ