5 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ Statistical Arbitrage
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

5 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ Statistical Arbitrage

เผยแพร่เมื่อ: 2025-07-03

ในโลกของการเทรดเชิงปริมาณ กลยุทธ์ที่ถูกพูดถึงมากแต่ก็ถูกเข้าใจผิดไม่น้อยคือ “การเก็งกำไรเชิงสถิติ” หรือ Statistical Arbitrage กลยุทธ์นี้มีจุดเด่นตรงที่อาศัยข้อมูลจำนวนมหาศาลและความรวดเร็วในการตัดสินใจ ทำให้ได้รับความนิยมในหมู่กองทุนเฮดจ์ฟันด์และนักเทรดอัลกอริทึมทั่วโลก


แม้ชื่อจะฟังดูซับซ้อน แต่แนวคิดจริง ๆ กลับเข้าใจง่ายกว่าที่คิด เพราะมันคือการใช้โอกาสจาก “ความผิดปกติชั่วคราวของราคา” ระหว่างสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กันในเชิงสถิติ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ 5 ประเด็นสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับการเก็งกำไรเชิงสถิติ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเทรด นักลงทุน หรือแค่สนใจเรื่องตลาดการเงินก็ตาม


5 สิ่งที่นักเทรควรรู้เกี่ยวกับ Statistical Arbitrage

Statistical Arbitrage

1. Statistical Arbitrage คืออะไร?


โดยพื้นฐานแล้ว การเก็งกำไรเชิงสถิติ (Statistical Arbitrage) คือกลุ่มของกลยุทธ์การซื้อขายที่อาศัยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และข้อมูลในอดีตในการระบุ “ความผิดปกติของราคา” ระหว่างสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กันในเชิงสถิติ ซึ่งแตกต่างจากการเก็งกำไรแบบดั้งเดิมที่มักเน้นการทำกำไรจากความต่างของราคาในตลาดที่รับประกันผลลัพธ์ การเก็งกำไรเชิงสถิตินั้นอิงกับ “ความน่าจะเป็น” มากกว่า “ความแน่นอน”


กลยุทธ์นี้มักเกี่ยวข้องกับการเทรดจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว และมุ่งเน้นทำกำไรจากความเบี่ยงเบนเล็ก ๆ ของราคาที่คาดว่าจะ “กลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ย” (Mean Reversion) หรือก็คือราคาที่เบี่ยงออกจากค่าปกติในอดีตมักมีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวกลับเข้าสู่ระดับเดิมในระยะเวลาหนึ่ง


ตัวอย่างคลาสสิกของการเก็งกำไรเชิงสถิติคือ การเทรดแบบคู่ (Pairs Trading) ซึ่งใช้หุ้นสองตัวที่มีความสัมพันธ์กันทางประวัติศาสตร์ แต่เมื่อราคาของทั้งสองเริ่มเบี่ยงเบนกัน กลยุทธ์จะทำการซื้อหุ้นที่อ่อนตัวกว่า (Long) และขายหุ้นที่แข็งแกร่งเกินไป (Short) เพื่อทำกำไรเมื่อราคากลับเข้าสู่สมดุลตามเดิม


2. ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับข้อมูลและโมเดล


ความสำเร็จของการเก็งกำไรเชิงสถิติเกิดจากการใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาล นักเทรดจะสร้างแบบจำลองเชิงปริมาณโดยใช้ข้อมูลราคาในอดีต ความผันผวน โครงสร้างค่าสหสัมพันธ์ และตัวชี้วัดทางสถิติอื่น ๆ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ แม้ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุโดยตรง แต่ก็เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอดีต


แบบจำลองทั่วไปอาจคัดกรองหุ้นเป็นพัน ๆ คู่ ทดสอบด้วยวิธี Cointegration หรือดูจากค่าสหสัมพันธ์ แล้วจะส่งสัญญาณเมื่อราคาของสินทรัพย์เบี่ยงเบนเกินกว่าระดับที่กำหนด


อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักคือการ Overfitting ซึ่งหมายถึงแบบจำลองที่แม่นยำมากในข้อมูลเก่า แต่ล้มเหลวเมื่อเจอกับข้อมูลจริงในตลาด จึงจำเป็นต้องมีการ Backtest และ Stress Test อย่างเข้มงวดก่อนนำไปใช้งานจริง


3. ต้องใช้ความเร็วและต้องมีวินัยด้วย


หลายคนคิดว่าการเก็งกำไรเชิงสถิติขึ้นอยู่กับ “ความเร็ว” เป็นหลัก โดยเฉพาะในยุคของ High-Frequency Trading แม้ความเร็วมีความสำคัญในบางกลยุทธ์รายวัน แต่ “วินัย” และการยึดตามระบบก็สำคัญไม่แพ้กัน


เนื่องจากกำไรต่อคำสั่งมักน้อย หากราคาผิดไปจากที่คาดหรือความสัมพันธ์ล้มเหลวอาจนำไปสู่การขาดทุนสะสมได้ นักเทรดต้องปฏิบัติตามกฎเข้า-ออกที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และต้องไม่หลุดวินัยจากแรงกดดันระยะสั้น


