2025-08-29
CFD (Contract for Difference) หรือ “สัญญาซื้อขายส่วนต่าง” คือสัญญาทางการเงินระหว่างเทรดเดอร์กับโบรกเกอร์ ที่เปิดโอกาสให้คุณสามารถเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ เช่น หุ้น สกุลเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ หรือดัชนีต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์นั้นจริง เทรดเดอร์จะตกลงแลกเปลี่ยนส่วนต่างของราคาสินทรัพย์ ณ จุดที่เปิดและปิดสัญญา หากราคาขยับในทิศทางที่คุณคาดการณ์ไว้ คุณจะได้กำไร แต่หากไม่เป็นไปตามคาดคุณจะขาดทุน ทั้งนี้ CFD มักมีการใช้เลเวอเรจ หมายความว่าคุณสามารถเปิดสถานะการซื้อขายขนาดใหญ่ได้โดยวางเงินประกัน (หรือเรียกว่า มาร์จิ้น - Margin) เพียงเล็กน้อย
CFD เป็นช่องทางที่รวดเร็วและยืดหยุ่นในการเข้าถึงตลาดโลก โดยมีจุดเด่นดังนี้:
ทำกำไรจากทั้งสองทิศทาง: คุณสามารถ “เปิดสถานะซื้อ” (คาดว่าราคาจะขึ้น) หรือ “เปิดสถานะขาย” (คาดว่าราคาจะลง) ได้ตามแนวโน้มตลาด
การเข้าถึงตลาดที่กว้างขวาง: เทรดได้ทั้งหุ้น ดัชนี ฟอเร็กซ์ สินค้าโภคภัณฑ์ และแม้แต่สกุลเงินดิจิทัลบางสกุล ทั้งหมดจากบัญชีเดียว
เลเวอเรจ: ควบคุมสถานะการซื้อขายมูลค่าสูงด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นน้อย ซึ่งเพิ่มทั้งศักยภาพในการทำกำไรและความเสี่ยง
ไม่ต้องถือสินทรัพย์จริง: คุณไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้น น้ำมัน ทองคำ หรือสินทรัพย์อื่นใดเพียงเก็งกำไรราคาขึ้นลงเท่านั้น
ราคาของ CFD จะอิงตามราคาตลาดของสินทรัพย์อ้างอิงอย่างใกล้เคียง โดยโบรกเกอร์จะคิดค่าธรรมเนียมเล็กน้อยที่เรียกว่า “สเปรด” (ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและขาย) ส่วนกำไรหรือขาดทุนจะถูกสรุปเป็นเงินสดเมื่อคุณปิดสัญญา โดยไม่มีการส่งมอบสินทรัพย์จริงแต่อย่างใด.
ค่าธรรมเนียมข้ามคืน: หากคุณถือสถานะ CFD ข้ามวัน โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มักเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการถือครอง ซึ่งทำให้การเทรดระยะสั้นคุ้มค่ากว่าการถือระยะยาวหลายสัปดาห์หรือเดือน
CFD เปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดหลากหลายประเภท เช่น:
หุ้น: หุ้นของบริษัทในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ยุโรป และเอเชีย
ดัชนี: ดัชนีหุ้นหลัก เช่น S&P 500, Nasdaq, FTSE 100, DAX
สินค้าโภคภัณฑ์: ทองคำ น้ำมัน เงิน ก๊าซธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
ฟอเร็กซ์: คู่เงินหลัก คู่เงินรอง และคู่เงินแปลกใหม่
สกุลเงินดิจิทัล: โบรกเกอร์บางรายเสนอ CFD บน Bitcoin, Ethereum และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ
แพลตฟอร์มเดียวที่ครอบคลุม ทำให้การกระจายความเสี่ยงและเก็งกำไรในระดับโลกเป็นเรื่องง่ายขึ้น
สมมติคุณต้องการเทรดหุ้น Apple โดยไม่ต้องถือหุ้นจริง คุณ “เปิดสถานะซื้อ” หุ้น Apple จำนวน 100 หน่วยที่ราคา $200 ต่อหุ้น (มูลค่าสถานะ $20,000) โดยวางเงินมาร์จิ้นเพียง $2,000 (เลเวอเรจ 10:1)
หากราคาหุ้นขึ้นไปที่ $210 คุณจะได้กำไร $1,000 (100 x $10 ส่วนต่าง – ค่าธรรมเนียม)
หากราคาลงไปที่ $190 คุณจะขาดทุน $1,000
คุณยังสามารถ “เปิดสถานะขาย” หากคาดว่าราคาจะตก และได้กำไรเช่นเดียวกันเมื่อราคาลดลง
CFD ช่วยให้คุณตอบสนองต่อความเคลื่อนไหวของตลาดได้รวดเร็ว และใช้เงินทุนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าที่ควบคุม
การเทรด CFD ไม่ได้มอบสิทธิความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์พื้นฐาน คุณจึงไม่มีสิทธิออกเสียงในฐานะผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม โบรกเกอร์บางรายอาจปรับยอดบัญชีให้ในกรณีที่คุณเปิดสถานะซื้อหุ้น CFD และบริษัทมีการจ่ายปันผล
ภาษี: กำไรจาก CFD อาจถูกเก็บภาษีในลักษณะแตกต่างจากการขายหุ้น เช่น ภาษีกำไรจากทุน หรือภาษีเงินได้ ขึ้นอยู่กับกฎหมายแต่ละประเทศ ควรตรวจสอบรายละเอียดกับที่ปรึกษาด้านภาษีในพื้นที่ของคุณ
นอกจากเลเวอเรจแล้ว CFD ยังมีความเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่:
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง: ตลาดที่ไม่เป็นที่นิยมอาจมีสเปรดกว้างเข้า–ออกคำสั่งได้ยากในราคาที่ต้องการ
ความเสี่ยงของคู่สัญญา: กำไรของคุณคือขาดทุนของโบรกเกอร์ จึงควรเลือกใช้บริการจากโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตและน่าเชื่อถือ
Slippage (ราคาคลาดเคลื่อน): ในช่วงข่าวหรือภาวะตลาดผันผวน คำสั่งอาจถูกดำเนินการในราคาที่ไม่ตรงกับที่ตั้งไว้
ทั้ง CFD และ Spread Betting เปิดให้คุณเก็งกำไรจากราคาที่ขึ้นหรือลงโดยไม่ต้องถือสินทรัพย์จริง และใช้เลเวอเรจ
Spread Betting: มักปลอดภาษีในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ แต่ใช้ได้เฉพาะผู้มีถิ่นพำนักในสองประเทศนี้
CFD: อยู่ภายใต้ภาษีกำไรจากการลงทุนในหลายประเทศ และมีให้บริการกว้างขวางมากกว่า
ควรตรวจสอบข้อกำหนดด้านภาษีและกฎระเบียบในประเทศที่คุณอาศัยอยู่
การตั้งค่าการเทรด: เทรดเดอร์ตัดสินใจ “เปิดสถานะซื้อ” CFD ของหุ้น Tesla มูลค่า $5,000 ที่ราคา $500 ต่อหุ้น (รวม 10 สัญญา CFD)
การจัดการความเสี่ยง: กำหนดจุดหยุดขาดทุนที่ $480 และจุดทำกำไรที่ $520
หาก Tesla เพิ่มขึ้นถึง $520:
กำไร = (520 – 500) x 10 = $200
หาก Tesla ตกไปอยู่ที่ $480:
ขาดทุน = (500 – 480) x 10 = $200
โบรกเกอร์จะเรียกเก็บค่าสเปรดด้วย (เช่น $1 ต่อ CFD) และอาจมีค่าธรรมเนียมข้ามคืน หากถือสถานะเกิน 1 วัน
