Bond Yield สหรัฐ 4.46% กับหุ้นไทย: ทำไม SET50 ทำสถิติใหม่รอบ 4 ปี
English Español Português 한국어 简体中文 繁體中文 日本語 Tiếng Việt Bahasa Indonesia Монгол ئۇيغۇر تىلى العربية Русский हिन्दी

Bond Yield สหรัฐ 4.46% กับหุ้นไทย: ทำไม SET50 ทำสถิติใหม่รอบ 4 ปี

ผู้เขียน: Benny Lam

เผยแพร่เมื่อ: 2026-06-24

  • US Treasury Yield อายุ 10 ปีอยู่ที่ 4.46% ณ 18 มิถุนายน 2569 ขณะที่ Fed ของ Kevin Warsh ถือดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% แต่ผู้กำหนดนโยบาย 9 ใน 18 คนระบุในตาราง Dot Plot ว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยก่อนสิ้นปี โดย Fed ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อ PCE สิ้นปีขึ้นเป็น 3.6% จาก 2.7% ในเดือนมีนาคม

  • กองทุนต่างชาติเทขายพันธบัตรรัฐบาลไทยกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นการไหลออกรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 ตามข้อมูลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย อย่างไรก็ตาม SET50 ปรับขึ้น 40% ในรอบ 12 เดือน แตะ 1,034 จุด สูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2565

  • Moody’s ยกระดับ Outlook ไทยจาก Negative เป็น Stable เมื่อ 21 เมษายน 2569 พร้อมยืนยันเรทติ้ง Baa1 โดยจัดไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ที่มีความยืดหยุ่นสูงสุด ร่วมกับมาเลเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก

  • ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ที่ 2.8 แสนล้านดอลลาร์ มีหนี้ต่างประเทศคิดเป็น 35.5% ของ GDP และ IMF ยืนยัน ว่าเสถียรภาพภายนอกของไทย “แข็งแกร่ง”ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยอ้างถึงทุนสำรองที่เพียงพอและระดับหนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับที่พอเหมาะ


เดือนพฤษภาคม 2569 กองทุนต่างชาติเทขายพันธบัตรรัฐบาลไทยออกมาราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ในวันทำการเดียว นับเป็นการขายสุทธิรายวันสูงสุดนับตั้งแต่มีนาคม 2565 ตามรายงานของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ในวันเดียวกันนั้น นักลงทุนต่างชาติยังเทขายหุ้นในตลาด SET อีกราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ด้วย ซึ่งเป็นการเทขายหุ้นรายวันหนักสุดในรอบ 2 ปี


แต่ภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ SET50 พุ่งขึ้นสู่ 1,034 จุด ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2565 พร้อมกับผลตอบแทนรวม 40% ในรอบ 12 เดือน สิ่งที่ดูเหมือนความขัดแย้งในตัวเลขนี้กลับเป็นภาพที่ชัดเจน เมื่อเข้าใจว่านักลงทุนสถาบันระดับโลกยอมแลกผลตอบแทนพันธบัตรสูงถึง 2.12% เพื่อคงสถานะในหุ้นไทย ซึ่งบอกว่าการขายพันธบัตรและการซื้อหุ้นขับเคลื่อนด้วยการตัดสินใจในการลงทุนคนละชุดกันอย่างสิ้นเชิง

Bond Yield สหรัฐ 4.46% กับหุ้นไทย- ทำไม SET50 ทำสถิติใหม่รอบ 4 ปี

Yield Curve 4.46% คืออะไร: กราฟที่ควบคุมทิศทางเงินทุนโลก

Yield Curve คือกราฟที่แสดงอัตราผลตอบแทน (Bond Yield) ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในแต่ละระยะอายุ ตั้งแต่ T-Bill 3 เดือนไปจนถึงพันธบัตรอายุ 30 ปี ข้อมูล ณ 18 มิถุนายน 2569 แสดง Yield Curve ที่ชันขึ้นตามปกติ ได้แก่ T-Bill 3 เดือนที่ 3.75%, พันธบัตร 2 ปีที่ 4.19%, พันธบัตร 10 ปีที่ 4.46% และพันธบัตร 30 ปีที่ 4.90% โดยพันธบัตร 10 ปีที่ 4.46% คือ Risk-Free Benchmark ของโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกอย่างตั้งแต่ต้นทุนสินเชื่อบ้านในสหรัฐไปจนถึงทิศทางเงินทุนในตลาดเกิดใหม่ทั่วเอเชีย


