เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-23
ทุกครั้งที่ข่าวความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Tension) ปะทุขึ้น นักลงทุนส่วนใหญ่มักรู้สึกกังวลและหยุดรอดู แต่สำหรับนักลงทุนที่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมันดิบกับตลาดหุ้นกลุ่มพลังงาน สถานการณ์แบบนี้กลับเป็นจังหวะที่น่าจับตามองที่สุด
วันนี้เราจะพาคุณเจาะลึกว่าทำไมการซ้อมรบของอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ ถึงกลายเป็นปัจจัยผลักดันราคาน้ำมันดิบ และส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและพลังงานในประเทศไทย พร้อมวิเคราะห์ว่าหุ้นตัวไหนที่โบรกเกอร์ชั้นนำแนะนำ และนักลงทุนควรเตรียมรับมืออย่างไร

ราคาน้ำมันดิบ (Crude Oil Price) คือราคากลางของน้ำมันดิบที่ยังไม่ผ่านกระบวนการกลั่นใดๆ ซึ่งถูกซื้อขายในตลาดโลกผ่านมาตรฐานอ้างอิงหลัก 2 ประเภท ได้แก่
Brent Crude (เบรนท์) อ้างอิงจากแหล่งผลิตในทะเลเหนือ ใช้เป็นมาตรฐานราคาน้ำมันสำหรับตลาดยุโรป เอเชีย และแอฟริกา ถือเป็นราคาอ้างอิงที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในโลก
WTI Crude (ดับเบิลยูทีไอ หรือ West Texas Intermediate) อ้างอิงจากแหล่งผลิตในสหรัฐอเมริกา ใช้เป็นมาตรฐานหลักสำหรับตลาดอเมริกาเหนือ
ราคาน้ำมันดิบ WTI และเบรนท์ มักเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน โดยเบรนท์มักราคาสูงกว่า WTI เล็กน้อย ความสำคัญของราคาน้ำมันดิบวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ต้นทุนเชื้อเพลิง แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ตั้งแต่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ต้นทุนการขนส่ง ไปจนถึงผลประกอบการของบริษัทพลังงานทั่วโลก
ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมราคาน้ำมันถึงปรับตัวขึ้น เราต้องรู้จักปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคากันก่อน
1. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk)
นี่คือปัจจัยสำคัญที่สุดในช่วงนี้ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่คับแคบที่สุดในโลก โดยน้ำมันดิบประมาณ 20% ของการผลิตทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน เมื่อใดก็ตามที่มีสัญญาณว่าเส้นทางนี้อาจถูกปิดกั้น ราคาน้ำมันจะพุ่งทันที ไม่ต่างกับการที่คุณรู้ว่าถนนสายเดียวที่เชื่อมเมืองกำลังจะถูกปิด
2. อุปสงค์และอุปทาน (Supply and Demand)
กลุ่ม OPEC+ (องค์กรประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน บวกพันธมิตร) มีอิทธิพลโดยตรงต่อปริมาณการผลิต การตัดสินใจลดหรือเพิ่มกำลังผลิตส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบทันที
3. สภาวะเศรษฐกิจโลก
เมื่อเศรษฐกิจโลกขยายตัว ความต้องการใช้พลังงานสูงขึ้น ราคาน้ำมันก็ขยับตาม ในทางกลับกัน ช่วงเศรษฐกิจถดถอยความต้องการลดลงและราคาน้ำมันก็มักปรับตัวลง
4. ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
น้ำมันดิบซื้อขายกันในสกุลเงินดอลลาร์ เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า น้ำมันจะแพงขึ้นในสายตาของผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่น และในทางกลับกัน
5. สต็อกน้ำมัน (Oil Inventory)
ตัวเลขสต็อกน้ำมันสำรองในสหรัฐอเมริกาที่รายงานโดยสำนักงานสารสนเทศพลังงาน (EIA) เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาดูทุกสัปดาห์
ช่วงต้นปี 2569 ตลาดพลังงานโลกเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน
อิหร่านซ้อมรบใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ
การซ้อมรบทางทหารของอิหร่านในบริเวณใกล้เคียงช่องแคบฮอร์มุซส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อตลาดโลก นักวิเคราะห์จาก บล.กสิกรไทย มองว่านี่คือการ "แสดงศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง" ในการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐอเมริกา มากกว่าจะเป็นการเตรียมปิดช่องแคบจริงๆ
แต่ตลาดไม่ได้มองที่ความเป็นไปได้จริง ตลาดมองที่ความเสี่ยง และความเสี่ยงแม้เพียงเล็กน้อยที่เส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลกอาจหยุดชะงัก ก็เพียงพอที่จะผลักดันราคาเบรนท์ให้พุ่งขึ้นกว่า 1%
ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ
สงครามโดรน (Drone Warfare) ระหว่างรัสเซียและยูเครนยังดำเนินต่อเนื่อง โดยเฉพาะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นท่อส่งน้ำมัน โรงกลั่น หรือสถานีพลังงาน สิ่งนี้สร้างความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจากภูมิภาคยุโรปตะวันออก
การเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน: ตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตา
หากการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ประสบผลสำเร็จ อิหร่านอาจกลับมาส่งออกน้ำมันได้อีกครั้ง ซึ่งจะเพิ่มอุปทานและกดราคาน้ำมันลง แต่หากล้มเหลว ความตึงเครียดจะทวีความรุนแรงและดันราคาน้ำมันสูงต่อไป ปัจจัยนี้คือ "ตัวแปรไม่แน่นอน" ที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทุกวัน
ความเชื่อมโยงระหว่างราคาน้ำมันดิบกับหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและพลังงานมีกลไกที่ชัดเจน ลองทำความเข้าใจกันทีละขั้น
กลไกที่ 1: ค่าการกลั่น (Refinery Margin หรือ Crack Spread)
ค่าการกลั่นคือส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป (เช่น น้ำมันดีเซล เบนซิน) กับราคาน้ำมันดิบที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ยิ่งส่วนต่างนี้สูง โรงกลั่นยิ่งทำกำไรได้มาก
ปัจจุบันค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณ 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งแม้จะลดลงจากจุดสูงสุดที่ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 4 ปี 2568 แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ 3-4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมากกว่าเท่าตัว หมายความว่าโรงกลั่นยังทำกำไรได้ดีกว่าภาวะปกติมาก
กลไกที่ 2: กำไรจากสต็อกน้ำมัน (Inventory Gain หรือ Stock Gain)
โรงกลั่นต้องซื้อน้ำมันดิบเก็บไว้เป็นสต็อกก่อนกลั่น เมื่อราคาน้ำมันขึ้น มูลค่าสต็อกที่มีอยู่ก็เพิ่มขึ้นตาม ทำให้เกิด "กำไรจากสต็อก" ซึ่งบันทึกเป็นกำไรพิเศษในงบการเงิน
ในไตรมาส 4 ปี 2568 เมื่อราคาน้ำมันอ่อนตัวลง โรงกลั่นบันทึกขาดทุนจากสต็อก แต่ในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ราคาน้ำมันกลับมาฟื้นตัว กำไรจากสต็อกจะกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง นี่คือปัจจัยที่จะทำให้กำไรไตรมาสนี้ดูโดดเด่นเป็นพิเศษ
กลไกที่ 3: รายได้จากการสำรวจและผลิต (E&P: Exploration and Production)
สำหรับบริษัทอย่าง PTTEP ที่ทำธุรกิจสำรวจและผลิตน้ำมันโดยตรง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นหมายถึงรายได้ต่อบาร์เรลที่เพิ่มขึ้นทันที ยิ่งราคาน้ำมันสูง กำไรยิ่งมาก
โบรกเกอร์แนะนำหุ้นอะไรบ้าง? เปิดรายชื่อหุ้นเด่นกลุ่มโรงกลั่น-พลังงาน
