ทำความเข้าใจดัชนีความกลัวและความโลภในการซื้อขาย
English Español Português 한국어 简体中文 繁體中文 日本語 Tiếng Việt Bahasa Indonesia Монгол ئۇيغۇر تىلى العربية Русский हिन्दी

ทำความเข้าใจดัชนีความกลัวและความโลภในการซื้อขาย

เผยแพร่เมื่อ: 2023-11-08   
อัปเดตเมื่อ: 2026-05-14

ดัชนีความกลัวและความโลภ แสดงให้เห็นว่าตลาดการเงินถูกขับเคลื่อนโดยความตกใจหรือความมั่นใจมากกว่ากัน โดยแปลงอารมณ์ตลาดให้เป็นคะแนนเดียว ช่วยให้นักเทรดประเมินได้ว่าอารมณ์ตลาดอยู่ในภาวะสงบ เคลื่อนไหวสุดขั้ว มีความกลัว หรือมองโลกในแง่ดีมากเกินไป


สิ่งนี้มีความสำคัญเนื่องจากการเคลื่อนไหวของราคาแทบไม่เคยถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว นักลงทุนมีปฏิกิริยาต่อข้อมูลเงินเฟ้อ นโยบายธนาคารกลาง ผลกำไรทางธุรกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และหัวข่าวต่างๆ ในปี 2026 อารมณ์ตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วระหว่างความปรารถนารับความเสี่ยงและความระมัดระวัง ขณะที่ตลาดประเมินความแข็งแรงของหุ้นที่นำโดย AI ความเสี่ยงอัตราภาษี ความผันผวนของราคาน้ำมัน และการเปลี่ยนแปลงความคาดหวังอัตราดอกเบี้ย เครื่องวัดอารมณ์ที่ชัดเจนช่วยให้นักเทรดหลีกเลี่ยงการตัดสินใจตามอารมณ์เมื่อตลาดเคลื่อนไหวรวดเร็ว

What is the Fear and Greed Index?



ดัชนีความกลัวและความโลภ คืออะไร


ดัชนีความกลัวและความโลภ เป็นอินดิเคเตอร์วัดอารมณ์ตลาด โดยปกติมีค่าอยู่ในช่วง 0 ถึง 100


คะแนนต่ำแสดงถึงความกลัว คะแนนสูงแสดงถึงความโลภ คะแนนระดับกลางบ่งชี้ว่าอารมณ์ตลาดมีความสมดุล

ช่วงคะแนน

อารมณ์ตลาด

ความหมายโดยทั่วไป

0-24

ความกลัวสุดขั้ว

นักลงทุนมีทัศนคติป้องกันตัวสูง

25-44

ความกลัว

ความปรารถนารับความเสี่ยงอ่อนแอ

45-55

เป็นกลาง

อารมณ์ตลาดสมดุล

56-75

ความโลภ

นักลงทุนยอมรับความเสี่ยงมากขึ้น

76-100

ความโลภสุดขั้ว

ตลาดอาจเคลื่อนไหวร้อนแรงเกินจริง


ภาวะความกลัวสุดขั้วมักเกิดขึ้นหลังการขายที่ร่วงลงอย่างรวดเร็ว เมื่อนักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์แล้ว ส่วนภาวะความโลภสุดขั้วมักเกิดขึ้นหลังการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแรง เมื่อผู้ซื้อมีความมั่นใจและการรับความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น


ดัชนีนี้ได้รับความนิยมเนื่องจากช่วยลดความซับซ้อนของคำถามว่า นักลงทุนปฏิบัติตามเหตุผล หรืออารมณ์เริ่มครอบงำการตัดสินใจ


ถึงกระนั้น ไม่ควรถือเป็นสัญญาณซื้อหรือขายโดยตรง ความกลัวยังคงสูงได้ตลอดช่วงตลาดขาลง ความโลภยังคงอยู่ได้ในเทรนด์ขาขึ้นที่แข็งแรง ดัชนีทำงานได้ดีที่สุดในฐานะเครื่องมือประกอบบริบท ควรใช้ร่วมกับการเคลื่อนไหวราคา ความผันผวน ขอบเขตตลาด และข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค



สูตรการคำนวณดัชนีความกลัวและความโลภ


ไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกตลาด การคำนวณขึ้นอยู่กับว่าดัชนีติดตามหุ้นหรือสินทรัพย์ประเภทอื่น