Bond Yield กับดอกเบี้ย Fed แตกต่างกันในจุดสำคัญ โดยดอกเบี้ย Fed คืออัตราระยะสั้นที่คณะกรรมการ FOMC กำหนดโดยตรง ขณะที่ Bond Yield ระยะยาวขึ้นอยู่กับมุมมองของตลาดต่อเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความน่าเชื่อถือทางการคลังในระยะยาว แม้ Fed จะลดดอกเบี้ยสามครั้งติดต่อกันในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 จนดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 3.50-3.75% แต่ พันธบัตร 10 ปีก็ยังค้างสูงที่ 4.46%


Yield Curve ในระดับนี้สะท้อนว่าตลาดยังคงกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ไม่กลับสู่เป้าหมาย 2% ไว้ในตัวเลข และ Fed เองก็ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อ PCE สิ้นปี 2569 ขึ้นเป็น 3.6% จาก 2.7% ในเดือนมีนาคม ตัวเลขเหล่านี้กำหนดทิศทางว่าเงินทุนโลกจะไหลเข้าหรือออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างไทยในช่วงครึ่งปีหลัง


ส่วนต่าง 2.12%: เหตุผลที่พันธบัตรไทยถูกขาย

เมื่อ US Yield อยู่ที่ 4.46% และพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีให้ผลตอบแทน 2.34% ส่วนต่าง 2.12 % ทำให้การตัดสินใจของกองทุนสถาบันเป็นเรื่องของคณิตศาสตร์ที่ชัดเจน กองทุนบำนาญขนาดใหญ่ กองทุนป้องกันความเสี่ยง และธนาคารกลางทั่วโลกที่ถือพันธบัตรไทยสามารถย้ายเงินไปซื้อพันธบัตรสหรัฐซึ่งมีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำกว่ามาก แต่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าถึง 2.12% ต่อปี ส่วนต่างนี้เพียงพอที่จะเปลี่ยนการจัดสรรพอร์ตขนาดหลักหมื่นล้านดอลลาร์ได้อย่างสมเหตุสมผล


ส่วนต่างนโยบายการเงินระหว่างสองประเทศยิ่งเพิ่มแรงกดดัน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในการประชุมเดือนเมษายน 2569 หลังจากมีการลดดอกเบี้ยในเดือนกุมภาพันธ์เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่ Fed ถือดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% ส่วนต่างนโยบาย 2.50-2.75% ระหว่างสองประเทศเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อค่าเงินบาทและสร้างแรงจูงใจให้กองทุนต่างชาติย้ายเงินกลับสหรัฐ


แต่กลไกนี้ส่งผลต่อพันธบัตรและหุ้นในลักษณะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ราคาพันธบัตรเคลื่อนไหวโดยตรงตามส่วนต่างผลตอบแทน ขณะที่หุ้นขึ้นอยู่กับการเติบโตของกำไรบริษัท การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และมุมมองระยะยาวของนักลงทุน กองทุนต่างชาติที่ขายพันธบัตรไทยอาจเป็นกลุ่มเดียวกับที่ยังคง position ในหุ้นไทยของภาคท่องเที่ยว การผลิต และโครงสร้างพื้นฐานที่ยังคงเติบโต


Taper Tantrum 2013: หลักฐานจาก ADB ที่พิสูจน์ว่าไทยต่างจาก “Fragile Five”

