ถ้ายังไม่รู้จัก S&P 500 อย่าเพิ่งเริ่มลงทุนหุ้นสหรัฐฯ!
简体中文 繁體中文 English 한국어 日本語 Español Bahasa Indonesia Tiếng Việt Português Монгол العربية हिन्दी Русский ئۇيغۇر تىلى

ถ้ายังไม่รู้จัก S&P 500 อย่าเพิ่งเริ่มลงทุนหุ้นสหรัฐฯ!

ผู้เขียน: Charmin Cornelia

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-24

S&P 500


ทุกครั้งที่ข่าวการเงินรายงานว่า "ตลาดหุ้นอเมริกาพุ่งขึ้น" หรือ "ตลาดร่วงหนัก" สิ่งที่เขาพูดถึงส่วนใหญ่แล้วก็คือ S&P 500 นั่นเอง


S&P 500 ไม่ใช่แค่ตัวเลขในหน้าข่าวธุรกิจ แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนสุขภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และส่งผลต่อตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนชาวไทยที่มีพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศด้วย


ถ้าคุณกำลังเริ่มต้นทำความเข้าใจการลงทุน หรืออยากรู้ว่า S&P 500 คืออะไร ทำงานอย่างไร และลงทุนได้อย่างไร บทความนี้จะพาคุณเข้าใจทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ


S&P 500 คืออะไร?

S&P 500 (Standard & Poor's 500) คือดัชนีชี้วัดตลาดหุ้น (Stock Market Index) ที่รวบรวมบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 500 แห่งในสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มต้นเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1957 พัฒนาโดย Standard & Poor's ซึ่งปัจจุบันคือ S&P Global


สิ่งที่ทำให้ S&P 500 พิเศษกว่าดัชนีอื่น คือความหลากหลายของบริษัทในนั้น ครอบคลุมทั้งกลุ่มเทคโนโลยี การดูแลสุขภาพ พลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค และอีกมากมาย ทำให้มันเป็นตัวแทนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้อย่างครอบคลุมที่สุด


ในปี ค.ศ. 1968 S&P 500 กลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการของ The Conference Board องค์กรวิจัยธุรกิจชั้นนำของโลก ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของมันในฐานะเครื่องมือวัดสุขภาพเศรษฐกิจ


S&P 500 ทำงานอย่างไร?

เกณฑ์การคัดเลือกบริษัท

บริษัทที่จะเข้ามาอยู่ใน S&P 500 ได้ ต้องผ่านเกณฑ์หลายข้อ ได้แก่

  • เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา (แม้จะมีสาขาต่างประเทศก็ได้)

  • จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและมีหุ้นสามัญ (Common Shares) ซื้อขายในตลาด

  • มี Market Capitalization (มูลค่าตลาดรวม) ไม่ต่ำกว่า 20,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ใหญ่ เช่น NYSE หรือ Nasdaq

  • หุ้นมีสภาพคล่องสูง (ซื้อขายได้ง่าย)

  • มีกำไรเป็นบวกในไตรมาสล่าสุด และกำไรรวมสี่ไตรมาสย้อนหลังต้องเป็นบวกด้วย

เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้มั่นใจได้ว่า S&P 500 ประกอบด้วยบริษัทที่แข็งแกร่งและมั่นคงจริงๆ


ระบบการถ่วงน้ำหนัก (Market Cap Weighting)

S&P 500 ไม่ได้ให้น้ำหนักบริษัทเท่ากันทุกแห่ง แต่ใช้ระบบ Market Cap Weighting ซึ่งหมายความว่าบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงกว่า จะมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีมากกว่า

ผลที่ตามมาคือ ในต้นปี 2025 มีเพียง 10 บริษัทที่ครองสัดส่วนเกือบ 35% ของมูลค่าดัชนีทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่คุณรู้จักกันดี


การปรับสมดุล (Rebalancing)

S&P 500 มีการปรับสมดุลทุกไตรมาส เพื่อให้สัดส่วนของแต่ละบริษัทสะท้อนมูลค่าตลาดปัจจุบัน บริษัทที่เติบโตขึ้นจะได้น้ำหนักเพิ่ม ขณะที่บริษัทที่หดตัวลงจะถูกลดสัดส่วน และอาจถูกนำออกจากดัชนีได้


นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มหรือลดบริษัทได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องรอรอบปรับสมดุล เช่น เมื่อมีบริษัทใหม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ผ่าน IPO (การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก) และมีคุณสมบัติครบถ้วน ก็สามารถได้รับเลือกเข้าดัชนีได้


ทำไม S&P 500 ถึงสำคัญ?

