รู้จัก ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ คืออะไร เกี่ยวข้องกับตลาด Forex ยังไง

2025-08-29

ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนมูลค่าเงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินหลักทั่วโลก ทำให้นักลงทุนและเทรดเดอร์สามารถประเมินแรงซื้อ–ขายของ USD ในตลาดโลกได้อย่างแม่นยำ ในบทความนี้จึงขอพาท่านผู้อ่านไปทำความเข้าใจโครงสร้างน้ำหนักของดัชนีดอลลาร์ ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่า DXY และความสัมพันธ์กับตลาด Forex ว่ามีลักษณะอย่างไร


ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ คือตัววัดมูลค่า USD กับ 6 สกุลเงินระดับโลก


US Dollar Index (DXY) หรือ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ คือดัชนีที่วัดมูลค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก 6 สกุล ได้แก่ ยูโร (EUR), เยนญี่ปุ่น (JPY), ปอนด์อังกฤษ (GBP), ดอลลาร์แคนาดา (CAD), โครนา สวีเดน (SEK) และฟรังก์สวิส (CHF) โดยยูโรมีน้ำหนักสูงสุดเกินครึ่งของดัชนีทั้งหมด จุดประสงค์ของการสร้างดัชนีนี้คือเพื่อสะท้อนความแข็งแกร่งหรืออ่อนค่าของเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินคู่อื่น ๆ


โดยดัชนีนี้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 1973 หลังการล่มสลายของระบบ Bretton Woods ที่เคยผูกค่าเงินกับทองคำ เมื่อโลกเปลี่ยนเข้าสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว จึงจำเป็นต้องมีเกณฑ์กลางในการวัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์ ซึ่งดัชนี DXY จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น "มาตราวัด" ดังกล่าว


โครงสร้างน้ำหนักของดัชนีดอลลาร์สหรัฐ


  • ยูโร (EUR) ≈ 57.6%

  • เยนญี่ปุ่น (JPY) ≈ 13.6%

  • ปอนด์อังกฤษ (GBP) ≈ 11.9%

  • ดอลลาร์แคนาดา (CAD) ≈ 9.1%

  • โครนา สวีเดน (SEK) ≈ 4.2%

  • ฟรังก์สวิส (CHF) ≈ 3.6%


จากสัดส่วนดังกล่าวจะเห็นได้ว่ายูโรมีน้ำหนักมากกว่าครึ่งหนึ่งของดัชนีทั้งหมด ทำให้การเคลื่อนไหวของ EUR/USD ส่งผลโดยตรงต่อค่า DXY อย่างชัดเจน ขณะที่ค่าเงินอื่น ๆ อย่างเยนและปอนด์แม้มีน้ำหนักน้อยกว่า แต่ก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยปรับสมดุลของดัชนีโดยรวม ดัชนีนี้จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขดอลลาร์เทียบกับคู่เงินใดคู่หนึ่ง แต่สะท้อนค่าเฉลี่ยของสกุลเงินหลักที่สัมพันธ์กับเศรษฐกิจสหรัฐโดยตรง


ดังนั้นในเชิงเศรษฐกิจ ดัชนีดอลลาร์จึงมักถูกใช้เป็นตัวบ่งชี้ระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก หากดัชนีปรับตัวสูงขึ้น มักบ่งบอกถึงการไหลเข้าของเงินทุนสู่ดอลลาร์เพราะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ในทางกลับกัน หากดัชนีปรับลด อาจสะท้อนถึงแรงขายดอลลาร์และความเชื่อมั่นที่อ่อนลง


ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ - EBC


เปิด 5 ปัจจัยที่ส่งผลต่อดัชนีดอลลาร์สหรัฐ


แม้ดัชนีดอลลาร์สหรัฐจะสะท้อนค่าเฉลี่ยของเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก แต่การเคลื่อนไหวของมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตลาดแลกเปลี่ยนเพียงอย่างเดียว เพราะทิศทางดัชนีสะท้อนทั้งนโยบายการเงิน ตัวเลขเศรษฐกิจ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีตัวอย่าง 5 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้


1. นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)


นโยบายการเงินเป็นตัวกำหนดทิศทางดัชนีดอลลาร์โดยตรง โดยเฉพาะการปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ย หาก Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย ดอลลาร์มักจะแข็งค่าเพราะนักลงทุนทั่วโลกต้องการถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ทำให้ดัชนีดอลลาร์มีแรงหนุน ขณะเดียวกัน การลดดอกเบี้ยมักส่งผลในทางตรงข้าม เพราะผลตอบแทนที่ลดลงทำให้เงินทุนไหลออกไปหาสกุลเงินหรือสินทรัพย์อื่น ๆ


นอกจากนี้ มาตรการเชิงปริมาณ เช่น การทำ Quantitative Easing (QE) หรือ Quantitative Tightening (QT) ก็ส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์เช่นกัน QE ที่เพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบมักกดดันดัชนีดอลลาร์ให้อ่อนค่า ในขณะที่ QT ซึ่งลดสภาพคล่องมักหนุนค่าเงินให้แข็งขึ้น ปัจจัยนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด


2. ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ


ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น GDP การจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) อัตราการว่างงาน ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ล้วนมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีดอลลาร์ หากตัวเลขออกมาดีกว่าคาดการณ์ ตลาดจะมองว่าสหรัฐมีเศรษฐกิจแข็งแกร่งและดอลลาร์ยังคงน่าสนใจ ส่งผลให้ดัชนีแข็งค่า ในทางตรงกันข้าม หากตัวเลขต่ำกว่าคาด มักสร้างแรงกดดันต่อดัชนีให้ปรับลดลง


สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ "ความคาดหวังของตลาด" ต่อข้อมูลเศรษฐกิจ เช่น หากตลาดคาดว่าเงินเฟ้อจะสูง แต่ตัวเลขจริงกลับต่ำ อาจทำให้นักลงทุนปรับความเชื่อมั่นต่อ Fed และส่งผลต่อดอลลาร์ทันที ปัจจัยนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงตัวเลขจริง แต่ยังรวมถึงการตีความและการคาดการณ์ในอนาคตอีกด้วย


3. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมันและทองคำ


ราคาน้ำมันมีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจสหรัฐอย่างมาก เพราะสหรัฐเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ของโลก หากราคาน้ำมันพุ่งสูง ต้นทุนการผลิตและการบริโภคในสหรัฐเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันและดัชนีดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนตัว ในทางตรงกันข้าม ราคาน้ำมันที่ลดลงมักเอื้อต่อเศรษฐกิจสหรัฐและช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งแกร่งขึ้น


ทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่มักเคลื่อนไหวสวนทางกับดัชนีดอลลาร์ก็เป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนจับตา เมื่อดัชนีดอลลาร์แข็งค่า ราคาทองคำมักปรับตัวลดลงเพราะผู้ซื้อที่ถือสกุลเงินอื่นต้องใช้เงินมากขึ้นในการแลกซื้อทอง ขณะที่หากดัชนีอ่อนค่า ทองคำมักได้รับแรงหนุนและปรับขึ้น ปัจจัยนี้จึงสะท้อนถึงความสัมพันธ์เชิงตรงและเชิงสวนระหว่างดอลลาร์กับสินค้าโภคภัณฑ์


4. ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตโลก


เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่แน่นอน เช่น สงคราม การเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ หรือวิกฤตเศรษฐกิจโลก ดอลลาร์มักได้รับแรงหนุนในฐานะ “สกุลเงินปลอดภัย” (Safe Haven) เนื่องจากนักลงทุนหันมาถือดอลลาร์เพื่อปกป้องมูลค่าพอร์ตการลงทุน ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์พุ่งขึ้นในช่วงเวลาแห่งความผันผวน