ในเดือนพฤษภาคม 2556 ประธาน Fed เบน เบอร์แนงกีเพียงแค่ส่งสัญญาณว่า Fed อาจลดการซื้อพันธบัตรก็ทำให้ US Yield พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกเผชิญกับการไหลออกของเงินทุนครั้งใหญ่ กลุ่ม “Fragile Five” ได้แก่ บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย ตุรกี และแอฟริกาใต้ เผชิญกับค่าเงินอ่อนค่าเฉลี่ยเกิน 15% ในสี่เดือนหลังจากสัญญาณดังกล่าว ตามการวิจัยของ Federal Reserve Bank of Dallas ขณะที่ประเทศที่มีทุนสำรองเพียงพอกลับอ่อนค่าเพียง ~2% เท่านั้น


การวิจัยของ Asian Development Bank ที่ศึกษาผลกระทบของ Taper Tantrum ต่อตลาดหุ้นในตลาดเกิดใหม่ค้นพบว่า ผล กระทบต่อตลาดหุ้นไทยไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในภูมิภาคที่พึ่งพาการส่งออกและเงินทุนต่างชาติระยะสั้นในสัดส่วนสูงเผชิญกับการปรับตังลงของตลาดหุ้นที่วัดผลได้ แต่ไทย อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามกลับไม่มีผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อตลาดหุ้น แม้ทุกประเทศจะเผชิญกับการไหลออกของเงินทุนจากพันธบัตรในระดับหนึ่ง


ประเทศ ผลกระทบต่อตลาดหุ้นจาก Taper Tantrum 2013 ปัจจัยป้องกันสำคัญ
บราซิล ตลาดหุ้นร่วง มีนัยสำคัญทางสถิติ หนี้ต่างประเทศสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลมาก
ตุรกี ตลาดหุ้นร่วง มีนัยสำคัญทางสถิติ พึ่งพาเงินทุนต่างชาติระยะสั้นในระดับสูง
เกาหลีใต้ ตลาดหุ้นร่วง มีนัยสำคัญทางสถิติ ตลาดส่งออกพึ่งพาอุปสงค์โลกสูง
ไทย ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (ADB Research) หนี้ต่างประเทศต่ำ ทุนสำรองเพียงพอ
อินโดนีเซีย ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (ADB Research) ดีกว่า “Fragile Five” เพื่อนบ้าน 


สาเหตุที่ไทยรับมือ Taper Tantrum ได้ดีกว่ามีรากฐานเดียวกับที่ Moody’s อ้างในการยกระดับ Outlook ปี 2569 ได้แก่ หนี้ต่างประเทศระยะสั้นต่ำ กรอบนโยบายการเงินที่โปร่งใส และดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีเสถียรภาพ ประวัติศาสตร์ปี 2556 จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนการประเมินในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงมุมมองเชิงบวกที่ไม่มีข้อมูลรองรับ


Warsh Hawkish และ PCE 3.6%: Fed มิถุนายน 2569 เปลี่ยนทิศทาง EM

ในการประชุม FOMC วันที่ 17 มิถุนายน 2569 Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีทรัมป์ ถือดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% เป็นครั้งที่สี่ติดต่อกัน แต่ผู้กำหนดนโยบาย 9 ใน 18 คนระบุในตาราง Dot Plot ว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปี Dot Plot Median ชี้ว่าดอกเบี้ยจะปิดปีที่ 3.8% พร้อมกับคาดการณ์เงินเฟ้อ PCE สิ้นปีขึ้นเป็น 3.6% จาก 2.7% ในเดือนมีนาคม ซึ่งยังห่างจากเป้าหมาย 2% อย่างชัดเจน


