เผยแพร่เมื่อ: 2026-04-02

ราคาน้ำมันเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดการเงินทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นหุ้นพลังงาน ค่าเงิน หรือแม้แต่เงินเฟ้อ โดยเมื่อพูดถึงราคาน้ำมัน นักลงทุนมักจะเห็นชื่อ Benchmark หลักอยู่ 2 ตัว คือ Brent Oil และ WTI Crude Oil ซึ่งหลายคนยังสับสนว่าทั้งสองต่างกันอย่างไร และควรดูตัวไหนเป็นหลัก
บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจ Brent Oil vs WTI Crude Oil แบบเข้าใจง่าย พร้อมอธิบายว่านักลงทุนควรติดตามราคาน้ำมันตัวไหน เพื่อใช้วิเคราะห์แนวโน้มตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Benchmark ราคาน้ำมัน คือราคาน้ำมันดิบมาตรฐานที่ใช้เป็นตัวอ้างอิงในการกำหนดราคาซื้อขายน้ำมันทั่วโลก โดยน้ำมันจากแต่ละประเทศมีคุณภาพและต้นทุนการขนส่งแตกต่างกัน จึงต้องมีราคากลางเพื่อใช้อ้างอิง
Benchmark หลักของโลกมีอยู่ 2 ตัว ได้แก่
Brent Oil
WTI Crude Oil
ราคาน้ำมันส่วนใหญ่ในตลาดโลกจะอ้างอิงจาก Benchmark เหล่านี้ ก่อนนำไปปรับตามคุณภาพและค่าขนส่ง
Brent Oil (CFD : XBRUSD) คือ น้ำมันดิบที่ผลิตจากแหล่งทะเลเหนือ (North Sea) และถูกใช้เป็น Benchmark ราคาน้ำมันของตลาดโลก โดยเฉพาะในยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง
ตัวอย่างประเทศที่อ้างอิงราคา Brent เช่น
สหราชอาณาจักร
เยอรมนี
ฝรั่งเศส
อิตาลี
ซาอุดีอาระเบีย
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ไทย
สิงคโปร์
อินเดีย
ลักษณะสำคัญของ Brent ได้แก่
เป็นน้ำมันประเภท Light Sweet
คุณภาพดี กลั่นง่าย
ขนส่งทางเรือได้สะดวก
ใช้กำหนดราคาน้ำมันทั่วโลกประมาณ 70%
ด้วยเหตุนี้ Brent จึงถูกใช้เป็นตัวสะท้อนแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกมากที่สุด
WTI Crude Oil หรือ West Texas Intermediate (CFD : XTIUSD) คือ น้ำมันดิบที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา และใช้เป็น Benchmark ราคาน้ำมันฝั่งอเมริกา โดยมีจุดส่งมอบหลักที่ Cushing, Oklahoma
ตัวอย่างประเทศที่อ้างอิงราคา WTI เช่น
สหรัฐอเมริกา
แคนาดา
เม็กซิโก
บราซิล (บางสัญญา)
ชิลี
ลักษณะสำคัญของ WTI ได้แก่
เป็นน้ำมัน Light Sweet เช่นเดียวกับ Brent
คุณภาพสูงมาก กำมะถันต่ำ
ขนส่งผ่าน pipeline ภายในประเทศ
สะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐเป็นหลัก
WTI จึงถูกใช้เป็นตัวชี้วัดแนวโน้มพลังงานของเศรษฐกิจอเมริกา
โดยปกติแล้ว Brent มักมีราคาสูงกว่า WTI เล็กน้อย เนื่องจากปัจจัยด้านการขนส่งและโครงสร้างตลาด โดย Brent สามารถขนส่งทางเรือไปยังตลาดทั่วโลกได้ง่าย ขณะที่ WTI ถูกจำกัดด้วยระบบ pipeline ภายในสหรัฐ
นอกจากนี้ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง มักส่งผลต่อ Brent มากกว่า เนื่องจาก Brent ใช้เป็น Benchmark ราคาน้ำมันโลก
นักลงทุนสามารถเลือกติดตามได้ตามวัตถุประสงค์
วิเคราะห์เศรษฐกิจโลก ควรดู Brent
วิเคราะห์ตลาดหุ้นพลังงานโลก ควรดู Brent
วิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐ ควรดู WTI
เทรดน้ำมัน ควรดูทั้ง Brent และ WTI
โดยทั่วไป นักลงทุนส่วนใหญ่จะใช้ Brent เป็นตัวหลัก และใช้ WTI เป็นตัวเปรียบเทียบ
