เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-05
เมื่อวันเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569 ใกล้เข้ามา ประเด็น "หนี้สิน" กลายเป็นอาวุธสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองต่างนำมาใช้ดึงดูดใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ท่ามกลางวิกฤตหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึงเพดาน และกำลังซื้อของประชาชนที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง นโยบายล้างหนี้และแก้หนี้จึงไม่ใช่เพียงคำสัญญาหาเสียง แต่อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะตลาดหุ้นและทองคำที่นักลงทุนให้ความสนใจ
สำหรับนักลงทุนและผู้ที่ติดตามตลาดการเงิน การทำความเข้าใจนโยบายเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่คือการอ่านทิศทางเศรษฐกิจและโอกาสในการลงทุนที่กำลังจะมาถึง

พรรคเพื่อไทยเสนอแพ็กเกจแก้หนี้ที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยเน้นการลดภาระหนี้ผ่านการบริหารงบประมาณและมาตรการกึ่งการคลัง มาตรการเด่นๆ ได้แก่:
ล้างหนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 2 แสนบาท โดยลูกหนี้จ่ายเพียง 10% ใช้เงินจากการลดเงินนำส่งกองทุน FIDF แทนงบประมาณ
ล้างหนี้วัยเกษียณ วงเงิน 4,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดหนี้
พักหนี้เกษตรกร 3 ปี วงเงิน 15,000 ล้านบาท
ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด วงเงิน 30,000 ล้านบาท เพื่อจูงใจลูกหนี้ที่มีวินัยการเงินดี
ล้างหนี้นอกระบบ วงเงิน 6,000 ล้านบาท
ปลดหนี้เกษตรกรสูงวัย อายุ 70 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่จ่ายคืนเกินเงินต้นแล้ว สำหรับลูกหนี้ของ ธ.ก.ส.
สินเชื่อสร้างตัว SMEs วงเงิน 250,000 ล้านบาท โดยให้ บสย. เพิ่มการค้ำประกันเป็น 30% (จากเดิม 15%)
ปิดหนี้ไวไปต่อได้ พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปี ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายกว่า 1.3 ล้านคน
กองทุนค้ำประกัน SMEs กองทุนใหม่เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อ
ฟื้นชีวิตใหม่เกษตรกร วงเงิน 60,000-90,000 ล้านบาท โดยใช้ธนาคารรัฐและสหกรณ์กลาง
แก้หนี้ครู (Educational Pillar) วงเงิน 15,000 ล้านบาท
Banking for Thais สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 7,500 ล้านบาทต่อปี
นับคะแนน Credit Score แทนการใช้ทรัพย์สินค้ำประกัน ช่วยให้คนเข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้น
ซื้อหนี้เกษตรกร วงเงิน 20,000-80,000 ล้านบาท ผ่านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร
พักหนี้ 3 ปี สำหรับกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มเปราะบาง
นอกจากนี้ยังมีพรรครวมไทยสร้างชาติที่ชูสโลแกน "เครดิตบูโรจ่ายจบลบประวัติ" และแก้กฎหมายให้ลูกหนี้ได้รับเครดิตคืนทันทีเมื่อปิดหนี้ รวมถึงพรรคพลังประชารัฐที่มีนโยบาย "ประกันสังคมแก้หนี้" วงเงิน 4,000 ล้านบาท
ท่ามกลางนโยบายล้างหนี้ที่ดูน่าสนใจ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ออกมาเตือนถึงข้อกังวลสำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "แรงจูงใจผิด" (Moral Hazard)
ดร.สมชัย ชี้ว่า วิธีการแก้หนี้ที่ดีจะต้องทำให้คนหลีกเลี่ยงพฤติกรรมในการเป็นหนี้ แต่หลายนโยบายกลับใช้วิธีการลดหนี้ให้แบบใจดีจนเกินไป ซึ่งจะส่งผลเชิงลบต่อแรงจูงใจ ทำให้ลูกหนี้รู้สึกว่าการเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เพราะสุดท้ายรัฐบาลก็จะเข้ามาปลดหนี้ให้
"แม้การแก้ปัญหาหนี้สินจะเป็นเรื่องใหญ่และจำเป็นเร่งด่วนสำหรับเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งคือวิธีการที่ถูกต้อง"
TDRI อ้างอิงงานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ทบทวนมาตรการพักหนี้และแก้หนี้เกษตรกรกว่า 13 โครงการในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ผลการวิจัยพบข้อค้นพบที่น่าตกใจ: เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแก้หนี้หลากหลายโครงการกลับเป็นหนี้มากขึ้น ไม่ได้ลดลง
TDRI เสนอแนะว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรขยายผลมาตรการที่ทำถูกทางอยู่แล้ว เช่น:
โมเดล AMC (Asset Management Company) สำหรับบริหารจัดการหนี้เสีย
โครงการ "คลินิกแก้หนี้" ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดำเนินการต่อเนื่องมานับ 10 ปี