Warsh ประกาศ “Regime Change” ด้านนโยบาย Fed โดยยกเลิกการส่ง Forward Guidance และตั้งคณะทำงาน 5 ชุดเพื่อทบทวนกรอบนโยบายการเงินทั้งหมด และย้ำถึงพันธกิจในการควบคุมเงินเฟ้อว่า “เราพลาดเป้าหมายมาห้าปีแล้วและจะแก้ไขสิ่งนั้น” การเปลี่ยนแปลงนี้กลับทิศจากความคาดหวังตลาดที่มองว่า Warsh จะเป็น “นกพิราบ” ที่สนับสนุนการลดดอกเบี้ยตามที่ทรัมป์ต้องการ และทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงทันทีหลังการประชุม


สำหรับตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย สัญญาณนี้หมายความว่า US Bond Yield ระยะยาวจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง Bond Yield อายุ 10 ปีพุ่งขึ้น 4 basis points สู่ 4.469% ทันทีหลังการประชุม และตลาดเริ่มให้ราคากับความเสี่ยงจากการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน 2569 ด้วยความน่าจะเป็นสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แรงกดดันต่อพันธบัตรตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยจึงมีแนวโน้มอยู่ตลอดช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569


SET50 ทำสถิติขณะพันธบัตรถูกขาย: Rotation ที่ซ่อนอยู่ในข้อมูล

กองทุนต่างชาติที่ขายพันธบัตรไทยออกมาแต่ไม่ได้ถอนตัวออกจากไทยทั้งหมด พวกเขาแค่กำลังปรับเปลี่ยนเงินทุนจากสินทรัพย์รายได้คงที่ที่แข่งขันกับ US Yield 4.46% ได้ยาก ไปยังสินทรัพย์ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงกว่า ทำให้ SET50 แตะ 1,034 จุดในเดือนมิถุนายน 2569 สูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2565 บนพื้นฐานของนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 14 ล้านคนในช่วง 5 เดือนแรกของปี และการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกันในเดือนพฤษภาคม 2569


พื้นฐานมหภาคของไทยสนับสนุนความเชื่อมั่นนี้ Moody’s ระบุว่าไทยมี “ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง” โดยอ้างถึงการนำนโยบายสำคัญมาใช้ตั้งแต่เนิ่นๆ กรอบนโยบายการเงินที่โปร่งใส และดุลการชำระเงินระยะยาวที่มีเสถียรภาพ ทุนสำรองระหว่างประเทศ 2.8 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็น 7.8 เดือนของการนำเข้า สูงกว่ามาตรฐานสากลที่ 3-6 เดือน และ IMF ยังยืนยันในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่าหนี้ต่างประเทศของไทยอยู่ในระดับ “พอเหมาะ” และมีเสถียรภาพภายนอก “แข็งแกร่ง”


นอกจากนี้ดอกเบี้ยนโยบาย ธปท. ที่ 1.00% เป็นปัจจัยบวกสำหรับหุ้นในแง่ต้นทุนกู้ยืมภายในประเทศที่ต่ำ และยังมีการสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และดิจิทัล ซึ่งได้รับแรงหนุนจากนโยบาย BOI และโครงการ Thailand Fast Pass กลุ่มนักลงทุนระยะยาวที่ซื้อ SET50 ในช่วงนี้กำลัง positioning สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะ 12-24 เดือนข้างหน้า โดยมองข้ามแรงกดดันระยะสั้นจาก US Yield ที่สูง


3 สัญญาณที่นักลงทุนไทยต้องจับตาในครึ่งปีหลัง 2569

ระดับผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี เป็นกุญแจที่สำคัญที่สุด หาก Yield ยืนเหนือ 4.5% อย่างต่อเนื่องแสดงว่าตลาดกำลังให้ราคากับการขึ้นดอกเบี้ยของ Warsh ในเดือนกันยายน ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อพันธบัตรตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยในระยะสั้น แต่หาก Yield ลงต่ำกว่า 4.3% ซึ่งอาจเกิดขึ้นหากการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางคืบหน้าและเงินเฟ้อพลังงานลด จะเปิดประตูให้เงินทุนไหลกลับเข้า EM รวมถึงพันธบัตรไทย


