Moody’s ยกไทยติด Top 5 EM แข็งแกร่งสุดโลก: ค่าเงินบาทและ USDTHB จะไปทางไหน?
English Español Português 한국어 简体中文 繁體中文 日本語 Tiếng Việt Bahasa Indonesia Монгол ئۇيغۇر تىلى العربية Русский हिन्दी

Moody’s ยกไทยติด Top 5 EM แข็งแกร่งสุดโลก: ค่าเงินบาทและ USDTHB จะไปทางไหน?

ผู้เขียน: Benny Lam

เผยแพร่เมื่อ: 2026-06-15

  • วันที่ 21 เมษายน 2026 Moody’s ปรับ Outlook ของไทยจาก Negative เป็น Stable พร้อมยืนยันอันดับ Baa1 และวันที่ 5 พฤษภาคม Moody’s จัดไทยอยู่ในกลุ่ม 5 ชาติตลาดเกิดใหม่ที่รับมือวิกฤตโลกได้ดีที่สุด ร่วมกับมาเลเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก สัญญาณบวกสองครั้งจาก Moody’s ภายใน 2 สัปดาห์ ถือเป็นการยืนยันเชิงสถาบันที่หนักแน่นที่สุดที่ไทยได้รับในรอบหลายปี

  • Moody’s ทดสอบความแข็งแกร่งผ่าน 4 วิกฤตใหญ่ ตั้งแต่ COVID-19 ในปี 2020 วงจรขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในปี 2022 ความเครียดภาคธนาคารสหรัฐฯ ในปี 2023 ไปจนถึงแรงกดดันจากภาษีนำเข้าในปี 2025 ไทยผ่านทุกบทพิสูจน์โดยไม่สูญเสียการเข้าถึงตลาดทุนและไม่เกิดวิกฤตการเงิน โดย 4 ปัจจัยที่ Moody’s ยกย่อง ได้แก่ กรอบนโยบายการเงินที่โปร่งใส ค่าเงินที่ยืดหยุ่น หนี้ต่างประเทศที่ต่ำ และการสร้างกลไกรับมือวิกฤตไว้ก่อนล่วงหน้า

  • วันที่ 5 พฤษภาคม 2026 ไทยได้รับสองสิ่งพร้อมกัน ทั้งการติด Top 5 EM ของ Moody’s และการอนุมัติกู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาทของ ครม. สองเหตุการณ์นี้เชื่อมกันทางวิเคราะห์ เพราะ Moody’s วัดกันที่ความสามารถในการออกมาตรการฉุกเฉินขนาดใหญ่โดยไม่ทำให้ตลาดพันธบัตรและค่าเงินบาทเกิดวิกฤตแบบลูกโซ่ ซึ่งไทยทำได้

  • ไทยเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม Top 5 EM ที่มีหนี้ครัวเรือนเกิน 80% ต่อ GDP โดยอยู่ที่ 86.7% ณ โดยไตรมาส 4 ปี 2025 สูงกว่ามาเลเซียซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันถึง 16.7 จุด นักเทรด USDTHB จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสัญญาณบวกเชิงสถาบันของ Moody’s กับโครงสร้างภายในประเทศที่ยังกดดัน ทั้งในเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบและ GDP ที่คาดโตเพียง 1.5% ในปี 2026


เช้าวันที่ 5 พฤษภาคม 2026 Moody’s Ratings ออกรายงานจัดไทยเป็นหนึ่งใน 5 ชาติตลาดเกิดใหม่ที่รับมือวิกฤตโลกได้ดีที่สุด ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน คณะรัฐมนตรีลงมติอนุมัติพระราชกำหนดกู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลาง


สองเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกันนี้และยังเชื่อมโยงกันในแบบที่มีนัยสำคัญมาก เพราะเมื่อวิเคราะห์ทั้งคู่ร่วมกัน ทิศทางของค่าเงินบาทและ USDTHB ในครึ่งปีหลังของปี 2026 จะชัดขึ้นกว่าการอ่านสัญญาณใดสัญญาณหนึ่งเพียงอย่างเดียว

