เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-19
ถ้าคุณติดตามราคาทองคำตลาดโลกมาสักพัก คงสังเกตได้ว่าทองคำไม่ได้เดินตามกฎปกติของตลาดเสมอไป บางครั้งดอลลาร์แข็ง แต่ทองก็ยังขึ้น บางครั้งเฟดส่งสัญญาณแข็งกร้าว แต่ราคาทองก็ยังดีดตัวได้ดี
นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้พอดี
ราคาทองคำตลาดสปอต (Spot Gold หมายถึงราคาซื้อขายทองคำในตลาดจริง ณ ขณะนั้น) พุ่งขึ้นกว่า 2.4% สู่ระดับ 4,992.11 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากร่วงลงกว่า 2% ในวันก่อนหน้า ความผันผวนระดับนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดทองคำโลกกำลังตอบสนองต่อปัจจัยหลายตัวพร้อมกัน ทั้งทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ที่คุกรุ่นในหลายพื้นที่ทั่วโลก
บทความนี้จะพาคุณเข้าใจภาพรวมของสถานการณ์ราคาทองคำโลกวันนี้ ว่าอะไรเป็นตัวขับเคลื่อนราคา และนักลงทุนควรมองสถานการณ์นี้อย่างไร

อัปเดตราคา ณ เช้าวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ตามรายงานของบลูมเบิร์ก:
ทองคำสปอต ลดลง 0.2% อยู่ที่ 4,969.37 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 8:01 น. ตามเวลาสิงคโปร์
เงิน (Silver) ลดลง 0.2% อยู่ที่ 77.06 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แพลทินัม (Platinum) ทรงตัวที่ 2,078 ดอลลาร์
แพลเลเดียม (Palladium) ทรงตัวที่ 1,702 ดอลลาร์
ราคาทองคำทรงตัวอยู่ในกรอบแคบ หลังจากพุ่งขึ้น 2% เมื่อวานนี้ ส่วนหนึ่งเพราะตลาดเอเชียบางแห่งปิดทำการเนื่องจากวันหยุดตรุษจีน
ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือน ราคาทองคำเคยทำสถิติสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ไว้ที่ระดับเหนือ 5,595 ดอลลาร์ ก่อนจะร่วงลงแรง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการปรับฐานตามปกติของตลาด
รายงานการประชุม (Meeting Minutes) ของเฟดประจำเดือนมกราคมเปิดเผยว่า กรรมการเฟดเกือบทั้งหมดเห็นตรงกันให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม แต่ที่น่าสนใจคือ ยังมีความเห็นที่แตกกันอยู่ในสองทิศทาง
กลุ่มหนึ่งเตือนว่า หากเงินเฟ้อ (Inflation) ยังสูง อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ขณะที่อีกกลุ่มถกเถียงกันว่าควรลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมเมื่อไหร่และเท่าไหร่
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับราคาทองคำ? เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย ยิ่งอัตราดอกเบี้ยสูง ต้นทุนการถือทองก็สูงขึ้นตาม นักลงทุนจึงหันไปถือสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนแทน ในทางกลับกัน หากอัตราดอกเบี้ยลดลงหรือคาดว่าจะลด ทองคำก็ดูน่าสนใจกว่า
ไท หว่อง นักค้าโลหะอิสระ ให้ความเห็นว่า แม้รายงานการประชุมของเฟดจะดูแข็งกร้าว แต่ตลาดส่วนใหญ่ยังไม่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงเดือนมิถุนายน และนั่นทำให้เขามองว่า ราคาทองคำโลกมีแนวโน้มจะกลับไปแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์อีกครั้ง
ปัจจัยที่นักลงทุนหลายคนอาจมองข้ามคือ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย
เอ็ดเวิร์ด เมียร์ นักวิเคราะห์จาก Marex ระบุว่า ความกังวลหลักในตอนนี้มาจากสองแนวรบพร้อมกัน ได้แก่ ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังดำเนินต่อไป
การเจรจาสันติภาพสองวันในเจนีวาระหว่างรัสเซียและยูเครนสิ้นสุดลงโดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ ขณะที่ทำเนียบขาวยอมรับว่า การเจรจากับอิหร่านก็ยังมีช่องว่างความเห็นต่างอยู่มาก
เมื่อโลกไม่แน่นอน นักลงทุนมักหันมาถือทองคำในฐานะ "สินทรัพย์ปลอดภัย" (Safe Haven Asset) และนั่นคือแรงซื้อที่พยุงราคาทองคำโลกเอาไว้แม้ในช่วงที่เฟดส่งสัญญาณแข็งกร้าว
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาล่าสุดส่งสัญญาณหลายทิศทาง
