เผยแพร่เมื่อ: 2025-09-12
อัปเดตเมื่อ: 2026-08-14
ไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้น (Bullish Divergence) คือสัญญาณบนกราฟราคาที่เกิดขึ้นเมื่อราคาสินทรัพย์ทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม ขณะที่ตัวชี้วัดโมเมนตัม เช่น RSI หรือ MACD กลับทำจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงกว่าเดิมในช่วงเวลาเดียวกัน แม้ราคาจะยังคงปรับตัวลงต่อเนื่อง แต่ตัวชี้วัดกลับแสดงให้เห็นว่าแรงขายที่ผลักดันการร่วงลงนั้นกำลังอ่อนแรงลง เทรดเดอร์จึงมองสัญญาณนี้เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าเทรนด์ขาลงอาจกำลังจะอ่อนกำลังลง สัญญาณนี้อยู่ในหมวดการวิเคราะห์ทางเทคนิค (technical analysis) ซึ่งเป็นการศึกษากราฟราคาและตัวชี้วัดต่าง ๆ เนื่องจากสัญญาณนี้ปรากฏขึ้นก่อนที่ราคาจะกลับตัวจริง เทรดเดอร์จึงมองว่าเป็นเพียงเบาะแสเบื้องต้น และต้องรอให้ราคายืนยันสัญญาณอีกครั้งก่อนตัดสินใจ
ไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้น: ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม ขณะที่ตัวชี้วัดทำจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงกว่าเดิม
สัญญาณนี้บ่งชี้ว่าแรงขายกำลังอ่อนแรงลง แต่ไม่ได้การันตีว่าราคาจะกลับตัวเสมอไป
ไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นแบบปกติบ่งชี้โอกาสกลับตัว ส่วนไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นแบบซ่อนเร้นบ่งชี้การไปต่อของเทรนด์
เทรดเดอร์สามารถสังเกตสัญญาณนี้ได้บน RSI, MACD, Stochastic Oscillator, CCI และ OBV
สัญญาณจะมีน้ำหนักมากขึ้นบนกราฟรายวันและรายสัปดาห์ และเมื่อราคายืนยันสัญญาณแล้ว

ตัวชี้วัดโมเมนตัมใช้วัดความเร็วและแรงของการเคลื่อนไหวของราคา ในเทรนด์ขาลงปกติ ทุกครั้งที่ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ ตัวชี้วัดก็จะทำจุดต่ำสุดใหม่ตามไปด้วย การที่ทั้งสองตัวปรับตัวลงพร้อมกันเช่นนี้เรียกว่าการยืนยันสัญญาณ (Confirmation)
ไดเวอร์เจนซ์คือการที่ความสอดคล้องนี้ขาดหายไป ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม แต่ตัวชี้วัดกลับยืนอยู่ที่จุดต่ำสุดที่สูงกว่าเดิม ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงผลักดันในการร่วงลงรอบที่สองอ่อนกว่ารอบแรก ผู้ขายยังคงควบคุมทิศทางราคาอยู่ แต่ใช้แรงน้อยลงกว่าเดิม
วิธีดูบนกราฟคือลากเส้นเชื่อมจุดต่ำสุดสองจุดของราคาเข้าด้วยกัน แล้วลากอีกเส้นเชื่อมจุดต่ำสุดสองจุดที่สอดคล้องกันบนตัวชี้วัด หากเส้นราคาลาดลงขณะที่เส้นตัวชี้วัดลาดขึ้น นั่นคือไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้น
สัญญาณทั้งสองแบบเป็นภาพสะท้อนกลับกัน ไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นเกิดขึ้นใกล้จุดต่ำสุดของช่วงราคาร่วง โดยราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม ขณะที่ตัวชี้วัดทำจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงกว่าเดิม เป็นสัญญาณเตือนว่าเทรนด์ขาลงอาจกำลังอ่อนแรงลง ส่วนไดเวอร์เจนซ์ขาลง (Bearish Divergence) เกิดขึ้นใกล้จุดสูงสุดของช่วงราคาขึ้น โดยราคาทำจุดสูงสุดใหม่ที่สูงกว่าเดิม ขณะที่ตัวชี้วัดทำจุดสูงสุดใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม เป็นสัญญาณเตือนว่าเทรนด์ขาขึ้นอาจกำลังจะหมดแรงซื้อ

ไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นแบบปกติ (Regular Bullish Divergence) เกิดขึ้นในช่วงเทรนด์ขาลง และบ่งชี้โอกาสการกลับตัว ส่วนไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นแบบซ่อนเร้น (Hidden Bullish Divergence) ปรากฏในช่วงพักฐานของเทรนด์ขาขึ้น และบ่งชี้ว่าเทรนด์จะไปต่อ การสับสนระหว่างสองรูปแบบนี้เป็นความผิดพลาดที่พบบ่อย เนื่องจากแต่ละแบบเกิดขึ้นในสภาวะตลาดที่ต่างกัน
ลักษณะ |
ไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นแบบปกติ |
ไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นแบบซ่อนเร้น |
บริบทของตลาด |
เทรนด์ขาลง |
การพักฐานในเทรนด์ขาขึ้น |
พฤติกรรมราคา |
จุดต่ำสุดใหม่ต่ำกว่าเดิม |
จุดต่ำสุดใหม่สูงกว่าเดิม |
พฤติกรรมตัวชี้วัด |
จุดต่ำสุดใหม่สูงกว่าเดิม |
จุดต่ำสุดใหม่ต่ำกว่าเดิม |
สิ่งที่บ่งชี้ |
มีโอกาสกลับตัวขึ้น |
มีโอกาสไปต่อในทิศทางขึ้น |
ตัวชี้วัดโมเมนตัมออสซิลเลเตอร์ (momentum oscillator) แทบทุกตัวสามารถแสดงรูปแบบนี้ได้ และวิธีการอ่านสัญญาณก็ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการเปรียบเทียบจุดต่ำสุดสองจุดของราคากับจุดต่ำสุดสองจุดที่สอดคล้องกันบนตัวชี้วัด
Relative Strength Index หรือ RSI คิดค้นโดย J. Welles Wilder Jr. ในปี 1978 มีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 ค่าตั้งต้นมาตรฐานคือ 14 ช่วงเวลา และค่าที่ต่ำกว่า 30 มักถูกเรียกว่าภาวะขายมากเกินไป (Oversold) RSI เป็นตัวชี้วัดที่เทรดเดอร์จับตาสัญญาณนี้มากที่สุด และเทรดเดอร์หลายคนจะให้น้ำหนักกับสัญญาณไดเวอร์เจนซ์มากขึ้น เมื่อจุดต่ำสุดทั้งสองจุดของ RSI อยู่ในหรือใกล้โซนขายมากเกินไป
MACD พัฒนาโดย Gerald Appel ในปี 1979 ใช้วัดส่วนต่างระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (EMA) คาบ 12 และ 26 ช่วงเวลา พร้อมเส้นสัญญาณคาบ 9 ช่วงเวลา และฮิสโตแกรมที่แสดงระยะห่างระหว่างเส้นทั้งสอง ไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นเกิดขึ้นเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม ขณะที่เส้น MACD หรือฮิสโตแกรมทำจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงกว่าเดิม สามารถศึกษารายละเอียดการตั้งค่าเพิ่มเติมได้จากคู่มือการเทรด MACD ของเรา
Stochastic Oscillator พัฒนาโดย George C. Lane ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 เปรียบเทียบราคาปิดกับกรอบสูงสุด-ต่ำสุดล่าสุด และเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 โดยใช้เส้นสองเส้นคือ %K และ %D ตัวชี้วัดนี้ตอบสนองเร็วกว่า RSI จึงสร้างสัญญาณไดเวอร์เจนซ์ได้บ่อยกว่า แต่ก็มีสัญญาณหลอกมากกว่าเช่นกัน จึงเหมาะกับตลาดที่เคลื่อนไหวในกรอบ (range-bound market) มากกว่า
ตัวชี้วัดอีกสองตัวที่แสดงรูปแบบเดียวกันนี้ได้ คือ Commodity Channel Index (CCI) ซึ่งสร้างโดย Donald Lambert ในปี 1980 ไม่มีขอบเขตบนหรือล่างตายตัว จึงสามารถขึ้นหรือลงไปถึงระดับสุดขั้วได้ก่อนที่จะเกิดสัญญาณไดเวอร์เจนซ์ ส่วน On-Balance Volume (OBV) ซึ่งคิดค้นโดย Joseph Granville ในปี 1963 จะบวกปริมาณการซื้อขายในวันที่ราคาขึ้น และลบออกในวันที่ราคาลง เมื่อราคาร่วงลงทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่ OBV ยังคงยืนอยู่ที่จุดต่ำสุดที่สูงกว่าเดิม อาจหมายความว่าฝั่งผู้ซื้อกำลังทยอยรับแรงขายอยู่อย่างเงียบ ๆ ในตลาดฟอเร็กซ์ OBV มักสะท้อนปริมาณ tick (tick volume) มากกว่าปริมาณการซื้อขายจริง จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการตีความ

ขั้นตอนที่ 1: ระบุเทรนด์ให้ชัดเจน ไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นแบบปกติต้องเกิดในเทรนด์ขาลง ซึ่งสังเกตได้จากจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่ต่ำลงเรื่อย ๆ ส่วนไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นแบบซ่อนเร้นต้องเกิดในช่วงพักฐานภายในเทรนด์ขาขึ้น
ขั้นตอนที่ 2: กำหนดจุดต่ำสุดของคลื่นราคา (swing low) สองจุดบนกราฟ swing low คือจุดที่ราคาหยุดร่วงและเด้งขึ้นก่อนจะร่วงลงอีกครั้ง ต้องมีจุดต่ำสุดที่ชัดเจนสองจุดจึงจะนำมาเปรียบเทียบได้
ขั้นตอนที่ 3: เพิ่มตัวชี้วัดโมเมนตัมหนึ่งตัว เช่น RSI หรือ MACD แล้วระบุจุดต่ำสุดของตัวชี้วัดที่ตรงกับจุดต่ำสุดทั้งสองจุดของราคา
ขั้นตอนที่ 4: เปรียบเทียบความชันของเส้น สำหรับไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นแบบปกติ จุดต่ำสุดที่สองของราคาจะต่ำกว่าจุดแรก ขณะที่จุดต่ำสุดที่สองของตัวชี้วัดจะสูงกว่าจุดแรก การลากเส้นเชื่อมแต่ละคู่จุดจะช่วยให้เห็นความชันที่สวนทางกันได้ชัดเจนขึ้น
ขั้นตอนที่ 5: รอการยืนยันสัญญาณ รูปแบบการยืนยันที่พบบ่อยได้แก่ การปิดราคากลับขึ้นเหนือจุดสูงสุดก่อนหน้า รูปแบบแท่งเทียนขาขึ้น เช่น Hammer หรือ Bullish Engulfing หรือการดีดตัวขึ้นจากแนวรับที่ผ่านการทดสอบแล้ว
ขั้นตอนที่ 6: ตรวจสอบกรอบเวลา กราฟรายวันและรายสัปดาห์ให้สัญญาณไดเวอร์เจนซ์น้อยครั้งกว่า แต่มีความน่าเชื่อถือสูงกว่ากราฟ 1 นาทีหรือ 5 นาที
ตัวอย่างทั้งสองด้านล่างนี้เป็นการอธิบายพฤติกรรมกราฟที่สมจริง ไม่ใช่บันทึกการเทรดจริง
ไดเวอร์เจนซ์แบบปกติบน EURUSD คู่เงินนี้อยู่ในเทรนด์ขาลงบนกราฟรายวัน ราคาร่วงลงสู่จุดต่ำสุดแรก ดีดตัวขึ้น แล้วร่วงลงอีกครั้งสู่จุดต่ำสุดที่ลึกกว่าเดิม RSI ที่จุดต่ำสุดแรกอยู่ที่ประมาณ 28 ขณะที่ที่จุดต่ำสุดที่สองซึ่งราคาต่ำกว่าเดิม RSI กลับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 34 เท่านั้น ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม ขณะที่ RSI ทำจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงกว่าเดิม นี่คือไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นแบบปกติ อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านกราฟที่รอบคอบยังคงต้องรอให้ราคาปิดเหนือจุดสูงสุดก่อนหน้า หรือรอแท่งเทียนกลับตัว ก่อนจะสรุปว่าเทรนด์ขาลงกำลังอ่อนแรงลง
ไดเวอร์เจนซ์ซ่อนเร้นบนทองคำ XAUUSD อยู่ในเทรนด์ขาขึ้นและเกิดการพักฐาน จุดต่ำสุดของการพักฐานครั้งล่าสุดอยู่สูงกว่าจุดต่ำสุดของการพักฐานครั้งก่อน โครงสร้างเทรนด์ขาขึ้นจึงยังคงอยู่ ขณะที่ค่า MACD ในการพักฐานครั้งที่สองต่ำกว่าครั้งแรก ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงกว่าเดิม ขณะที่ตัวชี้วัดทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม นี่คือไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นแบบซ่อนเร้น ซึ่งบ่งชี้ไปทางการไปต่อของเทรนด์มากกว่าการกลับตัว
วิธีการอ่านสัญญาณแบบเดียวกันนี้ใช้ได้กับทุกตลาดที่มีกราฟราคา ไม่ว่าจะเป็นคู่เงิน ทองคำ ดัชนี CFD หรือหุ้นรายตัว