ค่าเงินบาทและ USDTHB จะไปทางไหน

4 วิกฤตใหญ่ที่ Moody’s ใช้ทดสอบ และเหตุผลที่ไทยติดกลุ่มนำ

Moody’s วัดความแข็งแกร่งจากพฤติกรรมจริงของตลาดในช่วงวิกฤต 4 รอบที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2020 ได้แก่ การระบาด COVID-19 วงจรขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงของ Fed ในปี 2022 ความตึงเครียดของภาคธนาคารสหรัฐฯ ช่วงต้นปี 2023 และแรงกดดันจากภาษีนำเข้าในปี 2025 ตัวชี้วัดที่ใช้มี 4 ด้าน คือ ความผันผวนของ credit spread พันธบัตรรัฐบาล ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเทียบกับสหรัฐฯ การอ่อนค่าของสกุลเงิน และความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่น


Moody’s แบ่งกลุ่มประเทศออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ “แข็งแกร่งสูง” “แข็งแกร่งตามเงื่อนไข” และ “เปราะบาง” ไทยติดกลุ่มแรกร่วมกับมาเลเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ขณะที่ตุรกีและอาร์เจนตินาถูกจัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่แข็งแกร่งสูงคือประเทศที่ผ่านวิกฤตทั้ง 4 รอบโดยที่ credit spread ไม่พุ่งสูงอย่างรุนแรง ค่าเงินอ่อนตัวในระดับที่ควบคุมได้ และยังมีการเข้าถึงตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง


ปัจจัย 4 ด้านที่ Moody’s ยกย่องไทย ได้แก่ กรอบนโยบายการเงินที่โปร่งใสและคาดเดาได้ซึ่งลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนนโยบายกะทันหัน ค่าเงินบาทที่ยืดหยุ่นตามกลไกตลาดซึ่งช่วยกระจายแรงกระแทกแทนการสะสม ระดับหนี้ต่างประเทศที่ต่ำและดุลการชำระเงินที่แข็งแกร่ง และการสร้างกลไกรับมือวิกฤตไว้ล่วงหน้าก่อนที่แรงกระแทกจะมาถึง


Baa1 Stable วันที่ 21 เมษายน: สัญญาณแรกของ Moody’s และเงื่อนไขการปรับอันดับขั้นต่อไป

ก่อนที่รายงาน Top 5 EM จะออกในเดือนพฤษภาคม Moody’s ส่งสัญญาณแรกมาตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2026 ด้วยการปรับ Outlook ของไทยจาก Negative เป็น Stable  Baa1 การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดจาก 3 เหตุผลหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ลดลงหลังจากที่สหรัฐฯ ปรับอัตราภาษีสินค้าไทยให้ใกล้เคียงกับประเทศอื่นในภูมิภาค โมเมนตัมการลงทุนเอกชนที่ฟื้นตัวจากนโยบาย Thailand FastPass และเสถียรภาพทางการเมืองภายใต้รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภา


ผลต่อเนื่องของการปรับ Outlook ครั้งนี้เกิดขึ้นเร็ว Moody’s ปรับ Outlook ของธนาคารพาณิชย์ไทย 7 แห่งเป็น Stable ตามมา ได้แก่ กรุงเทพ กรุงไทย กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ SCB X ทีเอ็มบีธนชาต และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจไทยในตลาดต่างประเทศโดยตรง


สำหรับเงื่อนไขที่จะทำให้ไทยได้รับการปรับอันดับขึ้นจาก Baa1 Moody’s ระบุว่าต้องมีความคืบหน้าในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการลดภาระหนี้สาธารณะอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง Moody’s คาดการณ์ GDP ไทยโตที่ประมาณ 1.5% ในปี 2026 และ 2.2% ในปี 2027 จากตัวเลขเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีช่องทางสู่การปรับอันดับได้ แต่ต้องอาศัยผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม


5 พฤษภาคม 2026: วันที่ไทยได้ Top 5 และกู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาทพร้อมกัน

ขณะที่ Moody’s ประกาศรายชื่อ 5 EM แข็งแกร่งสุดโลก ในวันเดียวกัน ครม.ไทยลงมติอนุมัติพระราชกำหนดกู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการช่วยเหลือครัวเรือนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ 2 แสนล้านบาท และการเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าอีก 2 แสนล้านบาท


