เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-29
ดิฉันเห็นเพื่อนนักเทรดคนหนึ่งต้องสิ้นเนื้อประดาตัวในเดือนมกราคม เพียงเพราะเขา "ปักใจเชื่อ" อย่างสุดตัวว่าการที่ Bitcoin พุ่งแตะ 95,000 ดอลลาร์ คือสัญญาณว่าเรา "กลับมาแล้ว"
ไม่ใช่แค่ 'อาจจะ' หรือ 'น่าจะ' แต่มันคือความไม่มั่นใจที่ถอนตัวไม่ขึ้นในตลาดคริปโตนี้เอง ที่พรากทุกสิ่งที่เขาหามาได้ตลอด 6 เดือนให้หายวับไปกับตา
นี่คือสิ่งที่ไม่มีใครบอกคุณในสนามเทรด: ยิ่งคุณเชื่อมั่นแรงกล้าเท่าไหร่ บทเรียนนั้นมักจะมีราคาแพงระยับเท่านั้น
ความเชื่อมั่นในการเทรดนั้นต่างจากความเชื่อมั่นในชีวิตคู่ หากคุณเชื่อมั่นว่าคู่ชีวิตรักคุณ หรือเชื่อว่าพรุ่งนี้เช้าดวงอาทิตย์จะขึ้น ความเชื่อนั้นส่งผลดีต่อจิตใจ แต่เมื่อคุณ "มั่นใจ" ว่า Bitcoin จะไปถึงแสนดอลลาร์ในเดือนหน้า ความมั่นใจนั้นอาจจะกลายเป็น "หนี้สิน" ทันที มันทำให้คุณตาบอด ทำให้คุณเมินเฉยต่อสิ่งที่ตลาดกำลังตะโกนบอกคุณในวินาทีนี้ เพียงเพราะคุณมัวแต่หลงระเริงอยู่กับบทประพันธ์ที่เขียนไว้เองในหัว
สมองของมนุษย์ไม่ได้มองเห็นราคาสินทรัพย์ แต่มันมองเห็น "เรื่องราว" เมื่อ Bitcoin ทะยานจาก 8 หมื่นต้นๆ ไปสู่ 93,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือน คุณไม่ได้เห็นแค่ตัวเลขบนหน้าจอ แต่คุณเห็น "คำยืนยัน" ว่าคุณคิดถูก คุณเห็นภาพพอร์ตที่เขียวขจี และเห็นภาพตัวเองที่ในที่สุดก็ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าคุณคือผู้ชนะ
นี่คือสิ่งที่ดิฉันเรียกว่า "ความเชื่อมั่นที่ขับเคลื่อนด้วยเรื่องเล่า" (Narrative-driven conviction) ซึ่งเป็นหนึ่งในกับดักที่อำมหิตที่สุดในการเทรดยุคใหม่
สมองเราคือเครื่องจักรผลิตเรื่องราว เราเองก็ต่างคิดไปต่างๆนานา เราคอยหยิบเอาข้อมูลกระจัดกระจายมาถักทอเป็นเรื่องราวที่ฟังดูสมเหตุสมผล เมื่อมีสถาบันการเงินแห่ซื้อ ETF สมองคุณจะไม่มองว่าเป็นแค่ "ข้อมูลชุดหนึ่ง" แต่มันจะบอกว่า "นี่คือจุดเริ่มต้นของการยอมรับทั่วโลก" เมื่อ MicroStrategy ช้อนเพิ่ม คุณจะไม่มองว่าเป็น "กลยุทธ์ของบริษัทเดียว" แต่มันจะกลายเป็น "อะไรบ้างที่เขารู้และเราไม่รู้.
