เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-06
ตลาดหุ้นเริ่มต้นปี 2026 ด้วยสัญญาณที่ชัดเจนว่า นักลงทุนยังคงเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อการเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปัจจัยเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ความต้องการชิปที่แข็งแกร่งขึ้น และความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น เมื่อวันจันทร์ที่ 5 มกราคม 2026 ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ ขณะที่นักลงทุนพิจารณาข่าวสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์
สถิติที่โดดเด่นที่สุดนั้นปรากฏให้เห็นในสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ระดับสูงสุดตลอดกาล และดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ก็ทำสถิติสูงสุดอีกครั้งเนื่องจากนักลงทุนต่างชาติแห่กันเข้ามาซื้อ
สถานการณ์ในญี่ปุ่นแตกต่างออกไปเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี ดัชนี TOPIX ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและเคลื่อนตัวกลับไปสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายปี 2025 โดยมีหุ้นกลุ่มชิปและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นตัวขับเคลื่อน
| ดัชนี | ราคาปิด | ระดับราคา | ประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญ |
|---|---|---|---|
| Dow Jones | ราคาปิด 48,977.18 (5 ม.ค.) | ปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ | ภาคการเงินและพลังงานเป็นผู้นำ ส่วนภาคกลาโหมก็แข็งแกร่งเช่นกัน |
| KOSPI | ราคาปิด 4,457.52 (5 ม.ค.) | ปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ | เงินทุนต่างชาติไหลเข้าอย่างชัดเจน ความเชื่อมั่นต่อวัฏจักรชิปเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก |
| TOPIX | ราคาปิด 3,477.52 (5 ม.ค.) | ปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ | ตลาดญี่ปุ่นแข็งแกร่งในวงกว้าง กลุ่มชิปและ AI หนุนทั้งตลาด |
| Nikkei 225 | ราคาปิด 51,832.80 (5 ม.ค.) | ใกล้โซนจุดสูงสุดเดิม | ลดลงประมาณ 1.1% จาก จุดสูงสุดที่ 52,411.34 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2025 (คำนวณจากราคาปิด) |
ประโยคสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ: นี่ไม่ใช่การปรับตัวขึ้นแคบๆ ที่ขับเคลื่อนโดยปัจจัยหลักเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเคลื่อนไหว "เสี่ยงมากขึ้น" ในวงกว้างที่ดึงดูดหุ้นกลุ่มชิป ธนาคาร พลังงาน และผู้ส่งออกเข้ามาพร้อมๆ กัน

การเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้นญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 5 มกราคมนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากไม่ได้เกี่ยวข้องกับหุ้นเพียงตัวเดียว
ดัชนี Nikkei ปิดที่ 51,832.80 จุด เพิ่มขึ้น 2.96% ในวันนี้
ดัชนี TOPIX ปิดที่ 3,477.52 ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาด
นั่นหมายความว่า: เมื่อดัชนี TOPIX ทำสถิติสูงสุดใหม่ มันบ่งชี้ว่าการปรับตัวขึ้นไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในหุ้นขนาดใหญ่เท่านั้น แต่มีหลายภาคส่วนเข้าร่วมด้วย และนั่นมักทำให้การปรับตัวลงไม่รุนแรงมากนัก
ปัจจัยกระตุ้นเฉพาะในญี่ปุ่นที่นักลงทุนจับตามอง
ความต้องการอุปกรณ์ผลิตชิปและชื่อห่วงโซ่อุปทาน AI ยังคงมีต่อเนื่อง
มีหลักฐานบ่งชี้ว่าภาคการผลิตของญี่ปุ่นกำลังทรงตัวหลังจากช่วงที่อ่อนแอ ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่าช่วยหนุนความเชื่อมั่นของตลาด
ความอ่อนไหวต่ออัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากผู้ส่งออกมักตอบสนองต่ออัตราแลกเปลี่ยนมากพอๆ กับรายได้

