OBV (On-Balance Volume) คืออะไร? ทำไมเทรดเดอร์จึงไว้วางใจใช้

2025-08-29

การใช้ OBV (On-Balance Volume)

คำนิยาม


OBV (On-Balance Volume) เป็นอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคที่ติดตามแรงซื้อขายโดยอิงจากปริมาณการซื้อขาย (Volume) ซึ่งจะเพิ่มปริมาณในวันที่ราคาปิดสูงขึ้น และลบออกในวันที่ราคาปิดลดลง โดย OBV ถูกสร้างขึ้นโดย Joe Granville ในช่วงทศวรรษที่ 1960 เพื่อวัดกระแสของเงินทุนว่าไหลเข้า (การซื้อ) หรือไหลออก (การขาย) จากสินทรัพย์ OBV ที่เพิ่มขึ้นแสดงว่าแรงซื้อกำลังสะสม ในขณะที่ OBV ที่ลดลง แสดงว่าแรงขายกำลังก่อตัว


วิธีการคำนวณ OBV


OBV จะคำนวณแบบสะสมทุกวัน โดยใช้กฎง่าย ๆ ดังนี้:


  • ถ้าราคาปิดวันนี้สูงกว่าวันก่อน ให้นำปริมาณการซื้อขายวันนี้มาบวกเข้า OBV

  • ถ้าราคาปิดวันนี้ต่ำกว่าวันก่อน ให้นำปริมาณการซื้อขายวันนี้มาลบออกจาก OBV

  • ถ้าราคาปิดเท่ากับวันก่อน ค่า OBV ยังคงเดิม


ค่าที่ได้จากการสะสมนี้จะช่วยเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของกระแสปริมาณที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่ราคาจะเปลี่ยนแปลงตาม


ความสำคัญของ OBV 


OBV เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ เพราะช่วยเน้นให้เห็นพฤติกรรมของ “Smart Money” เช่น นักลงทุนสถาบัน ซึ่งมักเป็นผู้ขับเคลื่อนแนวโน้มราคาล่วงหน้า โดย OBV แสดงทิศทางของปริมาณการซื้อขายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของราคา ทำให้เรามองเห็นระยะของการสะสม (ซื้อ) หรือการกระจาย (ขาย) ก่อนที่จะปรากฏบนกราฟราคา


ตัวอย่างการใช้งาน

สมมติว่าคุณกำลังติดตามหุ้นของ Acme Corp:


วัน ราคาปิด ปริมาณ (หุ้น) การคำนวณ OBV ค่า OBV
วันจันทร์ $20  10,000 จุดเริ่มต้น 0
วันอังคาร $21  12,000 $21 > $20 เพิ่ม 12,000 12,000
วันพุธ $20.50  8,000 $20.50 < $21 ลบ 8,000 4,000
วันพฤหัสบดี $21.50  15,000 $21.50 > $20.50 เพิ่ม 15,000 19,000

หาก OBV เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ว่าราคาจะแทบไม่ขยับหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย นั่นอาจหมายถึงนักลงทุนกำลังสะสมหุ้น ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการปรับขึ้นของราคาที่รุนแรงในอนาคต


การแสดงผลบนกราฟ


OBV มักจะแสดงอยู่ใต้เส้นกราฟราคาบนไทม์ไลน์เดียวกัน เทรดเดอร์จะมองหา “Divergence” หรือความขัดแย้งของทิศทางระหว่าง OBV กับราคาดังนี้:


  • หากราคาลดลงแต่ OBV เพิ่มขึ้น อาจเป็นสัญญาณของแรงซื้อที่ซ่อนอยู่

  • หากราคาเพิ่มขึ้นแต่ OBV ลดลง อาจแสดงถึงแรงขายที่กำลังสะสมอยู่เบื้องหลัง


การดูรูปแบบเหล่านี้จะช่วยให้คุณคาดการณ์การกลับตัวของแนวโน้มหรือยืนยันการเบรกเอาต์ได้


เคล็ดลับการตีความ


  • OBV ทำจุดสูงสุดใหม่: ขณะที่ราคายังไม่ขยับ อาจเป็นสัญญาณของโมเมนตัมขาขึ้นที่กำลังมา

  • OBV ไม่ยืนยันการขึ้นของราคา: ควรระวังว่าการปรับขึ้นนั้นอาจไม่มั่นคง

  • ยืนยันด้วย Volume: หากราคาขึ้นพร้อมกับ OBV และมีปริมาณการซื้อขายหนุนจะเสริมความน่าเชื่อถือ

  • ใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ: เช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Avrerage: MA), RSI เป็นต้น เพื่อความแม่นยำมากขึ้น


ความเข้าใจผิดหรือความผิดพลาดที่พบบ่อย


  • OBV ไม่ควรถูกใช้เดี่ยว ๆ: ควรใช้ควบคู่กับการวิเคราะห์ราคาหรืออินดิเคเตอร์อื่น

  • Divergence ไม่ใช่การรับประกัน: เพียงแค่บ่งบอกถึง “ความเป็นไปได้” ของการกลับตัวไม่ใช่การยืนยัน

  • อย่ามองข้ามความผิดปกติของปริมาณการซื้อขาย: เช่น การพุ่งขึ้นชั่วคราวจากข่าวหรือสภาพคล่องต่ำ อาจทำให้ OBV แสดงค่าหลอก