ความล้มเหลวที่พบบ่อยที่สุดเกิดขึ้นในเทรนด์ขาลงที่แข็งแกร่ง ในช่วงที่ราคาร่วงลงอย่างรวดเร็วจากปัจจัยข่าว ตัวชี้วัดอาจทำจุดต่ำสุดที่สูงกว่าเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ราคายังคงร่วงลงต่อเนื่องเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์ ไดเวอร์เจนซ์แต่ละครั้งดูเหมือนจะเป็นจุดต่ำสุด แต่ทุกครั้งกลับมาเร็วเกินไป ผู้ที่เชื่อสัญญาณไดเวอร์เจนซ์ทุกครั้งในตลาดขาลงจะผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สัญญาณหลอกยังปรากฏได้ในสภาวะตลาดที่เงียบเช่นกัน ราคาอาจเกิดไดเวอร์เจนซ์กับตัวชี้วัด แล้วยังคงร่วงลงต่อหรือแกว่งตัวออกด้านข้าง ช่องว่างราคา (gap) สภาพคล่องที่บาง และความผันผวนที่เกิดขึ้นฉับพลัน ล้วนเพิ่มโอกาสเกิดความผิดพลาดของสัญญาณ
สัญญาณนี้ยังมีขอบเขตที่จำกัด เนื่องจากวัดเพียงโมเมนตัมบนกราฟเท่านั้น การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจหรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่องจึงสามารถลบล้างสัญญาณนี้ได้ภายในไม่กี่นาที การรอให้ราคายืนยันสัญญาณตามขั้นตอนที่ 5 คือคำตอบมาตรฐานสำหรับความล้มเหลวทั้งสามรูปแบบนี้
ไม่ใช่ ไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นเป็นเพียงสัญญาณที่บ่งชี้ว่าแรงขายกำลังอ่อนแรงลง และสัญญาณนี้สามารถล้มเหลวได้ โดยเฉพาะในเทรนด์ขาลงที่แข็งแกร่ง เทรดเดอร์จึงมองเป็นเพียงหลักฐานชิ้นหนึ่ง และต้องรอให้ราคายืนยันก่อนสรุปผล
ไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นแบบปกติเกิดในเทรนด์ขาลง โดยราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม ขณะที่ตัวชี้วัดทำจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงกว่าเดิม และบ่งชี้โอกาสการกลับตัว ส่วนไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นแบบซ่อนเร้นเกิดในช่วงพักฐานของเทรนด์ขาขึ้น โดยราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงกว่าเดิม ขณะที่ตัวชี้วัดทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม และบ่งชี้โอกาสการไปต่อของเทรนด์
RSI และ MACD เป็นตัวชี้วัดสองตัวที่ใช้ดูไดเวอร์เจนซ์กันมากที่สุด นอกจากนี้ Stochastic Oscillator, CCI และ OBV ก็สามารถแสดงสัญญาณนี้ได้เช่นกัน เทรดเดอร์หลายคนนิยมใช้ตัวชี้วัดสองตัวควบคู่กันเพื่อกรองสัญญาณหลอกออกไป
ได้ และเกิดขึ้นบ่อยด้วย ในเทรนด์ขาลงที่แข็งแกร่ง ไดเวอร์เจนซ์อาจเกิดขึ้นต่อเนื่องแม้ราคาจะยังคงร่วงลง การรอให้ราคายืนยันสัญญาณ และการเน้นดูกรอบเวลาที่ใหญ่ขึ้น จะช่วยลดจำนวนสัญญาณหลอกได้ แต่ไม่สามารถขจัดออกไปได้ทั้งหมด
โดยทั่วไปกราฟรายวันและรายสัปดาห์ให้สัญญาณไดเวอร์เจนซ์ที่น่าเชื่อถือที่สุด ขณะที่เทรดเดอร์ระยะสั้นจำนวนมากนิยมใช้กราฟ 4 ชั่วโมง ส่วนกราฟ 1 นาทีและ 5 นาทีให้สัญญาณไดเวอร์เจนซ์บ่อยครั้งแต่มีความน่าเชื่อถือต่ำ
ไดเวอร์เจนซ์วัดแรงที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของราคา และแรงนี้มักจะอ่อนลงก่อนที่ราคาจะกลับตัวจริงเป็นเวลานาน ไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นอาจถูกต้องในแง่ที่บ่งชี้ว่าแรงขายกำลังอ่อนแรงลง แต่ก็ยังสามารถมาเร็วกว่าความเป็นจริงได้เป็นวันหรือเป็นสัปดาห์ นักอ่านกราฟที่มีประสบการณ์ยอมรับช่องว่างนี้ พวกเขาใช้สัญญาณนี้เพียงเพื่อเริ่มจับตาดู แล้วปล่อยให้เทรนด์ แนวรับใกล้เคียง และพฤติกรรมของราคาที่ระดับเหล่านั้น เป็นตัวตัดสินว่าสัญญาณนี้ควรได้รับน้ำหนักมากน้อยเพียงใด
คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรถูกพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้อ้างอิง ความเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดมีความเหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