การประชุม ธปท. วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เป็นสัญญาณที่ใกล้ที่สุดในระยะเฉพาะหน้า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า ธปท. จะคงดอกเบี้ยที่ 1.00% ตลอดปี 2569 เนื่องจากส่วนต่างนโยบายกับ Fed ที่สูงอยู่แล้วทำให้มีพื้นที่จำกัดสำหรับการผ่อนคลายเพิ่มเติม หากมีการลดดอกเบี้ยในสถานการณ์ปัจจุบัน จะยิ่งกดค่าบาทและเพิ่มแรงขายพันธบัตรไทยจากต่างชาติ


ค่าเงินบาทและราคาน้ำมันเชื่อมโลกของตัวเลขกับผลกระทบต่อพอร์ตจริง บาทที่อ่อนค่าจากส่วนต่างดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ช่วยธุุรกิจส่งออก แต่กดดันต้นทุนนำเข้าพลังงานที่ไทยยังพึ่งพาจากตลาดโลก โดยธปท. มีทุนสำรอง 2.8 แสนล้านดอลลาร์สำหรับแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในกรณีที่ค่าบาทอ่อนอย่างผิดปกติ แต่ในสถานการณ์ที่ US Yield สูงและราคาน้ำมันยังไม่กลับสู่ระดับปกติพร้อมกัน ตลาดทุนไทยจะเผชิญแรงกดดันสองทิศทางที่ต้องพิจารณาในการปรับพอร์ตในอนาคต


คำถามที่นักลงทุนไทยถามบ่อยเกี่ยวกับ Bond Yield และตลาดหุ้น

Bond Yield คือ อะไร และแตกต่างจากดอกเบี้ย Fed อย่างไร?

Bond Yield คืออัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการถือพันธบัตรจนครบกำหนด ซึ่งกำหนดโดยกลไกตลาดผ่านความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อ การเติบโต และความน่าเชื่อถือทางการคลัง ขณะที่ดอกเบี้ย Fed คืออัตราระยะสั้นที่คณะกรรมการ FOMC กำหนดโดยตรง ทั้งสองไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน ดังที่เห็นว่า Fed ลดดอกเบี้ยสามครั้งในปลายปี 2568 แต่ Bond Yield 10 ปียังค้างสูงที่ 4.46%


Bond Yield สหรัฐขึ้น หุ้นไทยต้องตกเสมอไปหรือไม่?

ข้อมูลจาก Asian Development Bank แสดงว่า Taper Tantrum ปี 2556 ซึ่ง US Yield พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีผลกระทบที่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อตลาดหุ้นไทย ผลกระทบขึ้นอยู่กับพื้นฐานเศรษฐกิจมากกว่าตัวเลข Yield เพียงอย่างเดียว ประเทศที่มีหนี้ต่างประเทศต่ำ ทุนสำรองเพียงพอ และกรอบนโยบายการเงินที่แข็งแกร่งอย่างไทยมักรับมือได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มตลาดเกิดใหม่


ทำไมต่างชาติถึงขายพันธบัตรไทยแต่ยังซื้อหุ้นไทยอยู่?

ส่วนต่าง 2.12 % ระหว่างพันธบัตรสหรัฐ (4.46%) กับพันธบัตรไทย (2.34%) ทำให้การถือพันธบัตรไทยไม่คุ้มค่าในเชิงคณิตศาสตร์ แต่หุ้นไทยให้ผลตอบแทนผ่านการเติบโตของกำไรบริษัทที่พันธบัตรสหรัฐไม่สามารถทดแทนได้ นักลงทุนจึงขายพันธบัตรไทยแต่ยังคงสถานะในตลาดหุ้นของภาคธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย


ตลาดไทยมีความเสี่ยงเหมือนวิกฤติเอเชีย 1997 หรือไม่?