  • ไม่เหมาะกับตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ: เช่น หุ้นที่ไม่ค่อยมีการซื้อขาย เพราะอาจทำให้สัญญาณ OBV มีเสียงรบกวนสูง


ข้อจำกัดและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด

ข้อจำกัดของ OBV

แม้ OBV จะอิงสมมติฐานว่า “กระแสของปริมาณการซื้อขายสัมพันธ์กับแนวโน้มราคา” แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรตระหนัก เช่น:


  • การเทรดด้วยอัลกอริธึมและสัญญาณรบกวนในตลาด อาจทำให้รูปแบบของปริมาณเบี่ยงเบนจากความเป็นจริง

  • ข่าวหรือเหตุการณ์เฉียบพลัน อาจทำให้ปริมาณซื้อขายพุ่งขึ้นโดยไม่เกี่ยวข้องกับแรงซื้อหรือแรงขายทั่วไป

  • OBV ควรใช้กับสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดจากข้อมูลปริมาณการซื้อขาย

  • ควรยืนยันสัญญาณ OBV ด้วยรูปแบบราคาหรืออินดิเคเตอร์อื่น ๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์


การใช้งาน OBV กับสินทรัพย์แต่ละประเภท


  • หุ้น (Stocks): เหมาะสมที่สุด เพราะมีข้อมูลปริมาณการซื้อขายที่เชื่อถือได้

  • กองทุน ETF และสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities): ใช้ OBV ได้ผลดีเมื่อมีข้อมูลปริมาณการซื้อขายโปร่งใส

  • สกุลเงินดิจิทัล: คุณภาพของข้อมูลปริมาณการซื้อขายแตกต่างกันไป ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

  • ฟอเร็กซ์ (Forex): OBV มักไม่มีประสิทธิภาพ เพราะข้อมูลปริมาณการซื้อขาย ในตลาดนี้มักไม่ถูกเปิดเผยหรือคลาดเคลื่อน


คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง


  • Accumulation/Distribution Line (A/D Line): อินดิเคเตอร์คล้าย OBV แต่พิจารณาว่าราคาปิดอยู่ตรงไหนในช่วงของวัน ให้ภาพที่ละเอียดกว่าเกี่ยวกับแรงซื้อขาย

  • ปริมาณการซื้อขาย (Volume): ปริมาณหุ้นหรือสัญญาที่ถูกซื้อขาย ซึ่งเป็นข้อมูลหลักของ OBV

  • ความแตกต่าง (Divergence): ความไม่สอดคล้องระหว่างทิศทางของ OBV กับราคา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการกลับตัวของแนวโน้ม

  • ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Avrerage: MA): ใช้เพื่อปรับเรียบเส้น OBV และจับแนวโน้มระยะยาวของปริมาณ


ตารางสรุป

สัญญาณ OBV สิ่งที่ต้องมองหา การตีความที่เป็นไปได้
OBV เพิ่มขึ้น พร้อมกับราคาที่เพิ่มขึ้น แรงซื้อที่แข็งแกร่ง ยืนยันแนวโน้มขาขึ้น
OBV เพิ่มขึ้น พร้อมกับราคาคงที่ การสะสมที่ซ่อนอยู่ มีแนวโน้มเบรกเอาต์ในอนาคต
OBV ลดลง พร้อมกับราคาที่เพิ่มขึ้น แรงซื้อที่อ่อนตัวลง อาจเป็นการปรับขึ้นที่หลอกหรือใกล้กลับตัว
OBV ลดลง พร้อมกับราคาที่ลดลง แรงขายที่แข็งแกร่ง ยืนยันแนวโน้มขาลง
OBV กับราคาขัดแย้งกัน (Divergence) ทิศทาง OBV ไม่เหมือนราคาหุ้น มีแนวโน้มจะกลับตัวหรือเกิดการปรับฐาน


มุมมองจากมืออาชีพ


เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์จะจับตาดู “การเบรกเอาต์ของ OBV” เมื่อเส้น OBV พุ่งทะลุจุดสูงหรือต่ำก่อนหน้า ซึ่งมักจะเกิดขึ้นก่อนราคาจะแสดงสัญญาณชัดเจนบนกราฟ การใช้ OBV ควบคู่กับอินดิเคเตอร์ปริมาณอื่น ๆ เช่น A/D Line และการตั้งแจ้งเตือน (Alerts) เมื่อเกิด Divergence โดยเฉพาะในหุ้นสหรัฐฯ หรือ ETF ที่มีสภาพคล่องสูง จะช่วยให้เข้าสู่เทรดในจังหวะที่เหมาะสม การติดตาม OBV ควบคู่กับแนวโน้มปริมาณการซื้อขายในระดับมหภาค ยังช่วยยืนยันว่าแนวโน้มตลาดมีแรงสนับสนุนเพียงพอ หรือเสี่ยงที่จะเป็นเพียงสัญญาณหลอก


การเพิ่มบริบทของปริมาณการซื้อขาย (Volume) ให้กับการวิเคราะห์ราคาช่วยให้ OBV เปิดเผยพฤติกรรมของนักลงทุนที่ซ่อนอยู่ภายใต้กราฟราคา ทำให้คุณตัดสินใจซื้อขายได้อย่างมีข้อมูลรองรับ เหมาะสำหรับทั้งมือใหม่และมืออาชีพ


คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง ความคิดเห็นใดๆ ในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใดๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