อย่างไรก็ตาม หากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อจนกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐโดยตรง เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หรือการปะทะทางการค้า ดอลลาร์ก็อาจถูกกดดันให้อ่อนค่าลงได้ ปัจจัยนี้จึงมีลักษณะซับซ้อนและต้องพิจารณาตามบริบทของแต่ละเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น ๆ


5. การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (US Treasury Yields)


พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดในโลก การเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) มีผลโดยตรงต่อความต้องการดอลลาร์ หากบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาซื้อพันธบัตรสหรัฐ ส่งผลให้มีความต้องการดอลลาร์เพิ่มขึ้น และทำให้ดัชนีแข็งค่า


ในทางตรงกันข้าม หากบอนด์ยีลด์ลดลง แรงจูงใจในการลงทุนพันธบัตรสหรัฐย่อมลดลงเช่นกัน ทำให้เงินทุนบางส่วนไหลออกไปหาสินทรัพย์เสี่ยงหรือสกุลเงินอื่น ๆ ดัชนีดอลลาร์จึงเผชิญแรงกดดันให้อ่อนตัว ปัจจัยนี้มักเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับความคาดหวังต่อนโยบายการเงินของ Fed และสภาวะเศรษฐกิจโลก


ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ - EBC


ความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีดอลลาร์สหรัฐกับ Forex เป็นอย่างไร


นอกจากนี้การเคลื่อนไหวของดัชนีดอลลาร์สหรัฐจะมีอิทธิพลโดยตรงต่อคู่เงินหลักในตลาด Forex โดยตรง เนื่องจากดัชนีนี้สะท้อนมูลค่าดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักหลายสกุล จึงช่วยบ่งชี้แนวโน้มการแข็งค่า–อ่อนค่าของดอลลาร์ พร้อมสะท้อนสภาพคล่องและความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ ทำให้การติดตาม DXY เป็นเครื่องมือสำคัญในกลยุทธ์ Forex



  • DXY เป็นบารอมิเตอร์ของแรงซื้อขายดอลลาร์ในตลาดโลก
    ดัชนีดอลลาร์ (DXY) คำนวณจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของคู่เงินหลัก เช่น EUR/USD, USD/JPY, GBP/USD การเคลื่อนไหวของ DXY แสดงถึงแรงซื้อ–ขายรวมของดอลลาร์ในตลาดโลก นักลงทุน Forex ใช้ดัชนีนี้เพื่อประเมินความแรงของดอลลาร์ก่อนเข้าตลาดคู่เงิน ซึ่งช่วยวางกลยุทธ์ scalping, swing หรือ hedging อย่างมีหลักการ


  • สัมพันธ์เชิงลบกับคู่เงินหลักที่มี USD เป็นสกุลอ้างอิง
    การแข็งค่าของ DXY มักทำให้คู่เงินเช่น EUR/USD, GBP/USD อ่อนค่า เพราะตลาดปรับราคาเพื่อตอบสนองต่อแรงซื้อดอลลาร์ การวิเคราะห์กราฟ DXY ร่วมกับคู่เงินเหล่านี้ช่วยระบุแนวโน้มและจุดกลับตัว รวมถึงกำหนดระดับ Fibonacci retracement และ pivot points สำหรับการตั้ง stop loss และ take profit


  • บ่งชี้สภาพคล่องและความผันผวนในตลาด Forex
    DXY ที่เคลื่อนไหวแรงมักนำไปสู่ความผันผวนสูงในคู่เงินหลัก ช่วงเวลาที่ DXY breakout หรือ break key level นักลงทุนควรระวัง slippage และ spread ที่ขยายตัว การใช้ DXY ร่วมกับ indicators เช่น ATR (Average True Range) หรือ volatility index ช่วยวัดแรงกดดันและบริหารความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ


  • ใช้ร่วมกับ Technical Analysis และ Fundamental Analysis
    เทรดเดอร์สามารถใช้ DXY วิเคราะห์แนวรับ–แนวต้านหลักเพื่อคาดการณ์แรงซื้อ–ขายในคู่เงิน Forex พร้อมกันนั้น การประเมินข้อมูลเศรษฐกิจ เช่น Non-Farm Payroll, CPI, และการปรับอัตราดอกเบี้ยของ Fed จะช่วยให้เข้าใจปัจจัยที่ขับเคลื่อน DXY และนำไปใช้ปรับกลยุทธ์การเทรดแบบ multi-timeframe


  • เครื่องมือสำหรับ hedging และการวิเคราะห์ correlation
    DXY ยังเป็นตัวช่วยประเมินความสัมพันธ์ระหว่างคู่เงิน เช่น การดู correlation ระหว่าง EUR/USD และ DXY นักลงทุนสามารถใช้ดัชนีนี้วางกลยุทธ์ hedge เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนระหว่างตลาดสกุลเงินและสินทรัพย์อื่น ๆ รวมถึงวิเคราะห์ความแรงของ USD index เพื่อคาดการณ์ momentum และ potential breakout ของคู่เงินหลัก


ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ประกอบอะไรบ้าง - EBC


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)


Q: ดัชนีดอลลาร์ สหรัฐ คำนวณจากอะไร?

A: ดัชนีคำนวณจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของสกุลเงินหลัก 6 สกุลเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยยูโรมีน้ำหนักสูงสุด


Q: ดัชนีดอลลาร์ สหรัฐ มีผลต่อทองคำไหม?

A: มีผลอย่างมาก เพราะทองคำซื้อขายด้วยดอลลาร์ หากดัชนีแข็งค่า ทองคำมักอ่อนตัว และในทางกลับกัน


Q: ดัชนีดอลลาร์กับนโยบาย Fed เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

A: การปรับขึ้นหรือลดดอกเบี้ยของ Fed เป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางดัชนี เพราะส่งผลต่อการไหลเข้าออกของเงินทุน


สรุป


ดัชนีดอลลาร์ สหรัฐ เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดของมูลค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักหลายสกุล การติดตาม DXY ช่วยให้นักลงทุนและนักเทรดเข้าใจทิศทางแรงซื้อ–ขายของดอลลาร์ในตลาดโลก ทั้งในเชิงระยะสั้นและระยะยาว การเคลื่อนไหวของดัชนีไม่เพียงสะท้อนความแข็งแกร่งของดอลลาร์ แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนแรงกดดันต่อคู่เงินหลักและตลาดสินทรัพย์อื่น ๆ


ดัชนีดอลลาร์ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์และวางกลยุทธ์ในตลาด Forex นักลงทุนใช้ DXY เพื่อคาดการณ์ความผันผวนของคู่เงินที่มี USD เป็นสกุลอ้างอิง เช่น EUR/USD, USD/JPY และ GBP/USD การวิเคราะห์ DXY ร่วมกับปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค เช่น อัตราดอกเบี้ยของ Fed, GDP, CPI และตัวเลขจ้างงาน ช่วยให้ประเมินแรงซื้อ–ขายของตลาดและวางกลยุทธ์ hedging หรือ trading plan ได้อย่างแม่นยำ


นอกจากนี้ ดัชนีดอลลาร์ยังสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสภาพเศรษฐกิจสหรัฐและโลก การเคลื่อนไหวของ DXY จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขเทียบค่าเงิน แต่เป็นดัชนีสำคัญที่นักวิเคราะห์และนักลงทุนทั่วโลกใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินแนวโน้มการลงทุนและความเสี่ยงในตลาดการเงินอย่างเป็นระบบ


ข้อสงวนสิทธิ์: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนา (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง ความคิดเห็นใดๆ ในเอกสารนี้ไม่ได้เป็นคำแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใดๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
กลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ทุกระดับ
สกุลเงินอ้างอิง (Quote Currency) ส่งผลต่อการเทรด Forex อย่างไร?
Elon Musk กับการเดินทางแห่งนวัตกรรมของ Tesla
การเพิกถอน (delisting) หมายถึงอะไร?