ในมุมของ Moody’s ความแข็งแกร่งวัดกันที่กลไกและความน่าเชื่อถือที่ช่วยให้ประเทศรับมือกับวิกฤตได้โดยไม่เกิดวิกฤตการเงินแบบลูกโซ่ ไม่เกิดการแห่ขายค่าเงิน และไม่สูญเสียการเข้าถึงตลาดทุน ประเทศในกลุ่มเปราะบางของ Moody’s เมื่อต้องกู้เงินฉุกเฉินระดับนี้ มักนำมาซึ่งวิกฤตค่าเงิน การปรับลดอันดับเครดิต หรือภาวะที่นักลงทุนต่างชาติแห่ถอนเงินออก


ไทยกู้ 4 แสนล้านบาทโดยไม่เกิดสิ่งเหล่านั้น หนี้สาธารณะหลังการกู้ครั้งนี้คาดอยู่ที่ประมาณ 68% ต่อ GDP ยังต่ำกว่าเพดาน 70% ที่กฎหมายกำหนด และทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ เดือนมีนาคม 2026 อยู่ที่ 23.8 พันล้านดอลลาร์ เพียงพอสำหรับค่านำเข้าประมาณ 7 เดือน ความสามารถในการจัดการวิกฤตโดยไม่กระตุ้นให้เกิดวิกฤตการเงินต่อเนื่อง คือสิ่งที่ Moody’s กำลังยืนยันในรายงานทั้งสองฉบับ


ไทยเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม Top 5 EM ที่หนี้ครัวเรือนเกิน 80% ต่อ GDP

ไทยมีหนี้ครัวเรือน 86.7% ต่อ GDP ณ ไตรมาส 4 ปี 2025 สูงกว่ามาเลเซียซึ่งอยู่ในกลุ่ม Top 5 EM เดียวกันถึง 16.7 จุด และสูงกว่าอินเดีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก อย่างมีนัยสำคัญ ไทยจึงเป็นสมาชิก Top 5 EM เพียงประเทศเดียวที่หนี้ครัวเรือนทะลุเกณฑ์ 80% ต่อ GDP


Moody’s วัดความแข็งแกร่งผ่านมิติของตลาดทุนและการเงินระหว่างประเทศ และไทยผ่านทุกการทดสอบนั้น แต่หนี้ครัวเรือน 86.7% ต่อ GDP คือปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตจากภายในประเทศ ซึ่งอยู่นอกกรอบการทดสอบทั้ง 4 รอบของ Moody’s SCB EIC ระบุว่า GDP ที่โตเพียง 1.5% ในปี 2026 จะเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษหากไม่นับปีวิกฤต และหนี้ครัวเรือนคือหนึ่งในเหตุผลหลักของตัวเลขนั้น


ไทยได้รับการยืนยันจากตลาดทุนระหว่างประเทศว่าแข็งแกร่งเชิงสถาบัน ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศยังถูกกดไว้โดยโครงสร้างหนี้ สองมิตินี้ดำเนินไปพร้อมกัน และสำหรับนักเทรด USDTHB การเข้าใจทั้งสองมิตินี้จะให้ภาพที่แม่นยำกว่าการพิจารณาเพียงผลการจัดอันดับ


3 ปัจจัยกดดัน USDTHB ที่ต้องชั่งน้ำหนักในครึ่งปีหลัง 2026

สัญญาณบวกจาก Moody’s สร้าง sentiment ระยะกลางที่ดีสำหรับค่าเงินบาท แต่การเทรด USDTHB ในครึ่งปีหลังของปี 2026 ต้องเข้าใจ 3 ปัจจัยที่กดดันอยู่ในเวลาเดียวกัน


อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบจากเงินเฟ้อพลังงาน

ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นก่อนที่ราคาพลังงานจะเร่งตัวอย่างรุนแรงจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ SCB EIC คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อปี 2026 จะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.2% ซึ่งหมายความว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยจะติดลบประมาณ 2.2% สถานการณ์นี้ลดแรงจูงใจของนักลงทุนต่างชาติในการถือพันธบัตรไทยสกุลบาท และสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในเชิงโครงสร้าง


หนี้ครัวเรือน 86.7% ต่อ GDP กับเพดานการบริโภค

ไทยมีหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท คิดเป็น 86.7% ต่อ GDP ณ ไตรมาส 4 ปี 2025 ตัวเลขนี้สูงผิดปกติสำหรับประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลาง เพราะมาเลเซียซึ่งอยู่ใน Top 5 EM เดียวกันมีหนี้ครัวเรือนที่ประมาณ 70% ต่อ GDP เท่านั้น หนี้ครัวเรือนระดับนี้ดึงรั้งกำลังซื้อภายในประเทศ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ SCB EIC ระบุว่า GDP ที่โต 1.5% ในปี 2026 จะเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ หากไม่นับปีวิกฤต