การปิดตลาดที่ทำสถิติสูงสุดของดัชนี Dow Jones ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ข้อมูลแสดงให้เห็นว่านักลงทุนกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่กลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากทั้งความคาดหวังด้านนโยบายและวัฏจักรเศรษฐกิจ
เพื่อเป็นข้อมูลประกอบ ดัชนี Dow Jones ปิดที่ 48,977.18 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดในช่วงการซื้อขายของสหรัฐฯ
แรงหนุนของการปรับขึ้นรอบนี้มาจาก:
กลุ่มการเงิน ได้รับแรงสนับสนุนจากความคาดหวังต่อผลประกอบการ และการหมุนเงินลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เริ่มมีความแออัดในการถือครอง
กลุ่มพลังงาน ได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ของตลาดเกี่ยวกับโอกาสการลงทุนในอนาคตที่เชื่อมโยงกับประเด็นข่าวของเวเนซุเอลา แม้ว่าเรื่องราวของราคาน้ำมันเองจะยังคงมีความซับซ้อนและไม่ชัดเจน
ตรวจสอบความเป็นจริงด้านมูลค่า
อัตราส่วนราคาต่อรายได้ (Price-to-Sales Ratio) ของดัชนี S&P 500 อยู่ที่ระดับ 3.30 ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ และเป็นเครื่องเตือนใจอย่างชัดเจนว่าตลาดอยู่ในระดับราคาที่แพง
แม้ว่าการประเมินมูลค่าโดยทั่วไปแทบไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ตลาดกระทิงสิ้นสุดลงด้วยตัวเอง แต่ระดับมูลค่าที่สูงเช่นนี้ทำให้ราคาหุ้นมีความอ่อนไหวต่อความประหลาดใจ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านอัตราดอกเบี้ย ผลประกอบการ หรือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

เกาหลีใต้ส่งสัญญาณกระตุ้นการลงทุนที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในสัปดาห์นี้ โดยดัชนี KOSPI ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ควบคู่กับการซื้อจากนักลงทุนต่างชาติอย่างแข็งแกร่ง
เมื่อวันที่ 5 มกราคม ดัชนี KOSPI ปิดที่ 4,457.52 เพิ่มขึ้น 3.43% ในวันนั้น โดยส่วนใหญ่มาจากเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ
ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีระบุว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิ 2.17 ล้านล้านวอน (ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตามรายงานของ Korea JoongAng Daily
ทำไมการเคลื่อนไหวของ KOSPI จึงดูรุนแรงนัก
ตลาดยอมรับอย่างชัดเจน ว่าวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังคงดำเนินอยู่
นักลงทุนเข้าจัดพอร์ตล่วงหน้า เพื่อรอรับสัญญาณสำคัญจากผลประกอบการของกลุ่มชิป
ความต้องการรับความเสี่ยง (Risk Appetite) อยู่ในระดับสูงมาก จนทำให้เทรดเดอร์มองข้ามปัจจัยรบกวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ไปเป็นส่วนใหญ่

โดยปกติแล้ว เหตุการณ์ความไม่ลงรอยทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่จะทำให้นักลงทุนหันไปถือเงินสดและสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม แต่ในครั้งนี้ ตลาดหุ้นกลับมีปฏิกิริยาแตกต่างออกไป การที่สหรัฐฯ จับกุมผู้นำเวเนซุเอลาได้กระตุ้นให้เกิดการโยกย้ายเงินทุนอย่างรวดเร็วไปยังกลุ่มพลังงานและกลุ่มป้องกันประเทศ ในขณะที่ตลาดโดยรวมยังคงทรงตัว สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ว่าเหตุการณ์นี้ไม่น่าจะบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและไม่มีทีท่าว่าจะจบลง
นี่คือการตอบสนองตาม “เช็คลิสต์ความเสี่ยง” แบบคลาสสิก นักเทรดตั้งคำถามสามข้ออย่างรวดเร็ว:
การกระตุ้นราคาน้ำมันครั้งนี้จะสูงพอจนกระทบการเติบโตหรือไม่?
เหตุการณ์นี้จะทำให้สภาพการเงินตึงตัวอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่?
จะลากสหรัฐฯ เข้าไปในความขัดแย้งระยะยาวหรือไม่?