สิ่งสำคัญที่สุดคือ นโยบายแก้หนี้ต้องมุ่งเน้นที่การปรับพฤติกรรม ปรับทัศนคติ และเพิ่มความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ให้กับประชาชน มากกว่าการมุ่งเน้นแค่การปลดหนี้เพียงอย่างเดียว
นโยบายล้างหนี้จากเลือกตั้ง 69 มีศักยภาพสร้างผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในหลายมิติ
ทั้งในด้านบวกและลบ
กลุ่มธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน
หากนโยบายใช้วิธี "ซื้อหนี้" หรือ "บริหารหนี้" แทนการล้างหนี้โดยตรงจะช่วยลดภาระหนี้เสียของธนาคาร
ปรับปรุงอัตราส่วน NPL ทำให้งบการเงินสวยขึ้น
หุ้นกลุ่ม BBL, KBANK, SCB อาจได้ประโยชน์
กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีก
การปลดภาระหนี้เพิ่มกำลังซื้อประชาชน
กระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ
หุ้นกลุ่ม CPALL, BJC, MAKRO น่าจับตา
กลุ่มยานยนต์และสินเชื่อเช่าซื้อ
ผู้บริโภคมีความสามารถในการกู้ยืมเพิ่มขึ้น
กระตุ้นตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์
หุ้นกลุ่ม AEONTS, MTC อาจได้รับผลบวก
ความเสี่ยงด้านวินัยการเงิน
หากนโยบายสร้าง Moral Hazard ตามที่ TDRI เตือน อาจทำให้คนกู้ยืมโดยไม่คิดจะชำระ
ระบบสถาบันการเงินอาจเผชิญปัญหาซ้ำในอนาคต
ภาระงบประมาณแผ่นดิน
นโยบายที่ใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาท อาจกดดันการคลังของรัฐ
สร้างความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ
อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ
การสูบฉีดเงินเข้าระบบอาจกระตุ้นเงินเฟ้อ
ธนาคารกลางอาจต้องปรับนโยบายการเงินเพื่อควบคุม
ความไม่แน่นอนทางการเมืองกล่าวคือช่วงหาเสียงและหลังเลือกตั้ง มักมีความผันผว นักลงทุนหันมาถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง อีกทั้งความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
หากนโยบายสูบฉีดเงินจำนวนมากเข้าระบบ อาจกระตุ้นเงินเฟ้อทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อที่ดี
และอาจจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า
หากนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยเนื่องจากกังวลนโยบายการเงิน
บาทอ่อนค่าทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้น
ปัจจัยที่อาจกดดันราคาทองคำและการฟื้นตัวของกำลังซื้อ
หากนโยบายสำเร็จในการเพิ่มกำลังซื้อ ประชาชนอาจหันไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
เสถียรภาพทางการเมือง
หากรัฐบาลชุดใหม่มีเสถียรภาพ ความต้องการถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงอาจลดลง
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการใช้ประโยชน์จากความผันผวนในช่วงเลือกตั้ง 69 มีกลยุทธ์ที่น่าสนใจหลายแนวทาง:
1. กระจายความเสี่ยงด้วยพอร์ตการลงทุนที่สมดุล
จัดสรรเงินลงทุนใน 3 กลุ่มสินทรัพย์: หุ้น, ทองคำ, และตราสารหนี้
ไม่วางเดิมพันหนักในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง
2. จับตาหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายล้างหนี้
กลุ่มธนาคาร หากนโยบายช่วยลด NPL
กลุ่มค้าปลีก หากกำลังซื้อเพิ่มขึ้น
กลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ หากความสามารถในการกู้ยืมดีขึ้น
3. ถือทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต
ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนทางการเมือง
ป้องกันเงินเฟ้อหากนโยบายสูบฉีดเงินมาก
4. ติดตามข่าวสารและวิเคราะห์อย่างใกล้ชิด
ผลสำรวจความนิยมพรรคการเมือง
การประกาศนโยบายเพิ่มเติม
ปฏิกิริยาของตลาดการเงินต่อข่าวการเมือง
นโยบายล้างหนี้จากเลือกตั้ง 69 เป็นมากกว่าคำสัญญาหาเสียง แต่คือตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในอนาคต สำหรับนักลงทุน นี่คือโอกาสทองในการปรับพอร์ตการลงทุนและใช้ประโยชน์จากความผันผวนของตลาด
แต่อย่าลืมว่า การลงทุนที่ชาญฉลาดไม่ได้หมายถึงการเสี่ยงโชค แต่คือการมีข้อมูลที่ถูกต้อง วิเคราะห์อย่างรอบคอบ และเลือกพันธมิตรที่เชื่อถือได้
EBC Financial Group พร้อมเดินไปข้างคุณทุกย่างก้าวของเส้นทางการลงทุน ด้วยข้อมูลที่แม่นยำ เครื่องมือที่ทันสมัย และทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษา
เริ่มต้นการลงทุนอย่างมืออาชีพวันนี้ เพราะโอกาสดีๆ ไม่รอใคร!
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