ในปัจจุบัน กลยุทธ์นี้มักดำเนินการผ่านระบบอัตโนมัติที่ลดอคติจากมนุษย์ และสามารถส่งคำสั่งนับพันรายการต่อวันได้ แต่ยังคงต้องมีมนุษย์ควบคุม เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของโมเดลและปรับพารามิเตอร์ให้เหมาะกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง


4. กลยุทธ์นี้ไม่ปราศจากความเสี่ยง

กลยุทธ์นี้ไม่ปราศจากความเสี่ยง

แม้การเก็งกำไรเชิงสถิติจะดูทันสมัยและมีความซับซ้อน แต่ก็มีความเสี่ยงหลายประการที่นักลงทุนควรตระหนัก:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์อาจไม่คงอยู่ในอนาคต ความสัมพันธ์ที่เคยมีอาจสลายไปในช่วงที่ตลาดเกิดความตึงเครียด หรือจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรม

  • การใช้เลเวอเรจ (Leverage) ในกลยุทธ์นี้อาจทำให้กำไรและขาดทุนขยายตัว การเบี่ยงเบนของราคาที่ไม่กลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ยตามที่คาด อาจส่งผลให้เกิดการขาดทุนอย่างรุนแรงหากมีการถือสถานะที่ใหญ่เกินไป

  • การแข่งขันที่รุนแรง มีผู้เล่นระดับสถาบันจำนวนมากใช้โมเดลที่คล้ายกัน ซึ่งส่งผลให้โอกาสทำกำไรลดลง และอาจเกิด “ภาวะเทรดแออัด” (Crowded Trades) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการล่มสลายของกองทุน Long-Term Capital Management ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ที่เกิดจากกลยุทธ์เก็งกำไรเชิงสถิติที่ผิดพลาดท่ามกลางความผันผวนของตลาด


การเข้าใจและจัดการความเสี่ยงเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่สนใจใช้กลยุทธ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นการเทรดด้วยตนเอง หรือการลงทุนผ่านกองทุนเชิงปริมาณ


5. กลยุทธ์นี้ยังคงมีความสำคัญ—หากรู้จักปรับตัว


อาจมีคำถามว่า “การเก็งกำไรเชิงสถิติยังใช้ได้ในตลาดปัจจุบันหรือไม่?” เมื่อพิจารณาถึงการเติบโตของ Machine Learning, AI และข้อมูลทางเลือก คำตอบคือยังใช้ได้ แต่ต้องมีการปรับตัวให้เหมาะสม


กลยุทธ์ในยุคใหม่ได้พัฒนาให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น ด้วยการใช้สัญญาณที่หลากหลายมากขึ้น โมเดลไม่เชิงเส้น และข้อมูลที่มีมิติมากขึ้น เช่น การวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (Principal Component Analysis: PCA) ตัวกรองคาลแมน (Kalman Filters) และเครือข่ายประสาทเทียม (Neural Networks)


นอกจากนี้ สินทรัพย์ใหม่อย่างสกุลเงินดิจิทัล ก็เปิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการเก็งกำไรเชิงสถิติ โดยเฉพาะในตลาดที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่


นักเทรดรายย่อยก็สามารถเข้าร่วมได้ แม้จะมีทรัพยากรจำกัด เพราะแพลตฟอร์มปัจจุบันมีเครื่องมือสำหรับการ Backtest การสร้างพอร์ตและการวิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น หากเข้าใจหลักการการเก็งกำไรเชิงสถิติจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป


สรุป


Statistical Arbitrage เป็นการผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์เชิงปริมาณ การลงมือปฏิบัติอย่างมีวินัย และความเข้าใจลึกซึ้งในพฤติกรรมของตลาด กลยุทธ์นี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถ “ตั้งค่าแล้วปล่อยทิ้งไว้ได้” และก็ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ปราศจากความเสี่ยง แต่สำหรับนักเทรดที่พร้อมจะลงทุนเวลาเพื่อศึกษาหลักการ และทุ่มเทแรงในการจัดการกับความซับซ้อนของกลยุทธ์นี้ก็ยังถือเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง


ตั้งแต่การค้นหาความผิดปกติของราคา ไปจนถึงการรับมือกับความผันผวนของตลาดด้วยระบบที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน การเก็งกำไรเชิงสถิติจึงเป็นแนวทางที่แตกต่างในการเทรดยุคใหม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิเคราะห์เชิงปริมาณมืออาชีพ หรือผู้เริ่มต้นที่ใฝ่รู้ การเข้าใจแนวคิดหลักทั้ง 5 นี้จะช่วยให้คุณใช้กลยุทธ์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็นคำแนะนำ) ความคิดเห็นใดๆ ในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำของ EBC หรือผู้เขียนว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใดๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
Institutional Trading คืออะไร? คู่มือสำหรับนักเทรด
High Frequency Trading คืออะไรและทำงานอย่างไร?
First Five Days Indicator ของเดือนมกราคม สัญญาณเริ่มต้นที่สะท้อนทิศทางตลาดตลอดทั้งปี
Nonfarm Payrolls คืออะไร มีผลกระทบกับตลาด Forex อย่างไร
NFP ย่อมาจากอะไร: อธิบาย 5 จุดสำคัญ