เจาะนโยบายล้างหนี้เลือกตั้ง 69: หุ้นกลุ่มไหนจะรุ่ง ทองคำจะพุ่งหรือร่วง?
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

เจาะนโยบายล้างหนี้เลือกตั้ง 69: หุ้นกลุ่มไหนจะรุ่ง ทองคำจะพุ่งหรือร่วง?

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-05

เมื่อวันเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569 ใกล้เข้ามา ประเด็น "หนี้สิน" กลายเป็นอาวุธสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองต่างนำมาใช้ดึงดูดใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ท่ามกลางวิกฤตหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึงเพดาน และกำลังซื้อของประชาชนที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง นโยบายล้างหนี้และแก้หนี้จึงไม่ใช่เพียงคำสัญญาหาเสียง แต่อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะตลาดหุ้นและทองคำที่นักลงทุนให้ความสนใจ


สำหรับนักลงทุนและผู้ที่ติดตามตลาดการเงิน การทำความเข้าใจนโยบายเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่คือการอ่านทิศทางเศรษฐกิจและโอกาสในการลงทุนที่กำลังจะมาถึง


5 พรรคการเมืองใหญ่ กับนโยบายล้างหนี้ที่ต้องจับตา

เลือกตั้ง69

1. พรรคเพื่อไทย: ล้างหนี้ครบวงจร งบหมื่นล้าน

พรรคเพื่อไทยเสนอแพ็กเกจแก้หนี้ที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยเน้นการลดภาระหนี้ผ่านการบริหารงบประมาณและมาตรการกึ่งการคลัง มาตรการเด่นๆ ได้แก่:

  • ล้างหนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 2 แสนบาท โดยลูกหนี้จ่ายเพียง 10% ใช้เงินจากการลดเงินนำส่งกองทุน FIDF แทนงบประมาณ

  • ล้างหนี้วัยเกษียณ วงเงิน 4,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดหนี้

  • พักหนี้เกษตรกร 3 ปี วงเงิน 15,000 ล้านบาท

  • ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด วงเงิน 30,000 ล้านบาท เพื่อจูงใจลูกหนี้ที่มีวินัยการเงินดี

  • ล้างหนี้นอกระบบ วงเงิน 6,000 ล้านบาท


2. พรรคประชาชน: เน้นเกษตรกรสูงวัยและ SMEs

ปลดหนี้เกษตรกรสูงวัย อายุ 70 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่จ่ายคืนเกินเงินต้นแล้ว สำหรับลูกหนี้ของ ธ.ก.ส.

สินเชื่อสร้างตัว SMEs วงเงิน 250,000 ล้านบาท โดยให้ บสย. เพิ่มการค้ำประกันเป็น 30% (จากเดิม 15%)


3. พรรคภูมิใจไทย: พักหนี้ยาว กระตุ้นสั้น

ปิดหนี้ไวไปต่อได้ พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปี ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายกว่า 1.3 ล้านคน

กองทุนค้ำประกัน SMEs กองทุนใหม่เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อ


4. พรรคก้าวไกล (กล้าธรรม): แก้หนี้แบบบูรณาการ งบหมื่นล้าน

ฟื้นชีวิตใหม่เกษตรกร วงเงิน 60,000-90,000 ล้านบาท โดยใช้ธนาคารรัฐและสหกรณ์กลาง

แก้หนี้ครู (Educational Pillar) วงเงิน 15,000 ล้านบาท

Banking for Thais สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 7,500 ล้านบาทต่อปี


5. พรรคประชาธิปัตย์: เน้นระบบ Credit Score และซื้อหนี้เกษตรกร

นับคะแนน Credit Score แทนการใช้ทรัพย์สินค้ำประกัน ช่วยให้คนเข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้น

ซื้อหนี้เกษตรกร วงเงิน 20,000-80,000 ล้านบาท ผ่านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

พักหนี้ 3 ปี สำหรับกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มเปราะบาง


นอกจากนี้ยังมีพรรครวมไทยสร้างชาติที่ชูสโลแกน "เครดิตบูโรจ่ายจบลบประวัติ" และแก้กฎหมายให้ลูกหนี้ได้รับเครดิตคืนทันทีเมื่อปิดหนี้ รวมถึงพรรคพลังประชารัฐที่มีนโยบาย "ประกันสังคมแก้หนี้" วงเงิน 4,000 ล้านบาท