หากนักลงทุนกำลังติดตามหุ้นพลังงานไทย หรือราคาน้ำมันในประเทศ การอ้างอิงราคาน้ำมัน Brent จะเหมาะสมมากกว่า เนื่องจากราคาน้ำมันในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย มักอ้างอิงกับราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นหลัก
ราคาน้ำมันที่ใช้ในไทย เช่น ราคาน้ำมันสำเร็จรูป หรือราคากลั่น มักเคลื่อนไหวตาม Brent มากกว่า WTI เนื่องจากการนำเข้าน้ำมันและการค้าระหว่างประเทศใช้ Benchmark ฝั่งตลาดโลก
ดังนั้น นักลงทุนที่ติดตามหุ้นพลังงานไทย เช่น กลุ่มโรงกลั่น หรือปิโตรเคมี ควรดู Brent เป็นตัวหลักในการวิเคราะห์
หากต้องการติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันโลกโดยรวม นักลงทุนควรใช้ Brent เป็นตัวอ้างอิง เนื่องจาก Brent เป็น Benchmark ที่ใช้กำหนดราคาน้ำมันในหลายภูมิภาคทั่วโลก
Brent สะท้อนทั้งปัจจัยด้านอุปสงค์ อุปทาน และเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หรือการปรับกำลังผลิตของ OPEC ซึ่งมีผลต่อตลาดน้ำมันทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม การดู WTI ควบคู่กัน จะช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพของเศรษฐกิจสหรัฐ และสามารถเปรียบเทียบส่วนต่างราคาเพื่อวิเคราะห์ตลาดได้ลึกขึ้น
การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน Brent และ WTI ส่งผลต่อหลายตลาด เช่น
หุ้นกลุ่มพลังงาน
หุ้นสายการบิน
หุ้นขนส่ง
ค่าเงิน
เงินเฟ้อ
เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น หุ้นพลังงานมักปรับตัวขึ้นตาม ขณะที่หุ้นสายการบินอาจได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

Spread คือส่วนต่างราคาของ Brent และ WTI ซึ่งนักลงทุนใช้วิเคราะห์ภาวะตลาดน้ำมัน หาก Spread กว้างขึ้น อาจสะท้อนถึงปัญหาด้าน supply หรือ logistics ขณะที่ Spread แคบลง อาจบ่งชี้ว่าตลาดน้ำมันกำลังกลับสู่สมดุล
OPEC มีผลต่อราคาน้ำมันโลกโดยรวม โดย Brent จะได้รับผลกระทบมากกว่า เพราะใช้เป็น Benchmark ตลาดโลก ส่วน WTI จะสะท้อนผลทางอ้อมผ่านอุปสงค์‑อุปทานในสหรัฐ
ราคาของ Brent มักร่วงเมื่ออุปทานน้ำมันเพิ่มขึ้น ความต้องการลดลง หรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย รวมถึงค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าก็อาจกดดันราคาได้
Brent และ WTI คือ Benchmark ราคาน้ำมัน ส่วน OPEC คือกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่กำหนดกำลังการผลิต ซึ่งมีอิทธิพลต่อราคาของทั้ง Brent และ WTI
หากต้องเลือกดูเพียงตัวเดียว นักลงทุนทั่วไปควรดู Brent เนื่องจากเป็น Benchmark ราคาน้ำมันโลก และสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์และนักลงทุนที่ต้องการข้อมูลเชิงลึก ควรติดตามทั้ง Brent และ WTI เพื่อเปรียบเทียบแนวโน้มตลาดพลังงานอย่างครบถ้วน การติดตามราคาน้ำมันทั้งสองตัวแบบเรียลไทม์ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถวางแผนการลงทุนได้แม่นยำมากขึ้น และเข้าใจการเคลื่อนไหวของตลาดโลกได้ดียิ่งขึ้น
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาให้เป็น (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรนำไปใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ ความเห็นใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นการแนะนำจาก EBC หรือผู้เขียนว่าการลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนใดๆ เหมาะสมสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