สำหรับหุ้นสหรัฐฯ เวอร์ชันที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ CNN Fear and Greed Index ใช้อินดิเคเตอร์ 7 ตัว ที่วัดโมเมนตัม ขอบเขตตลาด ความเสี่ยงสินเชื่อ ความผันผวน และความต้องการสินทรัพย์หลบภัย สรุปการวิจัยระบุว่าดัชนี CNN คือค่าเฉลี่ยอย่างง่ายของปัจจัย 7 ประการ ได้แก่ โมเมนตัมตลาด ความแข็งแรงราคาหุ้น ขอบเขตราคาหุ้น อัตราอ็อปชันพุท/คอล ความผันผวนของตลาด ความต้องการสินทรัพย์หลบภัย และความต้องการพันธบัตรคุณภาพต่ำ

ปัจจัยที่ใช้คำนวณตลาดหุ้น CNN

สิ่งที่วัด

เหตุที่มีความสำคัญ

โมเมนตัมตลาด

ดัชนี S&P 500 เทียบกับค่าเฉลี่ย 125 วัน

แสดงให้เห็นว่าเทรนด์ตลาดแข็งแรงหรือไม่

ความแข็งแรงราคาหุ้น

จำนวนหุ้นทำจุดสูงสุด/ต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์

วัดระดับการมีส่วนร่วมของตลาดโดยรวม

ขอบเขตราคาหุ้น

ปริมาณการซื้อขึ้นเทียบกับการขายลง

ตรวจสอบว่าการซื้อมีพื้นฐานที่แข็งแรงหรือไม่

อ็อปชันพุท/คอล

ความต้องการสัญญาป้องกันราคาตลาดขาลง

การซื้อพุทจำนวนมากส่งสัญญาณความกลัว

ความผันผวนของตลาด

ดัชนี VIX เทียบกับค่าปกติย้อนหลัง

ความผันผวนเพิ่มขึ้นแสดงความกังวล

ความต้องการพันธบัตรคุณภาพต่ำ

ความปรารถนาลงทุนในสินเชื่อระดับต่ำ

ความต้องการสูงแสดงความกล้ารับความเสี่ยง

ความต้องการสินทรัพย์หลบภัย

ผลตอบแทนหุ้นเทียบกับพันธบัตร

การเลือกลงทุนพันธบัตรบ่งชี้ความระมัดระวัง

ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ เวอร์ชันสำหรับตลาดหุ้นไม่ได้อาศัยโพสต์ทวิตเตอร์ กิจกรรม Reddit แนวโน้มการค้นหา หรือสำรวจความคิดเห็นสาธารณะ


เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2026 ข้อมูลสดของ CNN แสดงดัชนีอยู่ที่ประมาณ 69 บ่งชี้ภาวะความโลภ ค่าอ่านนี้ไม่ได้หมายความว่าตลาดไม่มีความเสี่ยง แต่แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบอารมณ์ตลาดหลายส่วนฟื้นตัวหลังช่วงเกิดความเครียด



แนวโน้มประวัติศาสตร์ของดัชนีความกลัวและความโลภ


ดัชนีความกลัวและความโลภมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อมองผ่านวัฏจักรตลาด


ในช่วงการขายร่วงลงครั้งใหญ่ ดัชนีมักลดลงเข้าสู่ภาวะความกลัวสุดขั้ว นักลงทุนซื้ออ็อปชันพุท ความผันผวนเพิ่มสูง ขอบเขตตลาดอ่อนแอลง และความต้องการพันธบัตรเพิ่มขึ้น ในช่วงการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแรง จะเกิดสภาพตรงข้าม โมเมนตัมหุ้นดีขึ้น ความต้องการพันธบัตรคุณภาพต่ำเพิ่มสูง ความผันผวนลดลง และนักลงทุนกล้ารับความเสี่ยงมากขึ้น


ในเดือนมีนาคม 2026 ดัชนี CNN ลดลงสู่ภาวะความกลัวสุดขั้ว มีค่าอ่านอยู่ที่ 15-17 เนื่องจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยง MarketWatch รายงานว่านี่คือค่าต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และสะท้อนอารมณ์ตลาดที่กังวลอย่างชัดเจน


ต้นเดือนพฤษภาคม 2026 อารมณ์ตลาดฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ค่าอ่านของ CNN กลับเข้าสู่ภาวะความโลภ ในขณะที่ดัชนี VIX ยังคงไวต่อหัวข่าวภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2026 ดัชนี VIX ปรับตัวขึ้นสู่ 18.88 จากความกังวลใหม่เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มูซ สะท้อนให้เห็นว่าความปรารถนารับความเสี่ยงฟื้นตัวได้รวดเร็วแต่ยังคงเปราะบาง


บทเรียนสำคัญคือ ดัชนีไม่ได้คาดการณ์อนาคต แต่แสดงให้เห็นทัศนคติทางอารมณ์ของนักลงทุนในปัจจุบัน