ข้อดี |
ข้อเสีย |
ทำกำไรได้ทั้งจากตลาดขาขึ้นและขาลง |
ความเสี่ยงสูงจากเลเวอเรจและความผันผวน |
เข้าถึงสินทรัพย์ทั่วโลกในที่เดียว | อาจขาดทุนเกินกว่าเงินมาร์จิ้นเริ่มต้น |
ขนาดสถานะยืดหยุ่น ใช้เงินเริ่มต้นน้อย | ค่าธรรมเนียมข้ามคืนกระทบกำไรระยะยาว |
เปิดสถานะขาย (Short) ได้ง่าย | ไม่มีสิทธิในทรัพย์สินหรือสิทธิผู้ถือหุ้น |
เข้าตลาดได้รวดเร็ว คำสั่งซื้อขายถูกดำเนินการเร็ว | กฎระเบียบและภาษีซับซ้อนในบางพื้นที่ |
CFD ทำกำไรง่าย: การเคลื่อนไหวเร็วร่วมกับเลเวอเรจหมายถึงโอกาสขาดทุนสูงพอ ๆ กับกำไร
คุณเป็นเจ้าของสินทรัพย์: ไม่มีความเป็นเจ้าของ ไม่มีสิทธิออกเสียง และการปฏิบัติต่อเงินปันผลอาจแตกต่างกันไป
ขาดทุนจำกัดแค่เงินมาร์จิ้น: ราคาเปลี่ยนกะทันหันหรือใช้เลเวอเรจสูง อาจทำให้ขาดทุนเกินเงินฝากได้
ไม่มีค่าธรรมเนียมหรือค่าธรรมเนียมต่ำ: มีค่าใช้จ่ายแฝงผ่านสเปรด และค่าธรรมเนียมข้ามคืนหากถือข้ามวัน
เลเวอเรจ (Leverage): การใช้เงินทุนที่ยืมมาเพื่อเพิ่มขนาดการลงทุนและผลตอบแทน (รวมถึงความเสี่ยง)
มาร์จิ้น (Margin): เงินที่คุณต้องวางเพื่อเปิดสถานะเทรดแบบเลเวอเรจ
สเปรด (Spread): ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายที่โบรกเกอร์ตั้งไว้
คำสั่งหยุดขาดทุน (Stop-Loss Order): คำสั่งปิดสถานะอัตโนมัติเพื่อลดความเสี่ยงขาดทุนเกินควบคุม
เทรดเดอร์มืออาชีพมอง CFD เป็นเครื่องมือสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น ไม่ใช่ช่องทางรวยทางลัด
การบริหารความเสี่ยงคือสิ่งสำคัญที่สุด: ใช้จุดหยุดการขาดทุน กำหนดขนาดตำแหน่งที่เหมาะสม และอย่าใช้เลเวอเรจมากเกินไป
ทำความเข้าใจสภาวะตลาด: ใช้ CFD สำหรับกลยุทธ์ที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว กลยุทธ์ภายในวัน หรือกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง ระวังการถือครองเมื่อผ่านช่องว่างตลาดหรือข่าวสารสำคัญ
เลือกโบรกเกอร์ให้ดี: กฎระเบียบและการปกป้องบัญชีเป็นสิ่งสำคัญ โบรกเกอร์ของคุณคือคู่สัญญาของคุณ
ตรวจสอบต้นทุนทั้งหมด: สเปรดและค่าธรรมเนียมข้ามคืนอาจลดกำไร โดยเฉพาะในเทรดระยะยาว
CFD เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและหลากหลาย แต่ต้องใช้อย่างมีวินัย เข้าใจกลไกและความเสี่ยงอย่างถ่องแท้ หากคุณเทรดอย่างมีแผนและรู้จักควบคุมความเสี่ยง มันจะเปิดโอกาสสู่ตลาดทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นตลาดขาขึ้นหรือขาลงก็ตาม
คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง ความคิดเห็นใดๆ ในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใดๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