TDRI เตือนภัย: นโยบายล้างหนี้อาจทำลายวินัยการเงินของคนไทย

ท่ามกลางนโยบายล้างหนี้ที่ดูน่าสนใจ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ออกมาเตือนถึงข้อกังวลสำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "แรงจูงใจผิด" (Moral Hazard)


ปัญหาของนโยบายล้างหนี้ที่ "ใจดีเกินไป"

ดร.สมชัย ชี้ว่า วิธีการแก้หนี้ที่ดีจะต้องทำให้คนหลีกเลี่ยงพฤติกรรมในการเป็นหนี้ แต่หลายนโยบายกลับใช้วิธีการลดหนี้ให้แบบใจดีจนเกินไป ซึ่งจะส่งผลเชิงลบต่อแรงจูงใจ ทำให้ลูกหนี้รู้สึกว่าการเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เพราะสุดท้ายรัฐบาลก็จะเข้ามาปลดหนี้ให้


"แม้การแก้ปัญหาหนี้สินจะเป็นเรื่องใหญ่และจำเป็นเร่งด่วนสำหรับเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งคือวิธีการที่ถูกต้อง"


บทเรียนจากโครงการพักหนี้: เกษตรกรหนี้ท่วมมากขึ้น

TDRI อ้างอิงงานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ทบทวนมาตรการพักหนี้และแก้หนี้เกษตรกรกว่า 13 โครงการในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ผลการวิจัยพบข้อค้นพบที่น่าตกใจ: เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแก้หนี้หลากหลายโครงการกลับเป็นหนี้มากขึ้น ไม่ได้ลดลง


ทางออกที่ยั่งยืน: เน้นปรับพฤติกรรมมากกว่าปลดหนี้

TDRI เสนอแนะว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรขยายผลมาตรการที่ทำถูกทางอยู่แล้ว เช่น:

  • โมเดล AMC (Asset Management Company) สำหรับบริหารจัดการหนี้เสีย

  • โครงการ "คลินิกแก้หนี้" ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดำเนินการต่อเนื่องมานับ 10 ปี

สิ่งสำคัญที่สุดคือ นโยบายแก้หนี้ต้องมุ่งเน้นที่การปรับพฤติกรรม ปรับทัศนคติ และเพิ่มความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ให้กับประชาชน มากกว่าการมุ่งเน้นแค่การปลดหนี้เพียงอย่างเดียว


ผลกระทบต่อหุ้นไทย: โอกาสและความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

นโยบายล้างหนี้จากเลือกตั้ง 69 มีศักยภาพสร้างผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในหลายมิติ 

ทั้งในด้านบวกและลบ

ผลกระทบเชิงบวก

กลุ่มธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน

  • หากนโยบายใช้วิธี "ซื้อหนี้" หรือ "บริหารหนี้" แทนการล้างหนี้โดยตรงจะช่วยลดภาระหนี้เสียของธนาคาร

  • ปรับปรุงอัตราส่วน NPL ทำให้งบการเงินสวยขึ้น

  • หุ้นกลุ่ม BBL, KBANK, SCB อาจได้ประโยชน์


กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีก

  • การปลดภาระหนี้เพิ่มกำลังซื้อประชาชน

  • กระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ

  • หุ้นกลุ่ม CPALL, BJC, MAKRO น่าจับตา


กลุ่มยานยนต์และสินเชื่อเช่าซื้อ

  • ผู้บริโภคมีความสามารถในการกู้ยืมเพิ่มขึ้น

  • กระตุ้นตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์

  • หุ้นกลุ่ม AEONTS, MTC อาจได้รับผลบวก


ผลกระทบเชิงลบ

ความเสี่ยงด้านวินัยการเงิน

  • หากนโยบายสร้าง Moral Hazard ตามที่ TDRI เตือน อาจทำให้คนกู้ยืมโดยไม่คิดจะชำระ

  • ระบบสถาบันการเงินอาจเผชิญปัญหาซ้ำในอนาคต


ภาระงบประมาณแผ่นดิน

  • นโยบายที่ใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาท อาจกดดันการคลังของรัฐ

  • สร้างความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ


อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ

  • การสูบฉีดเงินเข้าระบบอาจกระตุ้นเงินเฟ้อ

  • ธนาคารกลางอาจต้องปรับนโยบายการเงินเพื่อควบคุม


ราคาทองคำไทย: Safe Haven ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง

ปัจจัยที่ผลักดันราคาทองคำขึ้น

ความไม่แน่นอนทางการเมืองกล่าวคือช่วงหาเสียงและหลังเลือกตั้ง มักมีความผันผว นักลงทุนหันมาถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง อีกทั้งความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ


หากนโยบายสูบฉีดเงินจำนวนมากเข้าระบบ อาจกระตุ้นเงินเฟ้อทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อที่ดี

และอาจจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า


หากนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยเนื่องจากกังวลนโยบายการเงิน

บาทอ่อนค่าทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้น

ปัจจัยที่อาจกดดันราคาทองคำและการฟื้นตัวของกำลังซื้อ


หากนโยบายสำเร็จในการเพิ่มกำลังซื้อ ประชาชนอาจหันไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

เสถียรภาพทางการเมือง


หากรัฐบาลชุดใหม่มีเสถียรภาพ ความต้องการถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงอาจลดลง


กลยุทธ์การลงทุนช่วงเลือกตั้ง 69: โอกาสที่นักลงทุนไม่ควรพลาด

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการใช้ประโยชน์จากความผันผวนในช่วงเลือกตั้ง 69 มีกลยุทธ์ที่น่าสนใจหลายแนวทาง:


1. กระจายความเสี่ยงด้วยพอร์ตการลงทุนที่สมดุล

  • จัดสรรเงินลงทุนใน 3 กลุ่มสินทรัพย์: หุ้น, ทองคำ, และตราสารหนี้

  • ไม่วางเดิมพันหนักในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง


2. จับตาหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายล้างหนี้

  • กลุ่มธนาคาร หากนโยบายช่วยลด NPL

  • กลุ่มค้าปลีก หากกำลังซื้อเพิ่มขึ้น

  • กลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ หากความสามารถในการกู้ยืมดีขึ้น


3. ถือทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต

  • ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนทางการเมือง

  • ป้องกันเงินเฟ้อหากนโยบายสูบฉีดเงินมาก


4. ติดตามข่าวสารและวิเคราะห์อย่างใกล้ชิด

  • ผลสำรวจความนิยมพรรคการเมือง

  • การประกาศนโยบายเพิ่มเติม

  • ปฏิกิริยาของตลาดการเงินต่อข่าวการเมือง


สรุป: เลือกตั้ง 69 กับอนาคตการลงทุนของคุณ

นโยบายล้างหนี้จากเลือกตั้ง 69 เป็นมากกว่าคำสัญญาหาเสียง แต่คือตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในอนาคต สำหรับนักลงทุน นี่คือโอกาสทองในการปรับพอร์ตการลงทุนและใช้ประโยชน์จากความผันผวนของตลาด


แต่อย่าลืมว่า การลงทุนที่ชาญฉลาดไม่ได้หมายถึงการเสี่ยงโชค แต่คือการมีข้อมูลที่ถูกต้อง วิเคราะห์อย่างรอบคอบ และเลือกพันธมิตรที่เชื่อถือได้


EBC Financial Group พร้อมเดินไปข้างคุณทุกย่างก้าวของเส้นทางการลงทุน ด้วยข้อมูลที่แม่นยำ เครื่องมือที่ทันสมัย และทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษา


เริ่มต้นการลงทุนอย่างมืออาชีพวันนี้ เพราะโอกาสดีๆ ไม่รอใคร!


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
ทำไมตลาดหุ้นถึงร่วงลงวันนี้? มาตรการภาษีของทรัมป์สร้างความตกใจ
VFIAX กับ VOO: อัตราส่วนค่าใช้จ่าย ภาษี และผลตอบแทน
FOREX คืออะไร? เข้าใจง่ายแบบมือใหม่: คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2026
ลงทุนหุ้น New Economy: โอกาสใหม่นอกเหนือจากหุ้นใหญ่แบบเดิม
สรุปครบจบที่นี่: ดาวโจนส์ คืออะไร? คู่มือเริ่มลงทุนฉบับมือใหม่ พร้อมเปรียบเทียบ กองทุน vs เทรดเอง แบบไหนคุ้มกว่า