คำตอบแรกของตลาดคือ “ไม่” ซึ่งช่วยให้แรงซื้อช่วงราคาต่ำยังคงอยู่และเปิดทางให้การปรับขึ้นกระจายไปในหลายกลุ่มหุ้น
การปรับขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ แต่แพร่กระจายไปตามหลายโซนเวลา
ที่โตเกียว การปรับตัวขึ้นของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ ชิปและ AI หลังจากความแข็งแกร่งของหุ้นชิปสหรัฐฯ ช่วยหนุนหุ้นญี่ปุ่นโดยรวม
ที่โซล นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นราวกับว่าวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังมีโอกาสเติบโตต่อไป ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นก่อนการรายงานผลประกอบการสำคัญของกลุ่มนี้
นี่คือความเปลี่ยนแปลงสำคัญเมื่อเทียบกับแรลลี่หลายครั้งที่ผ่านมา: “ธีม AI” ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหุ้นเทคโนโลยีบางกลุ่มอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและเงินทุนของบริษัท (Capex) ซึ่งกระจายไปยังกลุ่มสาธารณูปโภค อุตสาหกรรม และกลุ่มสินเชื่อ ทำให้มีนักลงทุนเข้าร่วมมากขึ้น
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นแสดงแนวโน้มคล้ายกันอย่างต่อเนื่อง: ค่าเงินเยนที่อ่อนค่ามักเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกขนาดใหญ่ เนื่องจากรายได้จากต่างประเทศเมื่อแปลงเป็นเงิยเยนจะมีมูลค่ามากขึ้น
ตัวอย่างเช่น ช่วงปลายปี 2025 ความแข็งแกร่งของตลาดญี่ปุ่นเชื่อมโยงกับค่าเงินเยนอ่อน และแรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยี
ล่าสุด ค่าเงินเยนถูกขายออกหลังการเคลื่อนไหวของธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) แสดงให้เห็นว่า ราคาค่าเงินสามารถเสริมแรงโมเมนตัมของหุ้นได้อย่างรวดเร็ว
ตลาดเกาหลีใต้ก็มีช่องทางค่าเงินของตัวเอง ค่าเงินวอนที่แข็งค่ามีประโยชน์ต่อผู้ส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกกำลังเข้าสู่วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และหน่วยความจำ (Memory) ใหม่
หนึ่งในเหตุผลที่ดัชนีทำจุดสูงสุดต่อเนื่อง คือ การหมุนตัวของกลุ่มผู้นำตลาด
ที่วอลล์สตรีท การปิดตลาดสูงสุดของ Dow ได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของกลุ่มการเงินและพลังงาน ขณะที่หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศก็แข็งแรงขึ้นหลังจากแรงกระแทกด้านภูมิรัฐศาสตร์ช่วงสุดสัปดาห์
สิ่งนี้สำคัญเพราะช่วยลดความพึ่งพิงของตลาดต่อธีมการลงทุนแออัดเพียงกลุ่มเดียว การปรับขึ้นจะยั่งยืนมากขึ้นเมื่อสามารถเปลี่ยนกลุ่มผู้นำจากสัปดาห์ต่อสัปดาห์โดยไม่ล่มลง
ในปี 2026 นักลงทุนอาจมุ่งเน้นไปที่การหามูลค่า (Value Hunting) ให้มากขึ้น โดยเลือกลงทุนในกลุ่มที่ถูกประเมินต่ำ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับ ฟองสบู่ AI เพิ่มขึ้น
การเคลื่อนไหวของราคาส่วนใหญ่ในเดือนมกราคมไม่ได้เกิดจากข้อมูลใหม่ แต่เกิดจากการจัดพอร์ตใหม่ของนักลงทุน
ความกลัวตกรถ (FOMO) สามารถต่อยอดแนวโน้มล่าสุด โดยเฉพาะเมื่อผู้ลงทุนรู้สึกว่าต้องไล่ตามตลาดที่ไม่หยุดปรับขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่การ Breakout มักเกิดขึ้นในช่วงต้นปี ผู้จัดการพอร์ตต้องการมีการถือครองในพอร์ต และไม่มีใครอยากอธิบายต่อลูกค้าว่าทำไมถึงลงทุนต่ำกว่าความเหมาะสม ในขณะที่ดัชนีปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่
| ดัชนี | แนวต้าน | แนวรับ | ทำไมระดับเหล่านี้จึงมีความสำคัญ |
|---|---|---|---|
| Nikkei 225 | 52,000 - 52,411 | 50,300 - 50,000 | ระดับ 52,000 เป็นตัวเลขกลมที่ดึงดูดแรงซื้อขาย ขณะที่ 52,411 คือราคาปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อ ต.ค. 2025 |
| TOPIX | โซน 3,478-3,486 | 3,400 | ระดับราคาปิดทำสถิติสูงสุดมักถูกทดสอบซ้ำ ขณะที่ 3,400 เป็นระดับจิตวิทยาที่ชัดเจน |
| Dow Jones | โซน 49,000 | 48,380 จากนั้น 48,000 | 49,000 เป็นตัวเลขกลมระดับถัดไป ส่วน 48,380 คือราคาปิดวันที่ 2 ม.ค. ก่อนการทำจุดสูงสุดใหม่ |
| KOSPI | โซน 4,460-4,500 | 4,300 | 4,300 เป็นโซนเบรกเอาต์สำคัญช่วงต้นปี 2026 ขณะที่ 4,500 กลายเป็นเป้าหมายเชิงจิตวิทยาถัดไป |
ระดับเหล่านี้เป็นระดับใช้งานจริงสำหรับเทรดเดอร์ ซึ่งถูกกำหนดจาก ราคาปิดล่าสุด จุดสูงสุดใหม่ และตัวเลขกลมสำคัญ ที่มักมีผลต่อการวางตำแหน่งการลงทุน
ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ (9 มกราคม 2026)
บทบาทผู้นำของ Fed และความเสี่ยงด้านภาษี
ผลประกอบการเซมิคอนดักเตอร์ในเอเชียบ่งชี้ถึงผลประกอบการของบริษัท
ภูมิรัฐศาสตร์เคลื่อนไหวในภาคส่วนการป้อนอาหาร
ไม่ใช่ Nikkei ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและกลับเข้าใกล้ โซนจุดสูงสุดปลายปี 2025 ขณะที่ดัชนี TOPIX ปิดทำจุดสูงสุดใหม่ ราคาปิดสูงสุดก่อนหน้านี้ของ Nikkei อยู่ที่ 52,411.34 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2025
ดัชนี Dow Jones ปรับตัวสูงขึ้นจากการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของกลุ่มการเงินและพลังงาน ควบคู่ไปกับความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
การซื้อจากต่างประเทศและกระแสความนิยมในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนตลาด โดยยอดซื้อสุทธิจากต่างประเทศ ณ วันที่ 5 มกราคม อยู่ที่ประมาณ 2.17 ล้านล้านวอน (ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาในเชิงลบ การเปลี่ยนแปลงความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ผลประกอบการที่น่าผิดหวังจากภาคปัญญาประดิษฐ์ หรือมาตรการภาษีและนโยบายต่างๆ ล้วนอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นได้
โดยสรุป การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นครั้งนี้โดดเด่นเนื่องจากมีการทำสถิติสูงสุดใหม่พร้อมกันในหลายภูมิภาค ในสหรัฐอเมริกา กลุ่มการเงินและพลังงานช่วยหนุนดัชนี Dow Jones เกาหลีใต้ได้รับแรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศและความเชื่อมั่นในตลาดชิป และญี่ปุ่นแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในวงกว้าง โดยดัชนี TOPIX ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ปัจจัยสนับสนุนนั้นชัดเจน ได้แก่ ความคาดหวังอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ความต้องการด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง และการวางตำแหน่งทางการตลาดที่ดีในช่วงปีใหม่
ความเสี่ยงก็ชัดเจนเช่นกัน ได้แก่ การประเมินมูลค่าที่สูงเกินจริง ความไม่แน่นอนด้านภาษีและนโยบาย และความเป็นไปได้ที่ข้อมูลการเติบโตที่จะออกมาจะน่าผิดหวัง
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