เผยแพร่เมื่อ: 2026-06-24
US Treasury Yield อายุ 10 ปีอยู่ที่ 4.46% ณ 18 มิถุนายน 2569 ขณะที่ Fed ของ Kevin Warsh ถือดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% แต่ผู้กำหนดนโยบาย 9 ใน 18 คนระบุในตาราง Dot Plot ว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยก่อนสิ้นปี โดย Fed ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อ PCE สิ้นปีขึ้นเป็น 3.6% จาก 2.7% ในเดือนมีนาคม
กองทุนต่างชาติเทขายพันธบัตรรัฐบาลไทยกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นการไหลออกรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 ตามข้อมูลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย อย่างไรก็ตาม SET50 ปรับขึ้น 40% ในรอบ 12 เดือน แตะ 1,034 จุด สูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2565
Moody’s ยกระดับ Outlook ไทยจาก Negative เป็น Stable เมื่อ 21 เมษายน 2569 พร้อมยืนยันเรทติ้ง Baa1 โดยจัดไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ที่มีความยืดหยุ่นสูงสุด ร่วมกับมาเลเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก
ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ที่ 2.8 แสนล้านดอลลาร์ มีหนี้ต่างประเทศคิดเป็น 35.5% ของ GDP และ IMF ยืนยัน ว่าเสถียรภาพภายนอกของไทย “แข็งแกร่ง”ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยอ้างถึงทุนสำรองที่เพียงพอและระดับหนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับที่พอเหมาะ
เดือนพฤษภาคม 2569 กองทุนต่างชาติเทขายพันธบัตรรัฐบาลไทยออกมาราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ในวันทำการเดียว นับเป็นการขายสุทธิรายวันสูงสุดนับตั้งแต่มีนาคม 2565 ตามรายงานของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ในวันเดียวกันนั้น นักลงทุนต่างชาติยังเทขายหุ้นในตลาด SET อีกราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ด้วย ซึ่งเป็นการเทขายหุ้นรายวันหนักสุดในรอบ 2 ปี
แต่ภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ SET50 พุ่งขึ้นสู่ 1,034 จุด ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2565 พร้อมกับผลตอบแทนรวม 40% ในรอบ 12 เดือน สิ่งที่ดูเหมือนความขัดแย้งในตัวเลขนี้กลับเป็นภาพที่ชัดเจน เมื่อเข้าใจว่านักลงทุนสถาบันระดับโลกยอมแลกผลตอบแทนพันธบัตรสูงถึง 2.12% เพื่อคงสถานะในหุ้นไทย ซึ่งบอกว่าการขายพันธบัตรและการซื้อหุ้นขับเคลื่อนด้วยการตัดสินใจในการลงทุนคนละชุดกันอย่างสิ้นเชิง

Yield Curve คือกราฟที่แสดงอัตราผลตอบแทน (Bond Yield) ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในแต่ละระยะอายุ ตั้งแต่ T-Bill 3 เดือนไปจนถึงพันธบัตรอายุ 30 ปี ข้อมูล ณ 18 มิถุนายน 2569 แสดง Yield Curve ที่ชันขึ้นตามปกติ ได้แก่ T-Bill 3 เดือนที่ 3.75%, พันธบัตร 2 ปีที่ 4.19%, พันธบัตร 10 ปีที่ 4.46% และพันธบัตร 30 ปีที่ 4.90% โดยพันธบัตร 10 ปีที่ 4.46% คือ Risk-Free Benchmark ของโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกอย่างตั้งแต่ต้นทุนสินเชื่อบ้านในสหรัฐไปจนถึงทิศทางเงินทุนในตลาดเกิดใหม่ทั่วเอเชีย