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ 3 แห่งต่างชี้ไปที่หุ้นกลุ่มเดียวกัน แม้จะมีรายละเอียดแตกต่างกัน
SPRC (Star Petroleum Refining) โรงกลั่นขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนรายได้หลักจากธุรกิจกลั่น ได้รับประโยชน์เต็มๆ จากค่าการกลั่นที่สูงและกำไรจากสต็อก
TOP (Thai Oil) โรงกลั่นในเครือ PTT ที่มีกำลังการผลิตสูงและมีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ น่าจับตามองทั้งในแง่ค่าการกลั่นและกำไรจากสต็อก
BCP (Bangchak Corporation) บริษัทโรงกลั่นที่ยังมีธุรกิจพลังงานทดแทน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงในระยะยาว ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นยังได้ประโยชน์จากสถานการณ์ปัจจุบัน
ทั้ง SPRC, TOP และ BCP ได้รับการแนะนำจากทั้ง บล.โกลเบล็ก และ บล.กสิกรไทย โดยมองว่ามีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ที่เติบโตแข็งแกร่ง
PTT ยักษ์ใหญ่แห่งวงการพลังงานไทย บล.หยวนต้าแนะนำเป็นตัวเลือกหลักสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคง เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจแบบครบวงจร (Integrated Business) ตั้งแต่การสำรวจผลิต กลั่น ไปถึงจำหน่าย ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มจ่ายเงินปันผล (Dividend) งวดครึ่งปีหลังราว 2 บาทต่อหุ้น ซึ่งน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหากระแสเงินสดสม่ำเสมอ
PTTEP บริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ได้รับประโยชน์โดยตรงที่สุดเมื่อราคาน้ำมันดิบขึ้น เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการ "เดิมพัน" กับทิศทางราคาน้ำมันโดยตรง
PTTGC บริษัทปิโตรเคมีและการกลั่น ซึ่งได้รับประโยชน์ทั้งจากราคาน้ำมันและราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
สุวัฒน์ สินสาฎก (บล.โกลเบล็ก) มองว่าแนวโน้มกลุ่มโรงกลั่นยังเติบโตต่อเนื่อง และประเมินว่าสงครามขนาดใหญ่ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย เพราะ "ต้นทุนความเสียหาย" สำหรับฝ่ายสหรัฐสูงมาก การเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นการสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองมากกว่า
จักรพงศ์ เชวงศรี (บล.กสิกรไทย) เน้นย้ำว่าปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ผันผวนสูงมาก และราคาหุ้นกลุ่มพลังงานหลายตัวขึ้นมาใกล้ราคาเป้าหมายแล้ว จึงแนะนำให้ "ประเมินจังหวะการลงทุนอย่างรอบคอบ" ก่อนเพิ่มน้ำหนัก
ปรินทร์ นิกรกิตติโกศล (บล.หยวนต้า) แนะนำให้เน้น PTT เป็นหลักเพราะความมั่นคงของโครงสร้างธุรกิจ และมองว่า PTTEP กับกลุ่มโรงกลั่นเป็นตัวเสริมเมื่อสถานการณ์ทวีความรุนแรง
ทั้ง 3 มุมมองสอดคล้องกันในจุดหนึ่ง คือ นักลงทุนต้องติดตามสถานการณ์แบบ วันต่อวัน และไม่ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนโดยไม่ประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมันดิบกับตลาดหุ้นกลุ่มพลังงานให้ประโยชน์หลายด้าน
วางแผนพอร์ตการลงทุนได้แม่นยำขึ้น เมื่อเข้าใจว่าปัจจัยใดขับเคลื่อนราคาน้ำมัน คุณจะสามารถคาดการณ์ทิศทางหุ้นกลุ่มพลังงานได้ดีกว่านักลงทุนทั่วไปที่อ่านแค่ข่าวหัวข้อ
ลดความเสี่ยงจากความผันผวน เข้าใจว่าเมื่อใดควรลดน้ำหนักและเมื่อใดควรเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มพลังงาน แทนที่จะตัดสินใจตามอารมณ์ตลาด
ระบุจังหวะการลงทุน (Timing) กำไรจากสต็อกน้ำมันมักเกิดขึ้นในไตรมาสที่ราคาน้ำมันฟื้นตัวจากจุดต่ำ การรู้จักกลไกนี้ช่วยให้คุณเข้าลงทุนได้ก่อนที่ตลาดส่วนใหญ่จะรับรู้
กระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด หุ้นกลุ่มพลังงานทำหน้าที่เป็น "เกราะป้องกัน" (Hedge) จากภาวะเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งมักกดดันหุ้นกลุ่มอื่นๆ
ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วมาก ข่าวดีจากโต๊ะเจรจาสหรัฐ-อิหร่านเพียงข่าวเดียวอาจทำให้ราคาน้ำมันร่วงลงหลายเปอร์เซ็นต์ภายในชั่วโมงเดียว ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานหลายตัวปรับขึ้นมาใกล้ราคาเป้าหมายที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้แล้ว ทำให้ Upside (โอกาสขึ้นเพิ่ม) ลดลงและ Downside Risk (ความเสี่ยงขาลง) เพิ่มขึ้น และหากการเจรจานิวเคลียร์สำเร็จ น้ำมันอิหร่านอาจกลับเข้าตลาดโลก กดราคาน้ำมันลงอย่างรวดเร็ว
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและยุโรปตะวันออกกำลังสร้าง "คลื่น" ในตลาดพลังงานโลก และคลื่นนี้กำลังส่งผลบวกที่จับต้องได้ต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและพลังงานไทย ทั้งจากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูง และกำไรจากสต็อกน้ำมันที่กำลังกลับมาเป็นบวก
หุ้นอย่าง SPRC, TOP, BCP, PTT, PTTEP และ PTTGC ล้วนมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและได้รับประโยชน์โดยตรงจากสถานการณ์นี้ แต่จังหวะการเข้าลงทุนและการบริหารความเสี่ยงคือหัวใจสำคัญที่จะแยกนักลงทุนที่ "ได้กำไรจากโอกาส" ออกจากนักลงทุนที่ "ติดดอยเพราะเข้าช้า"
ติดตามราคาน้ำมันดิบวันนี้และสัญญาณจากโต๊ะเจรจานิวเคลียร์อย่างสม่ำเสมอ ใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจ และอย่าลืมกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนของคุณไว้เสมอ
ราคาน้ำมันดิบ WTI ใช้เป็นมาตรฐานสำหรับตลาดอเมริกาเหนือ ขณะที่เบรนท์ใช้เป็นมาตรฐานสำหรับตลาดยุโรปและเอเชีย หุ้นโรงกลั่นในไทยมักอ้างอิงราคาตามเบรนท์เป็นหลัก เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันดิบส่วนใหญ่จากตะวันออกกลางซึ่งใช้ราคาเบรนท์เป็นเกณฑ์ เมื่อเบรนท์ขยับขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบของโรงกลั่นสูงขึ้น แต่หากค่าการกลั่นยังอยู่ในระดับดี กำไรก็ยังแข็งแกร่ง
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่แคบที่สุดและสำคัญที่สุดในโลก โดยน้ำมันดิบประมาณ 20% ของการผลิตทั่วโลกต้องผ่านที่นี่ทุกวัน หากถูกปิดกั้นจริง ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งขึ้นหลายสิบเปอร์เซ็นต์ภายในวันเดียว ซึ่งจะเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงขนาดใหญ่สำหรับนักลงทุนในกลุ่มพลังงาน
กำไรจากสต็อก (Stock Gain) เกิดขึ้นเมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นหลังจากที่โรงกลั่นซื้อน้ำมันดิบมาเก็บไว้แล้ว มูลค่าน้ำมันดิบในคลังจะสูงขึ้น ทำให้บันทึกกำไรพิเศษในงบการเงิน ในทางกลับกัน เมื่อราคาน้ำมันลง จะเกิดขาดทุนจากสต็อก ปัจจัยนี้อาจทำให้กำไรโรงกลั่นผันผวนได้มากในแต่ละไตรมาส
ข้อมูลราคาน้ำมันดิบวันนี้สามารถติดตามได้จากหลายแหล่ง เช่น Bloomberg, Reuters, หรือแอปพลิเคชันทางการเงินทั่วไป สำหรับข้อมูลสต็อกน้ำมันสหรัฐที่ออกทุกสัปดาห์ให้ติดตามจาก EIA (สำนักงานสารสนเทศพลังงานสหรัฐ) และสำหรับการวิเคราะห์ผลกระทบต่อหุ้นไทยโดยตรง ควรติดตามบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตในไทย
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