และความเจ็บปวดที่สุดคือ: บางครั้งเรื่องเล่าเหล่านี้ก็ดันถูก แต่นั่นแหละที่ทำให้มันอันตรายยิ่งกว่าเดิม
มอร์แกน เฮาส์เซล เขียนไว้ใน The Psychology of Money ว่า "การได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ในเวลาที่ต้องการ กับคนที่อยากทำด้วย คือเงินปันผลที่สูงที่สุดของความมั่งคั่ง" แต่ในการเทรด ความปักใจเชื่อจะพรากอิสรภาพนั้นไป มันจะขังคุณไว้ในเส้นทางสายเดียว ผลลัพธ์แบบเดียว และอนาคตเวอร์ชันเดียว... ที่อาจไม่มีวันมาถึง

ในขณะที่สายตาแทบทุกคู่ในโลกคริปโตฯ กำลังจับจ้องไปที่การพุ่งทะยานของ Bitcoin จนเกิดกระแสเฉลิมฉลองกันยกใหญ่ แต่ถ้าเราหันมามอง Ethereum (ETH) จะพบว่ามีสัญญาณบางอย่างที่น่าสนใจและควรระวังกำลังก่อตัวขึ้น
ช่วงที่ผ่านมา กิจกรรมบนเครือข่าย Ethereum พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งหากมองผิวเผินอาจดูเป็นเรื่องดีที่มีคนใช้งานเยอะ แต่ในเชิงสถิติแล้ว "ความคึกคักที่มากเกินไป" มักแฝงไปด้วยนัยสำคัญบางอย่าง โดยเฉพาะเมื่อมันเกิดขึ้นพร้อมกัน 3 ปัจจัย ดังนี้:
Network Activity สูงลิ่ว: มีการทำธุรกรรมหนาแน่นจนผิดสังเกต
ความโลภพุ่งแตะระดับสุดขีด (Extreme Greed): นักลงทุนในตลาดเริ่มมีความมั่นใจมากเกินไป จนอาจละเลยความเสี่ยง
โครงสร้างราคาเริ่มส่งสัญญาณล้า: แม้จะมีข่าวดีหรือกิจกรรมเยอะ แต่ราคาเริ่มขยับตัวขึ้นยากลำบากและขาดแรงส่งที่ยั่งยืน
หากย้อนกลับไปดูพฤติกรรมตลาดในอดีต เมื่อไหร่ก็ตามที่ความคึกคักบนเครือข่ายมาบรรจบกับความโลภระดับสูงสุด ในขณะที่กราฟราคาเริ่มหมดแรง สภาวะนี้มักไม่ได้นำไปสู่การพุ่งทะยานต่อแบบม้วนเดียวจบ แต่มักจะเป็น "ลางบอกเหตุของการปรับฐาน" (Correction) เพื่อลดความร้อนแรงของตลาดลง ก่อนที่จะเลือกทางเดินใหม่อีกครั้ง
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Ethereum ในขณะนี้ จึงเป็นสัญญาณเตือนให้เรา "เทรดด้วยความระมัดระวัง" การไล่ราคาในช่วงที่ตลาดเต็มไปด้วยความโลภและโครงสร้างราคาเริ่มอ่อนแรงอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ การเฝ้าสังเกตการณ์เพื่อหาจังหวะที่เหมาะสมจึงอาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าในเวลานี้
แต่ถ้าคุณเชื่อไปแล้วว่านี่คือขาขึ้นรอบใหม่ สมองคุณจะคัดกรองข้อมูลนี้ทิ้งไปโดยอัตโนมัติ
นี่คือ "อคติลำเอียง" (Confirmation Bias) ในรูปแบบที่โหดร้ายที่สุด คุณไม่ได้เมินหลักฐานขัดแย้งเพราะคุณโง่ แต่คุณเมินเพราะการยอมรับมันหมายถึงการต้องยอมรับว่า "นิทานที่สวยงามของคุณนั้นผิด" และการยอมรับว่าผิด... มันรู้สึกเหมือนความล้มเหลวและอ่อนแอ
คุณจึงเริ่มหาเหตุผลมาปลอบใจตัวเอง: "ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิมหรอก", "ที่คนใช้เครือข่ายเยอะเพราะการใช้งานจริง ไม่ใช่การเก็งกำไร", "ตำราเดิมใช้ไม่ได้แล้วเพราะสถาบันการเงินเข้ามาเปลี่ยนเกม"
เห็นไหมว่าเราเก่งแค่ไหนในการหาเหตุผลมารองรับความเชื่อที่กำลังพังทลาย
รูปแบบของ "รุ่งสางหลอก" (False Dawn) คือการที่ราคารีบาวด์ขึ้นมาเพียงพอให้คุณเชื่อว่า "ฝันร้ายจบลงแล้ว" ความผันผวนลดลงพอให้คุณรู้สึกปลอดภัย และข่าวสารต่างๆ เริ่มเปลี่ยนทิศเพื่อตอกย้ำความหวังของคุณ
จากนั้น... ตลาดก็จะทดสอบคุณอีกครั้ง
ความเจ็บปวดไม่ได้อยู่ที่เงินที่หายไป แต่มันคือ "ความขัดแย้งทางพุทธิปัญญา" (Cognitive Dissonance) ระหว่างสิ่งที่คุณมั่นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง สมองของคุณต้องพยายามประสานรอยร้าวระหว่าง "นิทาน" กับ "ความจริง" และกระบวนการนั้นมันสูบฉีดพลังงานสมองยิ่งกว่าการขาดทุนเสียอีก
ชาร์ลี มังเกอร์ เคยกล่าวว่า "ผมจะไม่ยอมให้ตัวเองมีความเห็นในเรื่องใดก็ตาม จนกว่าผมจะเข้าใจเหตุผลของฝ่ายตรงข้ามได้ดีกว่าที่พวกเขารู้เสียอีก"
ลองถามตัวเองดูค่ะ:คุณสามารถสร้างข้อโต้แย้งที่แข็งแกร่งเพื่อค้านตัวเองได้ไหมว่าทำไมตอนนี้ถึงยังไม่ใช่ขาขึ้น? ถ้าทำไม่ได้ ความเชื่อของคุณไม่ใช่ความเชื่อมั่น... แต่มันคือ "ความหวัง" ที่สวมหน้ากากมาหลอกคุณ
การบอกว่า "อย่าใช้อารมณ์" เป็นคำแนะนำที่ไร้ค่า เพราะเราเป็นมนุษย์ คำถามคือคุณจะยอมให้มันเป็นคนนำทางเราหรือไม่?