Bond Yield กับดอกเบี้ย Fed แตกต่างกันในจุดสำคัญ โดยดอกเบี้ย Fed คืออัตราระยะสั้นที่คณะกรรมการ FOMC กำหนดโดยตรง ขณะที่ Bond Yield ระยะยาวขึ้นอยู่กับมุมมองของตลาดต่อเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความน่าเชื่อถือทางการคลังในระยะยาว แม้ Fed จะลดดอกเบี้ยสามครั้งติดต่อกันในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 จนดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 3.50-3.75% แต่ พันธบัตร 10 ปีก็ยังค้างสูงที่ 4.46%
Yield Curve ในระดับนี้สะท้อนว่าตลาดยังคงกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ไม่กลับสู่เป้าหมาย 2% ไว้ในตัวเลข และ Fed เองก็ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อ PCE สิ้นปี 2569 ขึ้นเป็น 3.6% จาก 2.7% ในเดือนมีนาคม ตัวเลขเหล่านี้กำหนดทิศทางว่าเงินทุนโลกจะไหลเข้าหรือออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างไทยในช่วงครึ่งปีหลัง
เมื่อ US Yield อยู่ที่ 4.46% และพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีให้ผลตอบแทน 2.34% ส่วนต่าง 2.12 % ทำให้การตัดสินใจของกองทุนสถาบันเป็นเรื่องของคณิตศาสตร์ที่ชัดเจน กองทุนบำนาญขนาดใหญ่ กองทุนป้องกันความเสี่ยง และธนาคารกลางทั่วโลกที่ถือพันธบัตรไทยสามารถย้ายเงินไปซื้อพันธบัตรสหรัฐซึ่งมีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำกว่ามาก แต่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าถึง 2.12% ต่อปี ส่วนต่างนี้เพียงพอที่จะเปลี่ยนการจัดสรรพอร์ตขนาดหลักหมื่นล้านดอลลาร์ได้อย่างสมเหตุสมผล
ส่วนต่างนโยบายการเงินระหว่างสองประเทศยิ่งเพิ่มแรงกดดัน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในการประชุมเดือนเมษายน 2569 หลังจากมีการลดดอกเบี้ยในเดือนกุมภาพันธ์เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่ Fed ถือดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% ส่วนต่างนโยบาย 2.50-2.75% ระหว่างสองประเทศเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อค่าเงินบาทและสร้างแรงจูงใจให้กองทุนต่างชาติย้ายเงินกลับสหรัฐ
แต่กลไกนี้ส่งผลต่อพันธบัตรและหุ้นในลักษณะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ราคาพันธบัตรเคลื่อนไหวโดยตรงตามส่วนต่างผลตอบแทน ขณะที่หุ้นขึ้นอยู่กับการเติบโตของกำไรบริษัท การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และมุมมองระยะยาวของนักลงทุน กองทุนต่างชาติที่ขายพันธบัตรไทยอาจเป็นกลุ่มเดียวกับที่ยังคง position ในหุ้นไทยของภาคท่องเที่ยว การผลิต และโครงสร้างพื้นฐานที่ยังคงเติบโต
ในเดือนพฤษภาคม 2556 ประธาน Fed เบน เบอร์แนงกีเพียงแค่ส่งสัญญาณว่า Fed อาจลดการซื้อพันธบัตรก็ทำให้ US Yield พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกเผชิญกับการไหลออกของเงินทุนครั้งใหญ่ กลุ่ม “Fragile Five” ได้แก่ บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย ตุรกี และแอฟริกาใต้ เผชิญกับค่าเงินอ่อนค่าเฉลี่ยเกิน 15% ในสี่เดือนหลังจากสัญญาณดังกล่าว ตามการวิจัยของ Federal Reserve Bank of Dallas ขณะที่ประเทศที่มีทุนสำรองเพียงพอกลับอ่อนค่าเพียง ~2% เท่านั้น
การวิจัยของ Asian Development Bank ที่ศึกษาผลกระทบของ Taper Tantrum ต่อตลาดหุ้นในตลาดเกิดใหม่ค้นพบว่า ผล กระทบต่อตลาดหุ้นไทยไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในภูมิภาคที่พึ่งพาการส่งออกและเงินทุนต่างชาติระยะสั้นในสัดส่วนสูงเผชิญกับการปรับตังลงของตลาดหุ้นที่วัดผลได้ แต่ไทย อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามกลับไม่มีผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อตลาดหุ้น แม้ทุกประเทศจะเผชิญกับการไหลออกของเงินทุนจากพันธบัตรในระดับหนึ่ง