กับดักนโยบายการเงินระหว่างการเติบโตและเงินเฟ้อ

เมื่อเงินเฟ้อเร่งตัวและการเติบโตอ่อนแอพร้อมกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยเผชิญแรงกดดันจากทั้งสองทาง การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อจะยิ่งกดดันการเติบโตที่อ่อนแออยู่แล้วและเพิ่มภาระหนี้ครัวเรือน การลดดอกเบี้ยต่อจะช่วยการเติบโตแต่กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า ตัวแปรที่จะชี้ทิศทางของ กนง. ในช่วงครึ่งปีหลังคือระดับราคาน้ำมัน Brent และความเร็วในการส่งผ่านของเงินเฟ้อสู่ตะกร้าสินค้าและบริการในประเทศ


กรอบการเคลื่อนไหว USDTHB และจุดที่ต้องจับตา

USDTHB เคลื่อนไหวในกรอบ 30.85 ถึง 33.09 บาทต่อดอลลาร์ในช่วง 52 สัปดาห์ที่ผ่านมา จุดต่ำสุดที่ 30.85 เกิดขึ้นช่วงปลายมกราคม 2026 ก่อนที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่ยุติและส่งผลกดดัน และจุดสูงสุดที่ 33.09 เกิดขึ้นช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2026 ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมัน


สถานการณ์ที่บาทอาจแข็งค่า: หากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายและราคาน้ำมัน Brent กลับสู่ระดับต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าตลาดสินทรัพย์ไทยมากขึ้นตาม sentiment บวกของ Moody’s ค่าเงินบาทมีโอกาสทดสอบแนว 31.00 ถึง 31.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยเฉพาะหากกระแส FDI ยืนยันว่าไทยยังอยู่ใน Top 25 ของ Kearney FDI Confidence Index หลังจากที่กลับเข้าติดอันดับในปี 2026


สถานการณ์ที่บาทอาจอ่อนค่า: หากวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ เงินเฟ้อเร่งตัวเกิน 3% และธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าไปทดสอบแนว 33.50 ถึง 34.00 บาทต่อดอลลาร์


จุดสำคัญที่ต้องติดตาม: ราคาน้ำมัน Brent, ทิศทาง Dollar Index (DXY), ตัวเลขเงินเฟ้อรายเดือน, การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และระดับหนี้สาธารณะเทียบเพดาน 70% ต่อ GDP การทะลุเพดานดังกล่าวจะทำให้ Moody’s ต้องทบทวนการประเมินอีกครั้ง


คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Moody’s คืออะไร และทำไมนักเทรด Forex ต้องสนใจ?

Moody’s Investors Service คือหนึ่งในสามบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ร่วมกับ S&P และ Fitch กองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกัน และกองทุนรวมระดับโลกใช้รายงานของ Moody’s ในการตัดสินใจลงทุน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกระแสเงินทุนเข้า-ออกประเทศและค่าเงินในระยะกลาง


Baa1 Stable หมายความว่าอะไรสำหรับนักลงทุน?

Baa1 คืออันดับระดับ Investment Grade ซึ่งเปิดทางให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่มีข้อจำกัดด้านนโยบายการลงทุนสามารถซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทยได้ Stable หมายความว่า Moody’s ไม่คาดจะปรับอันดับขึ้นหรือลงในอีก 12 ถึง 24 เดือนข้างหน้า ซึ่งสร้างความมั่นคงให้กับความต้องการถือสินทรัพย์บาทจากต่างชาติ


ค่าเงินบาทจะแข็งค่าทันทีหลัง Moody’s ประกาศไหม?

สัญญาณบวกจาก Moody’s มักส่งผลในระยะกลางถึงยาวผ่านการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ ในระยะสั้น USDTHB ยังขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน ทิศทาง DXY และการตัดสินใจดอกเบี้ยของ กนง. เป็นหลัก สัญญาณ Moody’s ทำให้บาทฟื้นตัวเร็วกว่าสกุลเงินอื่นในช่วงที่ตลาดโลกเผชิญแรงกดดัน แต่ผลทันทีนั้นขึ้นอยู่กับว่าตลาดกำลังให้น้ำหนักกับปัจจัยใดมากกว่ากัน


ทำไมไทยต้องกู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่ Moody’s บอกว่าแข็งแกร่ง?