ดัชนีความกลัวและความโลภกับทองคำ


ดัชนีความกลัวและความโลภมักเชื่อมโยงกับตลาดหุ้น แต่นักเทรดมักนำมาเปรียบเทียบกับทองคำ เนื่องจากทองคำมีพฤติกรรมแตกต่างจากสินทรัพย์เสี่ยง


เมื่อความกลัวเพิ่มสูง นักลงทุนอาจย้ายเงินไปลงทุนในทองคำ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เงินเยนญี่ปุ่น ฟรังก์สวิส หรือดอลลาร์สหรัฐฯ ทองคำได้รับประโยชน์เมื่อตลาดมีทัศนคติป้องกันตัว โดยเฉพาะหากอัตราผลตอบแทนจริงลดลง ทำให้สินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยน่าลงทุนมากขึ้น

แต่ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ


ทองคำสามารถปรับตัวขึ้นได้แม้ดัชนีแสดงภาวะความโลภ อาจเกิดจากความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มสูง ธนาคารกลางซื้อทองคำต่อเนื่อง ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสูง หรือดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง ทองคำยังสามารถปรับตัวลงในช่วงเกิดความกลัวได้ หากดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนจริงปรับตัวขึ้นพร้อมกัน


นี่คือเหตุผลที่นักเทรดไม่ควรสรุปว่า "เกิดความกลัวให้ซื้อทองคำ" หรือ "เกิดความโลภให้ขายทองคำ" คำถามที่ดีกว่าคือ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความกลัว


หากความกลัวมาจากความผันผวนหุ้นและอัตราผลตอบแทนจริงลดลง ทองคำอาจได้รับการสนับสนุน หากความกลัวมาจากความตกใจสภาพคล่องและดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ทองคำอาจเผชิญภาวะยากลำบาก ดัชนีให้บริบทการตลาด แต่ทองคำยังคงตอบสนองต่ออัตราดอกเบี้ย ค่าเงิน การไหลเวียนเงิน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์



วิธีการใช้ดัชนีความกลัวและความโลภ


การใช้งานที่ดีที่สุดของดัชนีความกลัวและความโลภคือการควบคุมความเสี่ยง


ช่วยให้นักเทรดตั้งคำถามที่เหมาะสมก่อนเข้าเทรด:


  • ตลาดมีการเข้าลงทุนหนาแน่นในทิศทางเดียวแล้วหรือไม่

  • นักลงทุนกำลังตามโมเมนตัมราคาหรือไม่

  • ความกลัวกำลังสร้างโอกาสลงทุนตามมูลค่าหรือไม่

  • ความโลภกำลังซ่อนขอบเขตตลาดที่อ่อนแอหรือไม่

  • ความผันผวนยืนยันหรือขัดแย้งกับค่าอารมณ์ตลาดหรือไม่


ตัวอย่างเช่น ค่าอ่านสูงประมาณ 70 ในขณะที่ดัชนี S&P 500 ซื้อขายเหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาว อาจยืนยันโมเมนตัมเทรนด์ที่แข็งแรง แต่หากมีหุ้นจำนวนน้อยเข้าร่วมการปรับตัวขึ้น ค่าอ่านนี้อาจปกปิดการนำตลาดเพียงกลุ่มเล็ก


ค่าอ่านความกลัวต่ำกว่า 25 อาจบ่งชี้ว่าแรงขายเคลื่อนไหวสุดขั้ว แต่นักเทรดยังคงต้องการการยืนยัน เช่น ขอบเขตตลาดที่เสถียร ความผันผวนลดลง สเปรดสินเชื่อที่ดีขึ้น หรือโครงสร้างทางเทคนิคที่ชัดเจน จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้สัญญาณ


ในตลาดฟอเร็กซ์ ดัชนีช่วยอธิบายความปรารถนารับความเสี่ยง ภาวะความโลภมักสนับสนุนสกุลเงินที่ไวต่อความเสี่ยงสูง เช่น ดอลลาร์ออสเตรเลีย และดอลลาร์นิวซีแลนด์ ส่วนภาวะความกลัวมักสนับสนุนสกุลเงินป้องกันตัว เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ เยนญี่ปุ่น หรือฟรังก์สวิส ขึ้นอยู่กับสาเหตุของความเครียด


ดัชนีควรถูกใช้เพื่อปรับระดับการถือครองสินทรัพย์ ไม่ใช่แทนที่การวิเคราะห์



ข้อจำกัดของดัชนีความกลัวและความโลภ


ดัชนีความกลัวและความโลภมีข้อจำกัดสำคัญ 3 ประการ


  • ประการแรก ไม่ใช่เครื่องมือกำหนดเวลาเข้าเทรด ความโลภสุดขั้วสามารถยังคงอยู่ได้ตลอดตลาดขาขึ้นที่แข็งแรง ความกลัวสุดขั้วสามารถรุนแรงมากขึ้นได้ในช่วงวิกฤต
  • ประการที่สอง ไม่ได้วัดมูลค่าการลงทุน ตลาดที่อยู่ในภาวะความกลัวอาจยังมีราคาแพง หากคาดการณ์ผลกำไรลดลง ตลาดที่อยู่ในภาวะความโลภสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ หากการเติบโตผลกำไร สภาพคล่อง และโมเมนตัมยังคงแข็งแรง