| ประเทศ | ผลกระทบต่อตลาดหุ้นจาก Taper Tantrum 2013 | ปัจจัยป้องกันสำคัญ |
|---|---|---|
| บราซิล | ตลาดหุ้นร่วง มีนัยสำคัญทางสถิติ | หนี้ต่างประเทศสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลมาก |
| ตุรกี | ตลาดหุ้นร่วง มีนัยสำคัญทางสถิติ | พึ่งพาเงินทุนต่างชาติระยะสั้นในระดับสูง |
| เกาหลีใต้ | ตลาดหุ้นร่วง มีนัยสำคัญทางสถิติ | ตลาดส่งออกพึ่งพาอุปสงค์โลกสูง |
| ไทย | ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (ADB Research) | หนี้ต่างประเทศต่ำ ทุนสำรองเพียงพอ |
| อินโดนีเซีย | ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (ADB Research) | ดีกว่า “Fragile Five” เพื่อนบ้าน |
สาเหตุที่ไทยรับมือ Taper Tantrum ได้ดีกว่ามีรากฐานเดียวกับที่ Moody’s อ้างในการยกระดับ Outlook ปี 2569 ได้แก่ หนี้ต่างประเทศระยะสั้นต่ำ กรอบนโยบายการเงินที่โปร่งใส และดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีเสถียรภาพ ประวัติศาสตร์ปี 2556 จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนการประเมินในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงมุมมองเชิงบวกที่ไม่มีข้อมูลรองรับ
ในการประชุม FOMC วันที่ 17 มิถุนายน 2569 Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีทรัมป์ ถือดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% เป็นครั้งที่สี่ติดต่อกัน แต่ผู้กำหนดนโยบาย 9 ใน 18 คนระบุในตาราง Dot Plot ว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปี Dot Plot Median ชี้ว่าดอกเบี้ยจะปิดปีที่ 3.8% พร้อมกับคาดการณ์เงินเฟ้อ PCE สิ้นปีขึ้นเป็น 3.6% จาก 2.7% ในเดือนมีนาคม ซึ่งยังห่างจากเป้าหมาย 2% อย่างชัดเจน
Warsh ประกาศ “Regime Change” ด้านนโยบาย Fed โดยยกเลิกการส่ง Forward Guidance และตั้งคณะทำงาน 5 ชุดเพื่อทบทวนกรอบนโยบายการเงินทั้งหมด และย้ำถึงพันธกิจในการควบคุมเงินเฟ้อว่า “เราพลาดเป้าหมายมาห้าปีแล้วและจะแก้ไขสิ่งนั้น” การเปลี่ยนแปลงนี้กลับทิศจากความคาดหวังตลาดที่มองว่า Warsh จะเป็น “นกพิราบ” ที่สนับสนุนการลดดอกเบี้ยตามที่ทรัมป์ต้องการ และทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงทันทีหลังการประชุม
สำหรับตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย สัญญาณนี้หมายความว่า US Bond Yield ระยะยาวจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง Bond Yield อายุ 10 ปีพุ่งขึ้น 4 basis points สู่ 4.469% ทันทีหลังการประชุม และตลาดเริ่มให้ราคากับความเสี่ยงจากการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน 2569 ด้วยความน่าจะเป็นสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แรงกดดันต่อพันธบัตรตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยจึงมีแนวโน้มอยู่ตลอดช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569