1. เป็นตัวแทนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

บริษัทใน S&P 500 รวมกันมีมูลค่าประมาณ 80% ของมูลค่าหุ้นทั้งหมดในตลาดสหรัฐฯ ดังนั้นเมื่อ S&P 500 ขยับขึ้นหรือลง มันสะท้อนทิศทางของตลาดหุ้นอเมริกาโดยรวมได้แม่นยำมาก นักลงทุนจึงนิยมใช้เป็น Benchmark (ตัวเปรียบเทียบ) สำหรับวัดผลการลงทุนของตัวเอง


2. บ่งบอกสุขภาพเศรษฐกิจ

S&P 500 คือ Leading Indicator (ตัวชี้วัดล่วงหน้า) ซึ่งต่างจาก GDP หรืออัตราการว่างงานที่เป็น Lagging Indicator (ตัวชี้วัดย้อนหลัง) ราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังต่ออนาคต ดังนั้นดัชนีจึงมักขยับก่อนที่เศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงจริงๆ


3. วัดอารมณ์ตลาด (Investor Sentiment)

CNN Business มี Fear & Greed Index (ดัชนีความกลัวและความโลภ) ที่ใช้ S&P 500 เป็นหนึ่งในตัวชี้วัด โดยเปรียบเทียบค่าปัจจุบันของ S&P 500 กับ Moving Average (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) 125 วัน ถ้าดัชนีอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยสม่ำเสมอ แปลว่าตลาดกำลัง Bullish (มองโลกในแง่ดี) แต่ถ้าต่ำกว่า แปลว่านักลงทุนกำลัง Bearish (กังวลและระแวง)


วิธีลงทุนใน S&P 500

คุณไม่สามารถลงทุนใน S&P 500 โดยตรงได้ เหมือนกับที่คุณซื้อรายการในสูตรอาหารไม่ได้ คุณต้องซื้อตัวอาหารเอง การลงทุนใน S&P 500 จึงต้องผ่านเครื่องมือการเงินต่างๆ ดังนี้


กองทุนดัชนี (Index Funds)

Index Fund คือกองทุนที่ออกแบบมาเพื่อเลียนแบบผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 โดยตรง ส่วนใหญ่เป็นการบริหารแบบ Passive (ไม่มีผู้จัดการกองทุนคอยซื้อขายบ่อยๆ) จึงมีค่าธรรมเนียม (Expense Ratio) ต่ำ เหมาะกับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอ


Index Fund แบ่งออกเป็นสองประเภทหลักคือ Mutual Fund (กองทุนรวม) ซึ่งตีราคาวันละครั้งตอนปิดตลาด และ ETF (Exchange-Traded Fund หรือกองทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์) ซึ่งซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการเหมือนหุ้น


กองทุน S&P 500 ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ SPDR S&P 500 ETF Trust, Vanguard 500 Index Fund และ iShares Core S&P 500 ETF


หุ้นรายตัว (Individual Stocks)

อีกวิธีหนึ่งคือการซื้อหุ้นของบริษัทที่อยู่ใน S&P 500 โดยตรง เนื่องจากแค่ 7 บริษัทใหญ่ครองสัดส่วนกว่าหนึ่งในสามของดัชนี คุณจึงไม่จำเป็นต้องซื้อครบทั้ง 500 บริษัทเพื่อรับผลตอบแทนใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่สะสมได้เร็ว และต้องใช้เวลาติดตามมากกว่าการซื้อ Index Fund


ข้อดีของการลงทุนใน S&P 500

การกระจายความเสี่ยง (Diversification): เพียงการลงทุนครั้งเดียว คุณได้รับความเสี่ยงที่กระจายไปกว่า 500 บริษัทในหลากหลายอุตสาหกรรม


ผลตอบแทนในระยะยาว: ตลอดอายุของ S&P 500 ดัชนีนี้สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี แม้ว่าบางปีจะมีการปรับตัวลงอย่างหนัก เช่น ปี 2002 ลงกว่า 23% และปี 2008 ลงเกือบ 40% แต่แนวโน้มระยะยาวยังคงเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ค่าธรรมเนียมต่ำ: Index Fund ที่ติดตาม S&P 500 มักมี Expense Ratio ต่ำมาก บางกองทุนเก็บน้อยกว่า 0.1% ต่อปี


ความเสี่ยงที่ต้องรู้

ความเสี่ยงตลาด (Market Risk): เมื่อตลาดโดยรวมปรับตัวลง S&P 500 ย่อมลงตาม เพราะมันสะท้อนตลาดในภาพกว้าง