จดความเชื่อของคุณออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร: อย่าเขียนแค่ "Bitcoin จะขึ้น" แต่ให้เขียนว่า "Bitcoin จะไป $100K ภายในเดือนมีนาคม เพราะแรงซื้อจากสถาบันจะชนะแรงขาย"
เขียนหลักฐานที่ขัดแย้งออกมาให้หมด: ไปหาข้อมูล On-chain ที่บ่งบอกความอ่อนแอ หาบทวิเคราะห์ของคนที่มองต่าง มันจะรู้สึกอึดอัด... แต่จงทำมันซะ
ตั้งคำถามสุดโหด: "ถ้าฉันผิด สัญญาณแรกที่จะเห็นคืออะไร?" เช่น ถ้า Bitcoin ปิดรายสัปดาห์หลุดเส้นค่าเฉลี่ยนี้ หรือกระเป๋าปลาวาฬเริ่มระบายของ กำหนดมันไว้ล่วงหน้า
สร้างกฎการตัดสินใจที่ไม่ใช้ความหวัง: เช่น "ถ้าหลุด $88,000 ผมจะลดพอร์ตลง 50% ทันที ไม่ว่าผมจะเชื่อในนิทานระยะยาวแค่ไหนก็ตาม"
เราไม่ได้ฆ่าความเชื่อมั่นทิ้ง แต่เรากำลังป้องกันไม่ให้ความเชื่อมั่นมาฆ่าความสามารถในการ "เอาตัวรอด" ของเรา
นักเทรดที่อยู่รอดในระยะยาวไม่ใช่คนที่เชื่อมั่นแรงกล้าที่สุด แต่คือคนที่บริหารความเสี่ยงเก่งที่สุดและมีความคิดที่ยืดหยุ่นที่สุด พวกเขาพร้อมจะเปลี่ยนความคิดเมื่อข้อมูลเปลี่ยน ความดื้อรั้นไม่ได้ให้รางวัลแก่ใครในตลาดนี้ ตลาดให้รางวัลแก่คนที่ "ถูก" และบางครั้งการที่จะถูกในตอนจบ คือการยอมรับว่าคุณ "ผิด" ในตอนนี้
คุณสามารถเชื่อมั่นใน Bitcoin ได้ 90% แต่ลงเงินเสี่ยงแค่ 2% ของพอร์ตได้ คุณสามารถรักเทคโนโลยีนี้ได้สุดหัวใจแต่ยังวาง Stop Loss ไว้ป้องกันตัวได้
ความเชื่อของคุณอาจจะถูกเป๊ะในอนาคต แต่ถ้าจังหวะของคุณผิดและขนาดการลงทุนของคุณไม่เผื่อความไม่แน่นอนไว้ คุณจะไม่มีวันได้เห็นวันที่ความเชื่อนั้นเป็นจริง เพราะคุณจะ "ตาย" ไปจากเกมนี้เสียก่อน
นั่นคือกับดักที่แท้จริงของ "รุ่งสางหลอก" มันไม่ได้ทำให้คุณผิดในเรื่องของ "อนาคต" แต่มันทำให้คุณผิดในเรื่องของ "ปัจจุบัน" จนคุณสูญเสียโอกาสที่จะมีอนาคตไปตลอดกาล
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