กองทุนต่างชาติที่ขายพันธบัตรไทยออกมาแต่ไม่ได้ถอนตัวออกจากไทยทั้งหมด พวกเขาแค่กำลังปรับเปลี่ยนเงินทุนจากสินทรัพย์รายได้คงที่ที่แข่งขันกับ US Yield 4.46% ได้ยาก ไปยังสินทรัพย์ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงกว่า ทำให้ SET50 แตะ 1,034 จุดในเดือนมิถุนายน 2569 สูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2565 บนพื้นฐานของนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 14 ล้านคนในช่วง 5 เดือนแรกของปี และการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกันในเดือนพฤษภาคม 2569
พื้นฐานมหภาคของไทยสนับสนุนความเชื่อมั่นนี้ Moody’s ระบุว่าไทยมี “ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง” โดยอ้างถึงการนำนโยบายสำคัญมาใช้ตั้งแต่เนิ่นๆ กรอบนโยบายการเงินที่โปร่งใส และดุลการชำระเงินระยะยาวที่มีเสถียรภาพ ทุนสำรองระหว่างประเทศ 2.8 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็น 7.8 เดือนของการนำเข้า สูงกว่ามาตรฐานสากลที่ 3-6 เดือน และ IMF ยังยืนยันในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่าหนี้ต่างประเทศของไทยอยู่ในระดับ “พอเหมาะ” และมีเสถียรภาพภายนอก “แข็งแกร่ง”
นอกจากนี้ดอกเบี้ยนโยบาย ธปท. ที่ 1.00% เป็นปัจจัยบวกสำหรับหุ้นในแง่ต้นทุนกู้ยืมภายในประเทศที่ต่ำ และยังมีการสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และดิจิทัล ซึ่งได้รับแรงหนุนจากนโยบาย BOI และโครงการ Thailand Fast Pass กลุ่มนักลงทุนระยะยาวที่ซื้อ SET50 ในช่วงนี้กำลัง positioning สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะ 12-24 เดือนข้างหน้า โดยมองข้ามแรงกดดันระยะสั้นจาก US Yield ที่สูง
ระดับผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี เป็นกุญแจที่สำคัญที่สุด หาก Yield ยืนเหนือ 4.5% อย่างต่อเนื่องแสดงว่าตลาดกำลังให้ราคากับการขึ้นดอกเบี้ยของ Warsh ในเดือนกันยายน ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อพันธบัตรตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยในระยะสั้น แต่หาก Yield ลงต่ำกว่า 4.3% ซึ่งอาจเกิดขึ้นหากการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางคืบหน้าและเงินเฟ้อพลังงานลด จะเปิดประตูให้เงินทุนไหลกลับเข้า EM รวมถึงพันธบัตรไทย
การประชุม ธปท. วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เป็นสัญญาณที่ใกล้ที่สุดในระยะเฉพาะหน้า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า ธปท. จะคงดอกเบี้ยที่ 1.00% ตลอดปี 2569 เนื่องจากส่วนต่างนโยบายกับ Fed ที่สูงอยู่แล้วทำให้มีพื้นที่จำกัดสำหรับการผ่อนคลายเพิ่มเติม หากมีการลดดอกเบี้ยในสถานการณ์ปัจจุบัน จะยิ่งกดค่าบาทและเพิ่มแรงขายพันธบัตรไทยจากต่างชาติ
ค่าเงินบาทและราคาน้ำมันเชื่อมโลกของตัวเลขกับผลกระทบต่อพอร์ตจริง บาทที่อ่อนค่าจากส่วนต่างดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ช่วยธุุรกิจส่งออก แต่กดดันต้นทุนนำเข้าพลังงานที่ไทยยังพึ่งพาจากตลาดโลก โดยธปท. มีทุนสำรอง 2.8 แสนล้านดอลลาร์สำหรับแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในกรณีที่ค่าบาทอ่อนอย่างผิดปกติ แต่ในสถานการณ์ที่ US Yield สูงและราคาน้ำมันยังไม่กลับสู่ระดับปกติพร้อมกัน ตลาดทุนไทยจะเผชิญแรงกดดันสองทิศทางที่ต้องพิจารณาในการปรับพอร์ตในอนาคต