ค่าอ่านที่มีประโยชน์ที่สุดมาจากการตรวจสอบองค์ประกอบเบื้องหลังคะแนนหลัก ตัวเลขเดียวมีประโยชน์ แต่เหตุผลเบื้องหลังตัวเลขมีความสำคัญมากกว่า



คำถามที่พบบ่อย(FAQ)


ดัชนีความกลัวและความโลภมีความแม่นยำหรือไม่

มีความแม่นยำในฐานะเครื่องวัดอารมณ์ตลาด ไม่ใช่เครื่องคาดการณ์ราคา แสดงให้เห็นว่านักลงทุนมีทัศนคติป้องกันตัวหรือก้าวร้าว มีประโยชน์มากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับเทรนด์ ความผันผวน ผลกำไร อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และขอบเขตตลาด


ความกลัวสุดขั้วเป็นโอกาสซื้อหรือไม่

อาจเป็นได้ แต่ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ ความกลัวสุดขั้วมักเกิดขึ้นเมื่อการขายร่วงลงดำเนินไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ราคาอาจยังปรับตัวลงต่อได้ หากสภาพคล่องเข้มงวด ผลกำไรอ่อนแอลง หรือความผันผวนยังคงสูง การยืนยันสัญญาณจึงมีความสำคัญ


ความโลภสุดขั้วเป็นสัญญาณขายหรือไม่

ไม่ใช่ด้วยตัวมันเอง ความโลภสุดขั้วเตือนว่านักลงทุนอาจมีความมั่นใจมากเกินไป แต่ตลาดที่แข็งแรงสามารถอยู่ในภาวะความโลภได้นาน นักเทรดควรเฝ้าดูขอบเขตตลาด ปริมาณการซื้อขาย มูลค่าการลงทุน และระดับแนวต้านก่อนลดการถือครองสินทรัพย์


นักเทรดฟอเร็กซ์สามารถใช้ดัชนีความกลัวและความโลภได้หรือไม่

สามารถใช้ได้ นักเทรดฟอเร็กซ์ใช้ประเมินความปรารถนารับความเสี่ยงโลก ความกลัวมักสนับสนุนสกุลเงินหลบภัย ในขณะที่ความโลภช่วยหนุนสกุลเงินให้ผลตอบแทนสูงหรือสกุลเงินเชื่อมโยงสินค้าโภคภัณฑ์ ควรใช้สัญญาณร่วมกับสเปรดอัตราดอกเบี้ยและความคาดหวังธนาคารกลาง



สรุป


ดัชนีความกลัวและความโลภช่วยให้นักเทรดมีวิธีง่ายๆ ในการวัดอารมณ์ตลาด แสดงให้เห็นเมื่อนักลงทุนมีความระมัดระวัง มั่นใจ หรือเสี่ยงต่อการมองทิศทางเดียวมากเกินไป


คุณค่าที่แท้จริงคือการสร้างระเบียบวินัย ค่าอ่านต่ำสามารถเปิดเผยความตกใจ ค่าอ่านสูงเตือนไม่ให้ตามราคาที่ร้อนแรง ค่าอ่านเป็นกลางช่วยเตือนนักเทรดให้มุ่งเน้นไปที่ปัจจัยพื้นฐานและโครงสร้างทางเทคนิค


หากใช้งานอย่างถูกต้อง ดัชนีไม่ได้แทนที่การวิเคราะห์ แต่ช่วยปรับปรุงการวิเคราะห์ การตัดสินใจที่แข็งแรงที่สุดเกิดจากการผสานอารมณ์ตลาดเข้ากับเทรนด์ ความผันผวน ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค และการจัดการความเสี่ยงที่เข้มงวด

บทความแนะนำ
การคัดลอกการซื้อขายและการซื้อขายด้วยตนเอง: วิธีใดเหมาะกับคุณ?
ถ้ายังไม่รู้จัก S&P 500 อย่าเพิ่งเริ่มลงทุนหุ้นสหรัฐฯ!
10 ประเภทการลงทุน: อธิบาบง่ายๆ สำหรับผู้เริ่มต้น
มือใหม่เทรดหุ้น เริ่มลงทุนอย่างมั่นใจ สร้างกำไรทุกวัน
เบื้องลึกแนวคิดทฤษฎีอะดัมของตลาด