Moody’s วัดที่ความสามารถในการจัดการปัญหาโดยไม่เกิดวิกฤตการเงิน ไทยกู้ 4 แสนล้านบาทโดยไม่เกิดวิกฤตค่าเงิน ไม่เกิดการแห่ขายพันธบัตร และหนี้สาธารณะยังอยู่ต่ำกว่าเพดาน 70% ต่อ GDP ประเทศที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางของ Moody’s จะไม่สามารถทำแบบนี้ได้โดยไม่มีวิกฤตตามมา


เงินทุนสำรองของไทยแข็งแกร่งแค่ไหน?

ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ณ เดือนมีนาคม 2026 อยู่ที่ 23.8 พันล้านดอลลาร์ เพียงพอสำหรับค่านำเข้าประมาณ 7 เดือน สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ 3 เดือนอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ Moody’s ใช้สนับสนุน Outlook Stable และเป็นกันชนที่ช่วยให้ค่าเงินบาทไม่เกิดการร่วงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ตลาดผันผวน


บทวิเคราะห์สรุป

Moody’s ให้สัญญาณบวกกับไทย 2 ครั้งในช่วง 2 สัปดาห์ ทั้งการปรับ Outlook เป็น Stable วันที่ 21 เมษายน และการติด Top 5 EM ในวันที่ 5 พฤษภาคม ทั้งสองครั้งชี้ว่าไทยมีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับวิกฤตโลกได้โดยไม่เกิดความเสียหายถาวรต่อการเข้าถึงตลาดทุน ความจริงนี้สำคัญสำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาวที่ประเมินความเสี่ยงของสินทรัพย์ในรูปแบบเงินบาท


ภาพที่สมบูรณ์ของ USDTHB ในช่วงที่เหลือของปี 2026 ต้องอ่านควบคู่กับโครงสร้างที่ยังกดดัน ได้แก่ GDP ที่โตเพียง 1.5% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบจากเงินเฟ้อพลังงาน และหนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดในกลุ่ม Top 5 EM ด้วยเช่นกัน ปัจจัยเหล่านี้กำหนดว่าสัญญาณบวกจาก Moody’s จะส่งผลเต็มที่ได้เมื่อไรและภายใต้เงื่อนไขใด


Moody’s ระบุเงื่อนไขไว้ค่อนข้างชัดว่าหากไทยเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เปิดเสรีตลาดพลังงาน และลดภาระหนี้สาธารณะได้อย่างต่อเนื่อง โอกาสในการปรับอันดับขึ้นจาก Baa1 ยังคงอยู่ข้างหน้า ซึ่งจะเป็นแรงหนุนค่าเงินบาทระยะยาวที่มีน้ำหนักที่สุด

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ทั้งนี้มิได้มีเจตนาให้ถือเป็น (และไม่ควรตีความว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำด้านการลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรยึดถือเป็นหลักปฏิบัติไม่ว่าในกรณีใดๆ ความคิดเห็นหรือข้อความใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ย่อมไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือจากผู้เขียนที่ชี้ว่า การลงทุน หลักทรัพย์ รายการธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะมีความเหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
บทความที่เกี่ยวข้อง
9% เทียบกับ 4.7%: พรีเมียมการกู้ยืมของแอฟริกา ช่องว่างการกู้ยืมที่ทำให้แอฟริกาสูญเสียเงิน 75 พันล้านดอลลาร์ต่อปี และขัดขวางการเติบโตของประเทศ
เรียนรู้ว่าพันธบัตรขยะคืออะไร: คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับผู้เริ่มต้น
หุ้น CoreWeave (CRWV) พุ่งขึ้นหลังการกู้ยืมเงิน 8.5 พันล้านดอลลาร์สำหรับโครงการ GPU
หน่วยงานจัดอันดับเครดิตระหว่างประเทศ: ความหมายและบทบาท
ความลับหุ้น 10 ปีไม่เจ๊ง! เจาะ 6 Moat มหาประลัยที่คู่แข่งหน้าไหนก็โค่นไม่ลง