Bond Yield คืออัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการถือพันธบัตรจนครบกำหนด ซึ่งกำหนดโดยกลไกตลาดผ่านความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อ การเติบโต และความน่าเชื่อถือทางการคลัง ขณะที่ดอกเบี้ย Fed คืออัตราระยะสั้นที่คณะกรรมการ FOMC กำหนดโดยตรง ทั้งสองไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน ดังที่เห็นว่า Fed ลดดอกเบี้ยสามครั้งในปลายปี 2568 แต่ Bond Yield 10 ปียังค้างสูงที่ 4.46%
ข้อมูลจาก Asian Development Bank แสดงว่า Taper Tantrum ปี 2556 ซึ่ง US Yield พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีผลกระทบที่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อตลาดหุ้นไทย ผลกระทบขึ้นอยู่กับพื้นฐานเศรษฐกิจมากกว่าตัวเลข Yield เพียงอย่างเดียว ประเทศที่มีหนี้ต่างประเทศต่ำ ทุนสำรองเพียงพอ และกรอบนโยบายการเงินที่แข็งแกร่งอย่างไทยมักรับมือได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มตลาดเกิดใหม่
ส่วนต่าง 2.12 % ระหว่างพันธบัตรสหรัฐ (4.46%) กับพันธบัตรไทย (2.34%) ทำให้การถือพันธบัตรไทยไม่คุ้มค่าในเชิงคณิตศาสตร์ แต่หุ้นไทยให้ผลตอบแทนผ่านการเติบโตของกำไรบริษัทที่พันธบัตรสหรัฐไม่สามารถทดแทนได้ นักลงทุนจึงขายพันธบัตรไทยแต่ยังคงสถานะในตลาดหุ้นของภาคธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
โครงสร้างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วิกฤติ 1997 เกิดจากหนี้ต่างประเทศระยะสั้นที่เกินทุนสำรองและอัตราแลกเปลี่ยนที่ตรึงค่าซึ่งก่อให้เกิด misalignment สะสม ปัจจุบันไทยมีทุนสำรอง 2.8 แสนล้านดอลลาร์ มีหนี้ต่างประเทศ 35.5% ของ GDP และใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวที่ยืดหยุ่น ทั้งนี้ IMF และ Moody’s ยืนยันเสถียรภาพภายนอกของไทยในปี 2569
4% คือเกณฑ์จิตวิทยาที่สำคัญ การที่ พันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ยืนเหนือระดับนี้ บ่งชี้ว่าตลาดยังให้ราคากับภาวะ “Higher for Longer” ต่อเนื่อง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ ส่วน Yield ที่ 5% ขึ้นไปจะเป็นสัญญาณระดับสูงสุดที่ควรทบทวนการจัดสรรพอร์ตใหม่อย่างจริงจัง
Bond Yield สหรัฐอายุ 10 ปีที่ 4.46% และ Fed ของ Warsh ที่อาจขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี 2569 สร้างภาพรวมที่นักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แรงกดดันต่อพันธบัตรตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยมีแนวโน้มยังคงอยู่ตลอดครึ่งปีหลัง เพราะส่วนต่างผลตอบแทน 2.12 % ที่เอื้อต่อพันธบัตรสหรัฐยังไม่มีสัญญาณว่าจะปรับตัวลงในระยะสั้น
แต่ข้อมูลบอกว่าตลาดหุ้นไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างออกไป โดย Moody’s เพิ่งยืนยันความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างของไทยในเดือนเมษายน 2569 และงานวิจัยของ Asian Development Bank แสดงว่าไทยผ่านพ้น Taper Tantrum 2013 ได้โดยไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นที่มีนัยสำคัญ และ SET50 กำลังทำสถิติสูงสุดรอบ 4 ปีบนพื้นฐานของนักท่องเที่ยว 14+ ล้านคนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมเป็นเดือนที่ 13
สำหรับนักลงทุนในตลาดไทย คำถามสำคัญคือสินทรัพย์ไหนในพอร์ตเผชิญกับแรงกดดันจากส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตร และสินทรัพย์ไหนที่ยังมีศักยภาพเติบโตจากปัจจัยพื้นฐานในประเทศ ตลาดไทยกำลังแสดงให้เห็นชัดเจนว่าสองคำตอบนั้นไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน