ดัชนี Dow Jones, KOSPI และ TOPIX แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์: ทำไมตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

ดัชนี Dow Jones, KOSPI และ TOPIX แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์: ทำไมตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น

ผู้เขียน: Rylan Chase

เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-06

ตลาดหุ้นเริ่มต้นปี 2026 ด้วยสัญญาณที่ชัดเจนว่า นักลงทุนยังคงเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อการเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปัจจัยเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ความต้องการชิปที่แข็งแกร่งขึ้น และความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น เมื่อวันจันทร์ที่ 5 มกราคม 2026 ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ ขณะที่นักลงทุนพิจารณาข่าวสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์


สถิติที่โดดเด่นที่สุดนั้นปรากฏให้เห็นในสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ระดับสูงสุดตลอดกาล และดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ก็ทำสถิติสูงสุดอีกครั้งเนื่องจากนักลงทุนต่างชาติแห่กันเข้ามาซื้อ


สถานการณ์ในญี่ปุ่นแตกต่างออกไปเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี ดัชนี TOPIX ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและเคลื่อนตัวกลับไปสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายปี 2025 โดยมีหุ้นกลุ่มชิปและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นตัวขับเคลื่อน


ภาพรวมตลาด: ดัชนีต่างๆ ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล

ดัชนี ราคาปิด ระดับราคา ประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญ
Dow Jones ราคาปิด 48,977.18 (5 ม.ค.) ปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ภาคการเงินและพลังงานเป็นผู้นำ ส่วนภาคกลาโหมก็แข็งแกร่งเช่นกัน
KOSPI ราคาปิด 4,457.52 (5 ม.ค.) ปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เงินทุนต่างชาติไหลเข้าอย่างชัดเจน ความเชื่อมั่นต่อวัฏจักรชิปเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
TOPIX ราคาปิด 3,477.52 (5 ม.ค.) ปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตลาดญี่ปุ่นแข็งแกร่งในวงกว้าง กลุ่มชิปและ AI หนุนทั้งตลาด
Nikkei 225 ราคาปิด 51,832.80 (5 ม.ค.) ใกล้โซนจุดสูงสุดเดิม ลดลงประมาณ 1.1% จาก จุดสูงสุดที่ 52,411.34 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2025 (คำนวณจากราคาปิด)


ประโยคสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ: นี่ไม่ใช่การปรับตัวขึ้นแคบๆ ที่ขับเคลื่อนโดยปัจจัยหลักเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเคลื่อนไหว "เสี่ยงมากขึ้น" ในวงกว้างที่ดึงดูดหุ้นกลุ่มชิป ธนาคาร พลังงาน และผู้ส่งออกเข้ามาพร้อมๆ กัน


ตลาดญี่ปุ่น

TOPIX Record Highs

การเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้นญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 5 มกราคมนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากไม่ได้เกี่ยวข้องกับหุ้นเพียงตัวเดียว


  • ดัชนี Nikkei ปิดที่ 51,832.80 จุด เพิ่มขึ้น 2.96% ในวันนี้

  • ดัชนี TOPIX ปิดที่ 3,477.52 ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาด


นั่นหมายความว่า: เมื่อดัชนี TOPIX ทำสถิติสูงสุดใหม่ มันบ่งชี้ว่าการปรับตัวขึ้นไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในหุ้นขนาดใหญ่เท่านั้น แต่มีหลายภาคส่วนเข้าร่วมด้วย และนั่นมักทำให้การปรับตัวลงไม่รุนแรงมากนัก


ปัจจัยกระตุ้นเฉพาะในญี่ปุ่นที่นักลงทุนจับตามอง

  1. ความต้องการอุปกรณ์ผลิตชิปและชื่อห่วงโซ่อุปทาน AI ยังคงมีต่อเนื่อง

  2. มีหลักฐานบ่งชี้ว่าภาคการผลิตของญี่ปุ่นกำลังทรงตัวหลังจากช่วงที่อ่อนแอ ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่าช่วยหนุนความเชื่อมั่นของตลาด

  3. ความอ่อนไหวต่ออัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากผู้ส่งออกมักตอบสนองต่ออัตราแลกเปลี่ยนมากพอๆ กับรายได้


ตลาดสหรัฐ

Dow Record Highs

การปิดตลาดที่ทำสถิติสูงสุดของดัชนี Dow Jones ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ข้อมูลแสดงให้เห็นว่านักลงทุนกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่กลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากทั้งความคาดหวังด้านนโยบายและวัฏจักรเศรษฐกิจ


เพื่อเป็นข้อมูลประกอบ ดัชนี Dow Jones ปิดที่ 48,977.18 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน


ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดในช่วงการซื้อขายของสหรัฐฯ

แรงหนุนของการปรับขึ้นรอบนี้มาจาก:

  • กลุ่มการเงิน ได้รับแรงสนับสนุนจากความคาดหวังต่อผลประกอบการ และการหมุนเงินลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เริ่มมีความแออัดในการถือครอง

  • กลุ่มพลังงาน ได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ของตลาดเกี่ยวกับโอกาสการลงทุนในอนาคตที่เชื่อมโยงกับประเด็นข่าวของเวเนซุเอลา แม้ว่าเรื่องราวของราคาน้ำมันเองจะยังคงมีความซับซ้อนและไม่ชัดเจน


ตรวจสอบความเป็นจริงด้านมูลค่า

อัตราส่วนราคาต่อรายได้ (Price-to-Sales Ratio) ของดัชนี S&P 500 อยู่ที่ระดับ 3.30 ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ และเป็นเครื่องเตือนใจอย่างชัดเจนว่าตลาดอยู่ในระดับราคาที่แพง


แม้ว่าการประเมินมูลค่าโดยทั่วไปแทบไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ตลาดกระทิงสิ้นสุดลงด้วยตัวเอง แต่ระดับมูลค่าที่สูงเช่นนี้ทำให้ราคาหุ้นมีความอ่อนไหวต่อความประหลาดใจ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านอัตราดอกเบี้ย ผลประกอบการ หรือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์


ตลาดเกาหลีใต้

KOSPI Record Highs

เกาหลีใต้ส่งสัญญาณกระตุ้นการลงทุนที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในสัปดาห์นี้ โดยดัชนี KOSPI ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ควบคู่กับการซื้อจากนักลงทุนต่างชาติอย่างแข็งแกร่ง


เมื่อวันที่ 5 มกราคม ดัชนี KOSPI ปิดที่ 4,457.52 เพิ่มขึ้น 3.43% ในวันนั้น โดยส่วนใหญ่มาจากเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ


ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีระบุว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิ 2.17 ล้านล้านวอน (ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตามรายงานของ Korea JoongAng Daily


ทำไมการเคลื่อนไหวของ KOSPI จึงดูรุนแรงนัก

  1. ตลาดยอมรับอย่างชัดเจน ว่าวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังคงดำเนินอยู่

  2. นักลงทุนเข้าจัดพอร์ตล่วงหน้า เพื่อรอรับสัญญาณสำคัญจากผลประกอบการของกลุ่มชิป

  3. ความต้องการรับความเสี่ยง (Risk Appetite) อยู่ในระดับสูงมาก จนทำให้เทรดเดอร์มองข้ามปัจจัยรบกวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ไปเป็นส่วนใหญ่


5 ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นในขณะนี้

Dow, KOSPI, TOPIX Hit Record Highs

1) วิกฤตการณ์ในเวเนซุเอลาถูกมองว่าเป็น "โอกาสด้านพลังงาน" ไม่ใช่ความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย

โดยปกติแล้ว เหตุการณ์ความไม่ลงรอยทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่จะทำให้นักลงทุนหันไปถือเงินสดและสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม แต่ในครั้งนี้ ตลาดหุ้นกลับมีปฏิกิริยาแตกต่างออกไป การที่สหรัฐฯ จับกุมผู้นำเวเนซุเอลาได้กระตุ้นให้เกิดการโยกย้ายเงินทุนอย่างรวดเร็วไปยังกลุ่มพลังงานและกลุ่มป้องกันประเทศ ในขณะที่ตลาดโดยรวมยังคงทรงตัว สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ว่าเหตุการณ์นี้ไม่น่าจะบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและไม่มีทีท่าว่าจะจบลง


นี่คือการตอบสนองตาม “เช็คลิสต์ความเสี่ยง” แบบคลาสสิก นักเทรดตั้งคำถามสามข้ออย่างรวดเร็ว:

  • การกระตุ้นราคาน้ำมันครั้งนี้จะสูงพอจนกระทบการเติบโตหรือไม่?

  • เหตุการณ์นี้จะทำให้สภาพการเงินตึงตัวอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่?

  • จะลากสหรัฐฯ เข้าไปในความขัดแย้งระยะยาวหรือไม่?


คำตอบแรกของตลาดคือ “ไม่” ซึ่งช่วยให้แรงซื้อช่วงราคาต่ำยังคงอยู่และเปิดทางให้การปรับขึ้นกระจายไปในหลายกลุ่มหุ้น


2) การใช้จ่ายด้านชิปและ AI ยังคงดึงดัชนีโลกขึ้นต่อเนื่อง

การปรับขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ แต่แพร่กระจายไปตามหลายโซนเวลา


ที่โตเกียว การปรับตัวขึ้นของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ ชิปและ AI หลังจากความแข็งแกร่งของหุ้นชิปสหรัฐฯ ช่วยหนุนหุ้นญี่ปุ่นโดยรวม


ที่โซล นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นราวกับว่าวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังมีโอกาสเติบโตต่อไป ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นก่อนการรายงานผลประกอบการสำคัญของกลุ่มนี้


นี่คือความเปลี่ยนแปลงสำคัญเมื่อเทียบกับแรลลี่หลายครั้งที่ผ่านมา: “ธีม AI” ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหุ้นเทคโนโลยีบางกลุ่มอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและเงินทุนของบริษัท (Capex) ซึ่งกระจายไปยังกลุ่มสาธารณูปโภค อุตสาหกรรม และกลุ่มสินเชื่อ ทำให้มีนักลงทุนเข้าร่วมมากขึ้น


3) การเคลื่อนไหวของค่าเงินช่วยหนุนผู้ส่งออกในเอเชีย

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นแสดงแนวโน้มคล้ายกันอย่างต่อเนื่อง: ค่าเงินเยนที่อ่อนค่ามักเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกขนาดใหญ่ เนื่องจากรายได้จากต่างประเทศเมื่อแปลงเป็นเงิยเยนจะมีมูลค่ามากขึ้น


ตัวอย่างเช่น ช่วงปลายปี 2025 ความแข็งแกร่งของตลาดญี่ปุ่นเชื่อมโยงกับค่าเงินเยนอ่อน และแรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยี


ล่าสุด ค่าเงินเยนถูกขายออกหลังการเคลื่อนไหวของธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) แสดงให้เห็นว่า ราคาค่าเงินสามารถเสริมแรงโมเมนตัมของหุ้นได้อย่างรวดเร็ว


ตลาดเกาหลีใต้ก็มีช่องทางค่าเงินของตัวเอง ค่าเงินวอนที่แข็งค่ามีประโยชน์ต่อผู้ส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกกำลังเข้าสู่วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และหน่วยความจำ (Memory) ใหม่


4) การหมุนของกลุ่มอุตสาหกรรมเกิดขึ้นจริง และช่วยหนุนการปรับขึ้นของตลาด

หนึ่งในเหตุผลที่ดัชนีทำจุดสูงสุดต่อเนื่อง คือ การหมุนตัวของกลุ่มผู้นำตลาด


ที่วอลล์สตรีท การปิดตลาดสูงสุดของ Dow ได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของกลุ่มการเงินและพลังงาน ขณะที่หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศก็แข็งแรงขึ้นหลังจากแรงกระแทกด้านภูมิรัฐศาสตร์ช่วงสุดสัปดาห์


สิ่งนี้สำคัญเพราะช่วยลดความพึ่งพิงของตลาดต่อธีมการลงทุนแออัดเพียงกลุ่มเดียว การปรับขึ้นจะยั่งยืนมากขึ้นเมื่อสามารถเปลี่ยนกลุ่มผู้นำจากสัปดาห์ต่อสัปดาห์โดยไม่ล่มลง


ในปี 2026 นักลงทุนอาจมุ่งเน้นไปที่การหามูลค่า (Value Hunting) ให้มากขึ้น โดยเลือกลงทุนในกลุ่มที่ถูกประเมินต่ำ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับ ฟองสบู่ AI เพิ่มขึ้น


5) การจัดพอร์ตช่วงปีใหม่และความกลัวตกรถ ยังคงกำหนดทิศทางราคาหุ้น

การเคลื่อนไหวของราคาส่วนใหญ่ในเดือนมกราคมไม่ได้เกิดจากข้อมูลใหม่ แต่เกิดจากการจัดพอร์ตใหม่ของนักลงทุน


ความกลัวตกรถ (FOMO) สามารถต่อยอดแนวโน้มล่าสุด โดยเฉพาะเมื่อผู้ลงทุนรู้สึกว่าต้องไล่ตามตลาดที่ไม่หยุดปรับขึ้น


นี่จึงเป็นเหตุผลที่การ Breakout มักเกิดขึ้นในช่วงต้นปี ผู้จัดการพอร์ตต้องการมีการถือครองในพอร์ต และไม่มีใครอยากอธิบายต่อลูกค้าว่าทำไมถึงลงทุนต่ำกว่าความเหมาะสม ในขณะที่ดัชนีปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่


ระดับทางเทคนิคที่เทรดเดอร์ควรจับตาในสัปดาห์นี้

ดัชนี แนวต้าน แนวรับ ทำไมระดับเหล่านี้จึงมีความสำคัญ
Nikkei 225 52,000 - 52,411 50,300 - 50,000 ระดับ 52,000 เป็นตัวเลขกลมที่ดึงดูดแรงซื้อขาย ขณะที่ 52,411 คือราคาปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อ ต.ค. 2025
TOPIX โซน 3,478-3,486 3,400 ระดับราคาปิดทำสถิติสูงสุดมักถูกทดสอบซ้ำ ขณะที่ 3,400 เป็นระดับจิตวิทยาที่ชัดเจน
Dow Jones โซน 49,000 48,380 จากนั้น 48,000 49,000 เป็นตัวเลขกลมระดับถัดไป ส่วน 48,380 คือราคาปิดวันที่ 2 ม.ค. ก่อนการทำจุดสูงสุดใหม่
KOSPI โซน 4,460-4,500 4,300 4,300 เป็นโซนเบรกเอาต์สำคัญช่วงต้นปี 2026 ขณะที่ 4,500 กลายเป็นเป้าหมายเชิงจิตวิทยาถัดไป


ระดับเหล่านี้เป็นระดับใช้งานจริงสำหรับเทรดเดอร์ ซึ่งถูกกำหนดจาก ราคาปิดล่าสุด จุดสูงสุดใหม่ และตัวเลขกลมสำคัญ ที่มักมีผลต่อการวางตำแหน่งการลงทุน


สัญญาณสำคัญที่ต้องจับตาในช่วง 7-10 วันข้างหน้า

  1. ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ (9 มกราคม 2026)

  2. บทบาทผู้นำของ Fed และความเสี่ยงด้านภาษี

  3. ผลประกอบการเซมิคอนดักเตอร์ในเอเชียบ่งชี้ถึงผลประกอบการของบริษัท

  4. ภูมิรัฐศาสตร์เคลื่อนไหวในภาคส่วนการป้อนอาหาร


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ดัชนี Nikkei 225 ทำจุดสูงสุดใหม่จริงหรือไม่?

ไม่ใช่ Nikkei ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและกลับเข้าใกล้ โซนจุดสูงสุดปลายปี 2025 ขณะที่ดัชนี TOPIX ปิดทำจุดสูงสุดใหม่ ราคาปิดสูงสุดก่อนหน้านี้ของ Nikkei อยู่ที่ 52,411.34 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2025


2. ทำไมดัชนี Dow Jones จึงปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์?

ดัชนี Dow Jones ปรับตัวสูงขึ้นจากการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของกลุ่มการเงินและพลังงาน ควบคู่ไปกับความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มขึ้น


3. อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ดัชนี KOSPI ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์?

การซื้อจากต่างประเทศและกระแสความนิยมในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนตลาด โดยยอดซื้อสุทธิจากต่างประเทศ ณ วันที่ 5 มกราคม อยู่ที่ประมาณ 2.17 ล้านล้านวอน (ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)


4. อะไรบ้างที่อาจกระตุ้นให้ราคาปรับตัวลงจากระดับสูงสุดเหล่านี้?

ข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาในเชิงลบ การเปลี่ยนแปลงความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ผลประกอบการที่น่าผิดหวังจากภาคปัญญาประดิษฐ์ หรือมาตรการภาษีและนโยบายต่างๆ ล้วนอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นได้


บทสรุป

โดยสรุป การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นครั้งนี้โดดเด่นเนื่องจากมีการทำสถิติสูงสุดใหม่พร้อมกันในหลายภูมิภาค ในสหรัฐอเมริกา กลุ่มการเงินและพลังงานช่วยหนุนดัชนี Dow Jones เกาหลีใต้ได้รับแรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศและความเชื่อมั่นในตลาดชิป และญี่ปุ่นแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในวงกว้าง โดยดัชนี TOPIX ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์


ปัจจัยสนับสนุนนั้นชัดเจน ได้แก่ ความคาดหวังอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ความต้องการด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง และการวางตำแหน่งทางการตลาดที่ดีในช่วงปีใหม่


ความเสี่ยงก็ชัดเจนเช่นกัน ได้แก่ การประเมินมูลค่าที่สูงเกินจริง ความไม่แน่นอนด้านภาษีและนโยบาย และความเป็นไปได้ที่ข้อมูลการเติบโตที่จะออกมาจะน่าผิดหวัง


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
ดัชนี Dow Jones ใกล้ทำสถิติชนะติดต่อกันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018 แม้ไร้แรงหนุนจาก Santa Rally
ดัชนี S&P 500 และ Dow Jones ทำสถิติสูงสุดใหม่ รับปี 2026
วิธีซื้อขายหุ้น NASDAQ และดัชนีอื่นๆ จากประเทศปากีสถาน
ตลาดกระทิง vs ตลาดหมี: ต่างกันอย่างไร?
สรุปครบจบที่นี่: ดาวโจนส์ คืออะไร? คู่มือเริ่มลงทุนฉบับมือใหม่ พร้อมเปรียบเทียบ กองทุน vs เทรดเอง แบบไหนคุ้มกว่า