2025-08-29
การเทรดรายวัน (Day Trading) คือกลยุทธ์การซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น หุ้น สกุลเงิน หรือฟิวเจอร์ส ภายในวันเดียวกัน โดยไม่มีการถือครองข้ามคืน จุดประสงค์คือเพื่อทำกำไรจากความผันผวนของราคาในระยะสั้น โดยเทรดเดอร์มักอาศัยการวิเคราะห์ทางเทคนิคและการตัดสินใจที่รวดเร็วเพื่อเข้าและออกจากตลาดในช่วงเวลาสั้น ๆ
การเทรดรายวันเปิดโอกาสในการทำกำไรอย่างรวดเร็วจากการเคลื่อนไหวของราคาที่เล็กน้อยตลอดวัน เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่มีเวลาติดตามตลาดใกล้ชิด ชอบความรวดเร็ว และพร้อมรับความเสี่ยงสูง การเข้าใจกลยุทธ์นี้สามารถช่วยให้เทรดเดอร์กระจายความเสี่ยงจากการลงทุนรูปแบบอื่น และบริหารความเสี่ยงที่มากับความผันผวนในระยะสั้นได้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเทรดรูปแบบนี้ต้องอาศัยวินัย แผนบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน และความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับกลไกตลาด เพราะหากไม่มีการเตรียมตัวที่ดี อาจเกิดการขาดทุนจำนวนมากโดยเฉพาะเมื่อใช้เลเวอเรจ
สมมติเทรดเดอร์เห็นหุ้นของบริษัท XYZ เปิดตลาดที่ราคา 50 ดอลลาร์ และจากการวิเคราะห์เชิงเทคนิคคาดว่าราคาจะปรับตัวขึ้นในวันนั้น จึงซื้อหุ้นจำนวน 100 หุ้น ใช้เงินลงทุน 5,000 ดอลลาร์ และเมื่อถึงช่วงเที่ยง ราคาหุ้นขึ้นเป็น 52 ดอลลาร์ เทรดเดอร์จึงขายออกทั้งหมด ได้รับเงินคืน 5,200 ดอลลาร์ กำไรจากการเทรดนี้คือ 200 ดอลลาร์ (ไม่รวมค่าธรรมเนียม) ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
จากตัวอย่างจะเห็นว่ากำไรต่อการเทรดอาจไม่มาก จึงจำเป็นต้องบริหารต้นทุน เช่น ค่าคอมมิชชั่น และอาจใช้จำนวนครั้งหรือขนาดของการเทรดที่มากขึ้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนรวมที่มีนัยสำคัญ
การเทรดรายวันคือการทำเงินง่าย ๆ: หลายคนเข้าใจผิดว่าการเทรดรายวันทำเงินได้ง่ายและเร็ว ทั้งที่ความจริงต้องอาศัยทักษะ ประสบการณ์ และการฝึกฝนอย่างหนัก
มองข้ามค่าธรรมเนียม: การเทรดบ่อยอาจทำให้ค่าคอมมิชชั่น สเปรด และค่าธรรมเนียมสะสมจนกินกำไรหรือทำให้ขาดทุน
ไม่ใช้คำสั่งหยุดขาดทุน (Stop Loss): การไม่จำกัดการขาดทุนอาจนำไปสู่การสูญเสียเงินจำนวนมากเมื่อราคาผิดทาง
เทรดมากเกินไป (Overtrading): การเทรดบ่อยเกินจำเป็นส่งผลให้เกิดความเครียด และตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย
เพื่อให้ประสบความสำเร็จ เทรดเดอร์รายวันมักจะเชี่ยวชาญในกลยุทธ์เฉพาะ เช่น:
การเทรดตามโมเมนตัม (Momentum Trading): เข้าซื้อหรือขายเมื่อมีแรงส่งจากข่าวหรือกระแสตลาด เช่น ราคาพุ่งแรงตามข่าวดี แล้วขายเมื่อแรงส่งเริ่มหมด
การเทรดแบบ Breakout (Breakout Traing): เข้าซื้อเมื่อราคาทะลุแนวต้าน หรือขายเมื่อทะลุแนวรับ โดยคาดว่าจะมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องในทิศทางนั้น
Scalping Trading: ทำกำไรจากการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ภายในไม่กี่วินาทีถึงนาที โดยเน้นจำนวนครั้งในการเทรดที่มาก
การเทรดแบบกลับทิศทาง (Reversal Trading): จับจังหวะการกลับตัวของราคาในแนวโน้มเดิม โดยอาศัยสัญญาณว่าราคาจะเปลี่ยนทิศทาง
แต่ละกลยุทธ์มีความเสี่ยงต่างกัน และต้องใช้ความเร็ว สมาธิ และการวิเคราะห์ที่แม่นยำ
เทรดเดอร์รายวันต้องอาศัยชุดเครื่องมือเพื่อดำเนินการซื้อขายอย่างมีประสิทธิภาพและตัดสินใจอย่างรวดเร็ว:
ข้อมูลตลาดและข่าวสารแบบเรียลไทม์: การเข้าถึงข้อมูลตลาดและข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นสิ่งสำคัญในการค้นหาโอกาสและหลีกเลี่ยงความประหลาดใจ
Level 2 Quotes / Order Book: ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความลึกของตลาดปัจจุบันและคำสั่งซื้อที่รอดำเนินการซึ่งสามารถส่งสัญญาณการสนับสนุนหรือการต้านทานราคา