ด้านที่ดี เงินเฟ้อผู้บริโภคเดือนมกราคมอ่อนตัวลงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ซึ่งเป็นสัญญาณดีสำหรับทองคำ แต่ในทางกลับกัน ตัวเลขการจ้างงานกลับสูงกว่าคาด และอัตราการว่างงานลดลง สะท้อนเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น 0.5% วัดจากดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในวันศุกร์นี้คือ รายงานดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE - Personal Consumption Expenditures) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญมากที่สุด ตัวเลขนี้จะบอกได้ว่าเฟดมีแนวโน้มปรับอัตราดอกเบี้ยไปในทิศทางไหนในช่วงต่อไป
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ตลาดจะผันผวน แต่สถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งยังมองทองคำในแง่บวก ไม่ว่าจะเป็น BNP Paribas, Deutsche Bank และ Goldman Sachs ต่างคาดการณ์ว่าทองคำจะกลับมาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง
ปัจจัยสนับสนุนหลักที่พวกเขาอ้างถึง ได้แก่:
ความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของเฟด กล่าวคือ หากมีแรงกดดันทางการเมืองต่อธนาคารกลาง ความน่าเชื่อถือของดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลก็อาจลดลง ส่งผลให้นักลงทุนโยกเงินมาถือทองคำแทน นอกจากนี้ การกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์ โดยเฉพาะธนาคารกลางหลายประเทศที่เพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรอง รวมถึงความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าจะจบในเร็วๆ นี้ ล้วนเป็นแรงหนุนระยะยาวให้กับราคาทองคำตลาดโลก
นักลงทุนหลายคนมักสับสนเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองคำ ลองมาทำความเข้าใจกัน
ความเข้าใจผิดที่ 1: "ดอลลาร์แข็ง ทองต้องลง" ความจริงคือ ในระยะสั้นมักเป็นแบบนั้น แต่ในระยะยาว ทองคำสามารถขึ้นได้แม้ดอลลาร์จะแข็ง หากมีแรงซื้อจากภูมิรัฐศาสตร์หรือความกังวลเชิงระบบ
ความเข้าใจผิดที่ 2: "ราคาทองลง หมายความว่าไม่ควรถือ" การร่วงลงระยะสั้นหลังทำ All-Time High เป็นเรื่องปกติของตลาด ไม่ได้แปลว่าแนวโน้มระยะยาวเปลี่ยน
ความเข้าใจผิดที่ 3: "ทองคำให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นเสมอ" ในระยะยาว หุ้นมักให้ผลตอบแทนสูงกว่า ทองคำเหมาะกับการกระจายความเสี่ยงมากกว่าการเก็งกำไรหลัก
ราคาทองคำตลาดโลกในตอนนี้สะท้อนภาพของโลกที่ยังคงไม่แน่นอนได้อย่างชัดเจน เฟดยังส่งสัญญาณผสม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย และตัวเลขเศรษฐกิจก็ยังสองแง่สองง่าม
สิ่งที่นักลงทุนควรทำในช่วงนี้ไม่ใช่การกังวลกับความผันผวนรายวัน แต่คือการเข้าใจภาพรวมว่า ทองคำทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในพอร์ตการลงทุน และปัจจัยพื้นฐานที่หนุนราคาทองคำในระยะยาวยังอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ความตึงเครียดระหว่างประเทศ และแนวโน้มที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง
ณ เช้าวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ราคาทองคำสปอตอยู่ที่ประมาณ 4,969 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยทรงตัวหลังจากพุ่งขึ้นกว่า 2% ในวันก่อนหน้า
เพราะนักลงทุนให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่กับทิศทางดอกเบี้ย การเจรจาสันติภาพรัสเซีย-ยูเครนที่ล้มเหลว รวมถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงสูง
นักวิเคราะห์อิสระและสถาบันการเงินอย่าง Goldman Sachs และ Deutsche Bank มองว่ามีแนวโน้มเป็นไปได้ โดยปัจจัยหลักคือทิศทางอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางปีและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงไม่แน่นอน
ทองคำเหมาะกับการเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่การลงทุนทั้งหมด ควรติดตามตัวเลข PCE ในวันศุกร์และท่าทีของเฟดอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางราคาทองคำในระยะต่อไป
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