โครงสร้างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วิกฤติ 1997 เกิดจากหนี้ต่างประเทศระยะสั้นที่เกินทุนสำรองและอัตราแลกเปลี่ยนที่ตรึงค่าซึ่งก่อให้เกิด misalignment สะสม ปัจจุบันไทยมีทุนสำรอง 2.8 แสนล้านดอลลาร์ มีหนี้ต่างประเทศ 35.5% ของ GDP และใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวที่ยืดหยุ่น ทั้งนี้ IMF และ Moody’s ยืนยันเสถียรภาพภายนอกของไทยในปี 2569


ระดับ Bond Yield สหรัฐที่นักลงทุนไทยควรเฝ้าระวังมากที่สุดคือเท่าไร?

4% คือเกณฑ์จิตวิทยาที่สำคัญ การที่ พันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ยืนเหนือระดับนี้ บ่งชี้ว่าตลาดยังให้ราคากับภาวะ “Higher for Longer” ต่อเนื่อง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ ส่วน Yield ที่ 5% ขึ้นไปจะเป็นสัญญาณระดับสูงสุดที่ควรทบทวนการจัดสรรพอร์ตใหม่อย่างจริงจัง


บทสรุปสำหรับนักลงทุนไทย

Bond Yield สหรัฐอายุ 10 ปีที่ 4.46% และ Fed ของ Warsh ที่อาจขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี 2569 สร้างภาพรวมที่นักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แรงกดดันต่อพันธบัตรตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยมีแนวโน้มยังคงอยู่ตลอดครึ่งปีหลัง เพราะส่วนต่างผลตอบแทน 2.12 % ที่เอื้อต่อพันธบัตรสหรัฐยังไม่มีสัญญาณว่าจะปรับตัวลงในระยะสั้น


แต่ข้อมูลบอกว่าตลาดหุ้นไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างออกไป โดย Moody’s เพิ่งยืนยันความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างของไทยในเดือนเมษายน 2569 และงานวิจัยของ Asian Development Bank แสดงว่าไทยผ่านพ้น Taper Tantrum 2013 ได้โดยไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นที่มีนัยสำคัญ และ SET50 กำลังทำสถิติสูงสุดรอบ 4 ปีบนพื้นฐานของนักท่องเที่ยว 14+ ล้านคนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมเป็นเดือนที่ 13


สำหรับนักลงทุนในตลาดไทย คำถามสำคัญคือสินทรัพย์ไหนในพอร์ตเผชิญกับแรงกดดันจากส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตร และสินทรัพย์ไหนที่ยังมีศักยภาพเติบโตจากปัจจัยพื้นฐานในประเทศ ตลาดไทยกำลังแสดงให้เห็นชัดเจนว่าสองคำตอบนั้นไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ทั้งนี้มิได้มีเจตนาให้ถือเป็น (และไม่ควรตีความว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำด้านการลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรยึดถือเป็นหลักปฏิบัติไม่ว่าในกรณีใดๆ ความคิดเห็นหรือข้อความใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ย่อมไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือจากผู้เขียนที่ชี้ว่า การลงทุน หลักทรัพย์ รายการธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะมีความเหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
บทความที่เกี่ยวข้อง
สงครามเดือดแต่หุ้นพุ่ง! เจาะรหัส S&P 500 & Nasdaq 100 ทำไมวอลล์สตรีทสั่งลุยสวนกระแสโลก
ตลาดหุ้นอเมริกาสั่นสะเทือน! เจาะลึกตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ม.ค. 2026 กับทิศทางดอกเบี้ยเฟดที่นักลงทุนต้องรู้
ค่าเงินบาทแข็ง! เจาะลึกโอกาสและความเสี่ยงในตลาดโลก
ด่วน! ค่าเงินบาทอ่อนค่าหนักทะลุ 31.99 รับข่าว "เรือไทย" ถูกโจมตีช่องแคบฮอร์มุซ จับตาน้ำมันพุ่ง 100 ดอลลาร์
ส่องทิศทาง "หุ้นไทยวันนี้" 15 ม.ค. 69: กลุ่มการเงินกลับมาคึกคัก รับอานิสงส์กำไรเด่นกว่าคาด!