Fair Value Gap (FVG) เน้นถึงความไม่มีประสิทธิภาพของราคาบนกราฟ คู่มือนี้อธิบายว่า Fair Value Gap คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ และวิธีเทรดอย่างมีประสิทธิภาพ
ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค เทรดเดอร์มักมองหาจุดได้เปรียบอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบที่ซ้ำซากหรือความไม่มีประสิทธิภาพในตลาด ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้ด้วยวินัย แนวคิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในหมู่เทรดเดอร์ยุคใหม่คือ Fair Value Gap (FVG) แนวคิดนี้มีรากฐานมาจากข้อสังเกตที่ว่าบางครั้งตลาดเคลื่อนไหวเร็วเกินไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ทำให้เกิดพื้นที่บนกราฟที่ราคาซื้อขายไม่มีประสิทธิภาพ เทรดเดอร์เชื่อว่าความไม่สมดุลเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะถูกทบทวนอีกครั้งในอนาคต ซึ่งสร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยง
คู่มือนี้เจาะลึกเรื่อง Fair Value Gap ในการเทรดอธิบายว่า Fair Value Gap คืออะไร ทำไมมันเกิดขึ้น และวิธีสร้างกลยุทธ์รอบ ๆ แนวคิดนี้ โดยเราจะพิจารณาหลักฐานจากกราฟ อธิบายความแตกต่าง เช่น Inverse Fair Value Gap และคำนึงถึงประเด็นปฏิบัติจริง เช่น การบริหารความเสี่ยงและการทดสอบย้อนหลัง เพื่อเปลี่ยนทฤษฎีให้เป็นกรอบการใช้งานได้จริง
การระบุ FVG ต้องอาศัยการสังเกตอย่างรอบคอบ เทรดเดอร์มักสแกนกราฟเพื่อหาช่วงที่แท่งเทียนแรง ๆ (impulse candle) ทำลายจังหวะปกติของราคาที่วิ่งไปมา FVG ที่ถูกต้องมักมีตัวแท่งเทียนขนาดใหญ่และมีการทับซ้อนกับแท่งเทียนข้างเคียงน้อย
ความไม่สมดุลนี้จะเห็นได้ชัดที่สุดเมื่อโมเมนตัมเร่งตัว เช่น ในช่วงประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ รายงานผลประกอบการ หรือข่าวที่ไม่คาดคิด บนกรอบเวลาสั้น ๆ ช่องว่างเหล่านี้เกิดบ่อยแต่ความน่าเชื่อถือน้อย ส่วนกรอบเวลายาว เช่น 4 ชั่วโมงหรือรายวัน FVG จะชัดเจนและมีความหมายมากกว่าเพราะสะท้อนกิจกรรมสถาบันมากกว่าการซื้อขายของรายย่อย
ไม่ใช่ทุกช่องว่างที่ควรเทรด FVG ที่ถูกต้องคือช่องว่างที่เกิดจากโมเมนตัมแรงและมีพื้นที่บนกราฟที่ยังไม่ได้ถูกทดสอบ เทรดเดอร์ต้องแยกความแตกต่างระหว่างความไม่สมดุลจริงกับความผันผวนทั่วไป
หนึ่งในวิธีกรองคือดูขนาดของการเคลื่อนไหว ช่องว่างเล็กบนกราฟ 1 นาที อาจเกิดจากสภาพคล่องต่ำมากกว่าความไม่สมดุลจริง แต่ช่องว่างชัดเจนบนกราฟรายวัน แสดงว่ามีสถาบันเข้าตลาดอย่างแรง ทำให้เป็นระดับที่ควรจับตา การจัดช่องว่างให้สอดคล้องกับทิศทางแนวโน้มโดยรวมและวิเคราะห์กรอบเวลาที่สูงกว่าจะช่วยแยกสัญญาณจากเสียงรบกวน
FVG แต่ละประเภทไม่ได้ทำงานเหมือนกัน ประเภทที่พบมากที่สุดคือ Standard FVG เกิดเมื่อราคาพุ่งแรงและทิ้งความไม่สมดุลที่ชัดเจน อีกหนึ่งประเภทสำคัญคือ Inverse Fair Value Gap เกิดสวนทางกับแนวโน้มหลัก บางครั้งบ่งชี้การเคลื่อนไหวย้อนกลับ
นอกจากนี้ยังมีช่องว่างตามบริบท เช่น Continuation Gap เกิดในช่วงแนวโน้มแรง ทำหน้าที่เป็นโซนสนับสนุนหรือแนวต้านเมื่อราคากลับมา Exhaustion Gap เกิดใกล้จุดสิ้นสุดของแนวโน้ม และมักบอกใบ้การกลับตัว การรู้จักประเภท FVG จะช่วยเทรดเดอร์ตั้งความคาดหวังได้ว่าราคาจะใช้ช่องว่างเป็นจุดเด้งหรือจุดกลับตัว
เทรดเดอร์มักสับสนระหว่าง FVG, Order Blocks และ Liquidity Voids แม้เกี่ยวข้องกัน แต่แตกต่างกันชัดเจน Order Block คือกลุ่มคำสั่งสถาบันที่พบตามจุดกลับตัวสำคัญ Liquidity Void คือพื้นที่ซื้อขายบาง มีผู้เข้าร่วมน้อย รวมถึง FVG แต่ครอบคลุมกว้างกว่า Fair Value Gap คือโครงสร้าง 3 แท่งเทียนเฉพาะที่บ่งบอกความไม่มีประสิทธิภาพของราคา
