หุ้นกู้คืออะไร วิธีดู Credit Rating หุ้นกู้ก่อนลงทุน แยกหลุมหลบภัยจากหลุมพราง
English Español Português 한국어 简体中文 繁體中文 日本語 Tiếng Việt Bahasa Indonesia Монгол ئۇيغۇر تىلى العربية Русский हिन्दी O‘zbekcha Қазақша

หุ้นกู้คืออะไร วิธีดู Credit Rating หุ้นกู้ก่อนลงทุน แยกหลุมหลบภัยจากหลุมพราง

ผู้เขียน: เนตรนภา ป.

เผยแพร่เมื่อ: 2026-09-10   
อัปเดตเมื่อ: 2026-09-10

Corporate Bond / Debenture หรือ หุ้นกู้ คือ ตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่หลายคนมองว่าเป็นเครื่องมือที่ปลอดภัยกว่าหุ้น เพราะให้ผลตอบแทนแน่นอนในรูปแบบดอกเบี้ย แต่ความจริงแล้ว หุ้นกู้เองก็มีความเสี่ยงไม่ต่างจากสินทรัพย์ลงทุนอื่น ๆ ทั้งนี้ ระดับความเสี่ยงของหุ้นกู้แต่ละตัวอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมนักลงทุนควรรู้จัก Credit Rating หรือเกรดของหุ้นกู้ ก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะหุ้นกู้หนึ่งตัว อาจเป็นได้ทั้ง “หลุมหลบภัย” ที่ให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ หรือ “หลุมพราง” ที่ทำให้เงินต้นหายไปทั้งก้อน หากเลือกซื้อหุ้นกู้โดยคำนึงแค่ตัวเลขดอกเบี้ยสูงที่ล่อตา

Featured_หุ้นกู้คืออะไร วิธีดู Credit Rating หุ้นกู้ก่อนลงทุน แยกหลุมหลบภัยจากหลุมพราง.jpg

ประเด็นสำคัญ

  • หุ้นกู้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย แต่ความเสี่ยงในการลงทุนแตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท

  • Credit Rating เป็นตัวชี้วัดเกรดหุ้นกู้ที่ช่วยประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้

  • หุ้นกู้ดอกเบี้ยสูงมักมาพร้อมความเสี่ยงที่สูงขึ้นเสมอ

  • ก่อนลงทุนหุ้นกู้ ต้องดูทั้งเรตติ้ง อายุหุ้นกู้ สภาพคล่อง และฐานะของบริษัทประกอบกัน

หุ้นกู้ คืออะไร ทำงานอย่างไร

หุ้นกู้คือ ตราสารหนี้ที่บริษัทเอกชนออกเพื่อระดมทุน โดยนักลงทุนที่ซื้อหุ้นกู้มีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” ของบริษัท ไม่ใช่ “เจ้าของ” เหมือนผู้ถือหุ้น บริษัทผู้ออกหุ้นกู้มีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ย (Coupon) ให้ผู้ถือหุ้นตามอัตราและงวดที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น ทุก 3 หรือ 6 เดือน และเมื่อถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date) บริษัทที่ออกหุ้นกู้ต้องคืนเงินต้นเต็มจำนวนให้ผู้ถือหุ้นกู้ โดยความเสี่ยงของการถือหุ้นกู้จะขึ้นอยู่กับระดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้

โครงสร้างของหุ้นกู้ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ส่วน ซึ่งจะระบุไว้ชัดเจนในหนังสือชี้ชวนก่อนการเสนอขาย ได้แก่ ผู้ออกหุ้นกู้ อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว วันครบกำหนดไถ่ถอน มูลค่าไถ่ถอนคืนเงินต้น

ลงทุนหุ้นกู้แล้วได้ผลตอบแทนจากอะไร

  • ดอกเบี้ย (Coupon) ที่จ่ายเป็นงวดตามรอบที่กำหนด เช่น ทุก 3 เดือน, ทุก 6 เดือน ถือเป็นรายได้หลักของผู้ถือหุ้นกู้

  • กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) หากขายหุ้นกู้ในตลาดรองได้สูงกว่าที่ซื้อมา ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดปรับลดลง หรือเครดิตของผู้ออกหุ้นกู้ดีขึ้น

  • เงินต้น ได้คืนเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน หากผู้ออกหุ้นกู้ไม่ผิดนัดชำระหนี้

หุ้นกู้ต่างจากหุ้น และเงินฝากอย่างไร

หุ้นกู้เทียบกับหุ้นสามัญ

หุ้นกู้ให้ผลตอบแทนที่คาดการณ์ได้ชัดเจนกว่า เพราะกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า ส่วนหุ้นสามัญให้เงินปันผลไม่แน่นอนและราคาผันผวนตามผลประกอบการ แต่หุ้นกู้ก็มี Upside จำกัด ไม่เหมือนหุ้นที่มีโอกาสได้กำไรไม่จำกัดจากราคาที่ปรับขึ้น

หุ้นกู้เทียบกับเงินฝากธนาคาร

เงินฝากมักได้รับความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากตามวงเงินที่กฎหมายกำหนด ทำให้มีความเสี่ยงต่ำมาก แต่ผลตอบแทนก็ต่ำตามไปด้วย ส่วนหุ้นกู้ไม่มีการค้ำประกันจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้ลงทุนต้องรับความเสี่ยงด้านเครดิตของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้เองทั้งหมด แลกกับผลตอบแทนที่สูงกว่า