โปรแกรมกราฟและอินดิเคเตอร์: เช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ RSI MACD Bollinger Bands ช่วยระบุจุดเข้าและจุดออก
แพลตฟอร์มที่ส่งคำสั่งได้รวดเร็ว: รองรับคำสั่งประเภทต่าง ๆ อย่าง Stop Loss หรือ Trailing Stop
เครื่องมือการจัดการความเสี่ยง: ตั้งคำสั่งหยุดขาดทุนหรือทำกำไรอัตโนมัติช่วยจัดการกับการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นและล็อคกำไร
การเทรดรายวันนั้นต้องใช้ความคิดอย่างหนัก เทรดเดอร์ต้องเผชิญกับ:
ความเครียดและอคติทางอารมณ์: การตัดสินใจอย่างรวดเร็วและความเสี่ยงทางการเงินสามารถกระตุ้นความกลัวและความโลภ ซึ่งนำไปสู่การเทรดที่หุนหันพลันแล่น
วินัยในการยึดมั่นตามแผน: การละเลยการวิเคราะห์หรือการเทรดนอกเหนือกลยุทธ์มักส่งผลให้เกิดการขาดทุน
รับมือกับการสูญเสีย: เทรดเดอร์มืออาชีพยอมรับความผิดพลาดและไม่ให้อารมณ์ครอบงำ
การสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจด้วยการฝึกฝน การจดบันทึกการเทรด และการมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ถือเป็นสิ่งสำคัญพอ ๆ กับทักษะทางเทคนิค
เนื่องจากมีเวลามักทำให้เกิดผลกระทบ การบริหารความเสี่ยงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง:
กำหนดขีดจำกัดความเสี่ยงต่อการซื้อขาย: โดยทั่วไปอยู่ที่ 1-2% ของเงินทุนการเทรด
ใช้คำสั่ง Stop-Loss: กำหนดค่าการขาดทุนสูงสุดที่ยอมรับได้ในแต่ละการเทรด
กระจายเวลาเข้าหรือสินทรัพย์ที่เทรด: หลีกเลี่ยงการผูกมัดเงินทุนมากเกินไปในการเทรดหรือกรอบเวลาเดียว
จำกัดขีดจำกัดการสูญเสียรายวัน: หลีกเลี่ยงการเทรดหลังจากถึงขีดจำกัดการสูญเสียที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันการตัดสินใจตามอารมณ์
การเทรดแบบสวิง (Swing Trading): ถือสถานะไว้หลายวัน/สัปดาห์ เพื่อจับจังหวะการเคลื่อนไหวในระยะกลาง ไม่คึกคักเท่าการเทรดรายวัน
Scalping Trading: การเทรดระยะสั้นมาก มักใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาที โดยมีเป้าหมายสำหรับการเปลี่ยนแปลงราคาเพียงเล็กน้อย
คำสั่ง Stop-Loss: คำสั่งปิดอัตโนมัติเพื่อจำกัดการขาดทุน
การเทรดแบบมาร์จิ้น (Margin Trading): การใช้เงินกู้เพื่อเพิ่มขนาดการเทรด ซึ่งเพิ่มทั้งโอกาสและความเสี่ยง
แม้ว่าการเทรดรายวันจะดึงดูดใจในเรื่องผลกำไรที่รวดเร็ว แต่การประสบความสำเร็จต้องอาศัยองค์ประกอบต่อไปนี้:
กลยุทธ์ที่แข็งแกร่ง: กำหนดการเข้าและออกที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนจะช่วยปรับปรุงความสอดคล้องกัน
ความเร็วและความแม่นยำ: ใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว
การควบคุมความเสี่ยงที่เข้มงวด: ปกป้องเงินทุนโดยการจัดการขนาดตำแหน่งและใช้ Stop Loss อย่างรัดกุม
การเรียนรู้ต่อเนื่อง: สภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการศึกษาและการปรับตัวอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญ
การควบคุมอารมณ์: ความสามารถในการจัดการความเครียดและหลีกเลี่ยงการเทรดตามอารมณ์ ช่วยแบ่งแยกผู้ชนะจากผู้แพ้
เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมองการเทรดเป็น “ธุรกิจ” ที่ต้องการการวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่ใช่การเสี่ยงโชค
การเทรดรายวันให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ก็มีความเสี่ยงสูง หากเตรียมตัวมาพร้อม มีแผนงานที่ชัดเจน ใช้เครื่องมือที่เหมาะสม และมีวินัยในการเทรด ก็สามารถเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในตลาดที่เคลื่อนไหวรวดเร็วนี้ได้อย่างมั่นใจ
คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง ความคิดเห็นใดๆ ในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใดๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