ความเข้าใจความแตกต่างนี้สำคัญเพราะผลลัพธ์การเทรดต่างกัน FVG มักเป็นจุดดึงราคากลับ ส่วน Order Blocks คือโซนอุปสงค์-อุปทาน และ Liquidity Voids คือความอ่อนแอทั่วไปของการไหลคำสั่ง
FVG เกิดได้ทุกกรอบเวลาและทุกสินทรัพย์ แต่ไม่ใช่ทุก FVG น่าเชื่อถือเท่ากัน กรอบเวลาสูง เช่น 1 ชั่วโมง, 4 ชั่วโมง และรายวัน กรองเสียงรบกวนจากกราฟต่ำ ๆ ได้มาก FVG บนกรอบเวลานี้มักถูกเคารพมากกว่าเพราะสะท้อนการเข้าตำแหน่งของสถาบัน
สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น คู่เงินหลัก ทองคำ น้ำมัน และดัชนีหุ้น มักสร้าง FVG ที่น่าเชื่อถือ เพราะมีสถาบันเข้าซื้อขาย ทำให้ความไม่สมดุลเหล่านี้มีโอกาสถูกกลับมาทบทวนสูงตลาดที่ซื้อขายน้อย ช่องว่างอาจสะท้อนความผันผวนของคำสั่ง ทำให้สัญญาณไม่น่าเชื่อถือ
สภาวะตลาดมีผลต่อพฤติกรรมของ FVG ในช่วงตลาดขาขึ้นแรง FVG มักทำหน้าที่เป็นสัญญาณต่อเนื่อง ราคาบางครั้งอาจรีเทรซเข้าช่องว่างบางส่วนก่อนกลับไปตามแนวโน้มหลัก ในตลาดที่วิ่งไซด์เวย์ FVG อาจถูกเติมเร็ว แต่ไม่สร้างแรงต่อเนื่อง ทำให้เหมาะกับการเทรดระยะสั้นแต่กำไรยั่งยืนน้อย
การเข้าใจสภาวะตลาดช่วยเทรดเดอร์ปรับความคาดหวัง ในช่วงแนวโน้มแรง เช่น การพุ่งของทองคำปี 2020–2021 FVG ขาขึ้นมักสร้างการต่อเนื่องที่แข็งแรง ในตลาดไซด์เวย์ ช่องว่างยังถูกเติมแต่แรงต่อเนื่องมักอ่อนกว่า
Fair Value Gap (FVG) ในการเทรดไม่ได้เป็นเพียงรูปแบบเทคนิคธรรมดา แต่สะท้อนช่วงเวลาที่ตลาดเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนประสิทธิภาพราคาชั่วคราวสูญเสีย เทรดเดอร์ใช้ความไม่สมดุลนี้เป็นจุดอ้างอิง คาดการณ์ว่าราคาจะกลับมาทบทวนในอนาคต การเรียนรู้วิธีระบุ FVG ที่ถูกต้อง กรองตามบริบท และเทรดด้วยการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย จะช่วยให้ FVG กลายเป็นเครื่องมือทรงพลังในกลยุทธ์ทางเทคนิค
ไม่ว่ามองเป็นสัญญาณต่อเนื่องในแนวโน้มหรือโอกาสระยะสั้นในช่วงตลาดไซด์เวย์ FVG ชี้ให้เห็นว่าความไม่สมบูรณ์ของตลาดสามารถเปลี่ยนเป็นข้อได้เปรียบในการเทรดได้ แต่เช่นเดียวกับเครื่องมืออื่น ๆ FVG ไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ได้ ความสำเร็จเกิดจากการผสมผสานกับการวิเคราะห์ภาพรวม การทดสอบย้อนหลังอย่างสม่ำเสมอ และวินัยที่เข้มงวด
FVG เตือนให้เรารู้ความจริงสำคัญของการเทรด: ตลาดไม่เคยมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ การระบุจุดที่เกิดความไม่สมดุลช่วยให้เทรดเดอร์ที่มีวินัยสามารถเปลี่ยนความผันผวนเป็นโอกาสอย่างมีโครงสร้าง
FVG ให้ระดับราคาที่ชัดเจน สามารถมองเห็นได้ง่าย มักทำหน้าที่เหมือนแม่เหล็กดึงราคาเสนอจุดเข้าและออกที่เป็นระบบ
ไม่ใช่ บางช่องว่างยังคงเปิดค้างอยู่หลายสัปดาห์หรือหลายเดือน บางช่องว่างเติมเพียง บางส่วน FVG เป็นความน่าจะเป็นไม่ใช่ความแน่นอน
ได้ เทรดเดอร์หลายคนผสม FVG กับ Fibonacci retracement, Order Blocks หรือ Moving Averages เพื่อเพิ่มความแม่นยำ
ข้อสงวนสิทธิ์: เอกสารนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง ความคิดเห็นใดๆ ในเอกสารนี้ไม่ได้เป็นคำแนะนำของ EBC ว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใดๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ
ราคาหุ้นของแคมบริคอนพุ่งแซงหน้าเหมาไถ ขึ้นเป็นเจ้าตลาดคนใหม่ของจีน นี่คือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือฟองสบู่ที่กำลังก่อตัวกันแน่
2025-08-29ค้นพบว่าสัญลักษณ์หุ้นคืออะไร สัญลักษณ์หุ้นทำงานอย่างไร และเหตุใดจึงมีความสำคัญต่อตลาดการเงินสมัยใหม่
2025-08-29ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนมูลค่า USD กับสกุลเงินหลักทั่วโลก วิเคราะห์โครงสร้างน้ำหนัก ปัจจัยกระทบ DXY และผลต่อตลาด Forex
2025-08-29