  • วัฏจักรเศรษฐกิจ (Economic Downturns): ในช่วง Recession (เศรษฐกิจถดถอย) บริษัทมีกำไรลดลง นักลงทุนเกิดความกังวลและอาจเทขายหุ้น ดัชนีจึงร่วงตาม

  • การกระจุกตัวใน Big Caps: เนื่องจากระบบถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด คุณอาจรู้สึกว่าลงทุนหลากหลาย แต่จริงๆ แล้วความเสี่ยงส่วนใหญ่อยู่ที่บริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง


สรุป: S&P 500 คือจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับนักลงทุนทุกคน

S&P 500 ไม่ใช่แค่ดัชนีตัวเลข แต่มันคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดตัวหนึ่งในโลกการลงทุน มันบอกเราว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังไปทางไหน อารมณ์นักลงทุนเป็นอย่างไร และโอกาสการสร้างผลตอบแทนในระยะยาวอยู่ตรงไหน


สำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว S&P 500 คือจุดเริ่มต้นที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วหลายทศวรรษ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มลงทุน หรือนักลงทุนมืออาชีพที่ต้องการ Core Portfolio ที่แข็งแกร่ง S&P 500 มักจะเป็นคำตอบที่ไม่เคยทำให้ผิดหวังในระยะยาว


พร้อมเริ่มต้นลงทุนกับ EBC Financial Group แล้วหรือยัง?

หากคุณสนใจลงทุนในสินทรัพย์ที่อิงกับ S&P 500 ไม่ว่าจะเป็น CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) หรือผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่นๆ EBC Financial Group พร้อมดูแลคุณด้วยแพลตฟอร์มที่ปลอดภัย โปร่งใส และเข้าถึงง่าย ให้คุณสามารถติดตามและลงทุนในตลาดโลกได้จากที่เดียว


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ S&P 500

1: S&P 500 กับ Dow Jones ต่างกันอย่างไร? 

Dow Jones Industrial Average (DJIA) ประกอบด้วยบริษัทเพียง 30 แห่ง และใช้ระบบถ่วงน้ำหนักตามราคาหุ้น ขณะที่ S&P 500 รวม 500 บริษัทและถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด ทำให้ S&P 500 เป็นตัวแทนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ครอบคลุมและแม่นยำกว่ามาก


2: นักลงทุนไทยสามารถลงทุนใน S&P 500 ได้อย่างไร? 

นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึง S&P 500 ได้หลายช่องทาง เช่น กองทุน LTF/RMF ที่ลงทุนในต่างประเทศ, กองทุนรวมต่างประเทศ (FIF), การซื้อ ETF ผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศ, หรือการเทรด CFD ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง EBC Financial Group


3: S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่าไหร่ต่อปี? 

ตลอดประวัติศาสตร์ S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี อย่างไรก็ตามตัวเลขนี้เป็นค่าเฉลี่ยระยะยาว แต่ละปีผลลัพธ์อาจแตกต่างกันมาก บางปีขึ้นมากกว่า 30% บางปีก็ลงได้หนักกว่า 30% เช่นกัน


4: S&P 500 เหมาะกับการลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว? 

S&P 500 เหมาะที่สุดสำหรับการลงทุนระยะยาว (ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป) เพราะความผันผวนระยะสั้นสูงมาก แต่ในระยะยาวแนวโน้มมักเป็นขาขึ้น นักลงทุนระยะสั้นที่ต้องการเก็งกำไรจากความผันผวนอาจพิจารณาเครื่องมืออย่าง CFD แทน


ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความแนะนำ
เปิดโลกเทรด CFD สำหรับมือใหม่ เข้าใจได้ทันที!
ลงทุนหุ้น New Economy: โอกาสใหม่นอกเหนือจากหุ้นใหญ่แบบเดิม
เมื่อตลาดเปลี่ยนจาก "คลั่งรัก AI" สู่ความ "หวาดผวา": เจาะลึกเบื้องหลังการเทขายครั้งใหญ่ที่สั่นสะเทือน Wall Street
หุ้นโลกดีดแรง! S&P 500 - Nasdaq ฟื้นคืนชีพ ท่ามกลางศึก 'เฟด vs ทรัมป์' ที่ยังไม่จบ
ลงทุนหุ้นสหรัฐ ต้องรู้จัก W-8BEN ลดภาษีเงินปันผลได้ถึง 50%