หุ้นกู้มีกี่ประเภท

ประเภทของหุ้นกู้ หากแบ่งตามระดับความเสี่ยง สามารถแบ่งได้ดังนี้

1. หุ้นกู้มีประกัน (Secured Bond) และหุ้นกู้ไม่มีประกัน (Unsecured Bond)

  • หุ้นกู้มีประกัน ผู้ออกหุ้นกู้จะต้องนำสินทรัพย์ มาเป็นหลักประกันในการออกหุ้นกู้ ทำให้ผู้ถือหุ้นกู้มีสิทธิเรียกร้องจากหลักประกันได้

  • หุ้นกู้ที่ไม่มีประกัน ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือของบริษัทล้วน ๆ 

2. หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated/ Junior Bond) และหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (Unsubordinated/ Senior Bond) 

  • หุ้นกู้ด้อยสิทธิ เสี่ยงกว่า เพราะมีสิทธิด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญรายอื่น หากบริษัทผิดนัดชำระหรือล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิจะได้รับชำระคืนหลังเจ้าหนี้รายอื่น บริษัทจึงมักจะให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเช่นกันเพื่อชดเชย

  • หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ผู้ถือมีสิทธิเรียกร้องและได้รับการชำระหนี้เท่าเทียมกับเจ้าหนี้สามัญรายอื่น ๆ และก่อนผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิ

3. หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bond) และหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (Perpetual Bond)

  • หุ้นกู้แปลงสภาพ ผู้ถือสามารถเลือกได้ว่าเมื่อถึงกำหนด จะรับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยหรือจะใช้สิทธิแปลงสภาพจากผู้ถือหุ้นกู้ (เจ้าหนี้)  ไปเป็นผู้ถือหุ้นสามัญ (เจ้าของร่วม)

  • หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ ไม่มีกำหนดไถ่ถอนชัดเจน บริษัทจะชำระคืนก็ต่อเมื่อเลิกกิจการ ซึ่งอาจนานกว่าหลายสิบปี และเสี่ยงได้เงินคืนช้าหรือได้คืนไม่ครบจำนวน ส่วนใหญ่จึงกำหนดสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนด (Call Option) ร่วมกับให้ดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อดึงดูดผู้ซื้อ

Credit Rating หุ้นกู้คืออะไร ดูได้จากที่ไหน

Credit Rating คืออันดับความน่าเชื่อถือที่บริษัทจัดอันดับเครดิต เช่น TRIS Rating หรือ Fitch Ratings (Thailand) ประเมินให้กับผู้ออกหุ้นกู้ โดยพิจารณาจากฐานะการเงิน กระแสเงินสด และความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นตามกำหนด 

นักลงทุนสามารถตรวจสอบ Credit Rating ได้จากหนังสือชี้ชวน (Prospectus) เอกสาร Factsheet ของหุ้นกู้แต่ละรุ่น เว็บไซต์ของบริษัทจัดอันดับเครดิต รวมถึงเว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. 

สิ่งสำคัญคือ ต้องตรวจสอบวันที่ประกาศล่าสุดเสมอ เพราะเรตติ้งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดอายุหุ้นกู้ และ Credit Rating เป็นเพียง “การประเมินความน่าจะเป็น” ไม่ใช่การรับประกันว่าบริษัทจะไม่ผิดนัดชำระหนี้

วิธีดู Credit Rating และเกรดหุ้นกู้

อันดับเครดิตแบ่งเป็นกลุ่มตามตัวอักษร โดยยิ่งอยู่ใกล้ตัว A มากเท่าไร ความสามารถในการชำระหนี้ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

อันดับเครดิต กลุ่ม ความหมายโดยย่อ

AAA

Investment Grade

ความสามารถในการชำระหนี้สูงที่สุด และมีความเสี่ยงผิดนัดชำระต่ำที่สุด

AA

Investment Grade

ความสามารถในการชำระหนี้สูงมาก ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจาก AAA เพียงเล็กน้อย

A

Investment Grade

ความสามารถในการชำระหนี้สูง แต่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยลบมากขึ้น

BBB

Investment Grade

ยังมีความสามารถในการชำระหนี้เพียงพอ แต่มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจมากกว่ากลุ่มอันดับสูง

BB

Non-Investment Grade / High Yield

มีความเสี่ยงด้านเครดิตค่อนข้างสูง และอาจเผชิญปัญหาในการชำระหนี้เมื่อภาวะเศรษฐกิจแย่ลง

B

Non-Investment Grade / High Yield

มีความเสี่ยงผิดนัดชำระสูง แต่ปัจจุบันยังสามารถชำระหนี้ได้

CCC

Non-Investment Grade / High Yield

มีความเสี่ยงผิดนัดชำระสูงมาก ความสามารถในการชำระหนี้ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวย

CC

Non-Investment Grade / High Yield

มีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้สูงมาก และสถานะทางการเงินเปราะบางอย่างยิ่ง

C

Non-Investment Grade / High Yield

ใกล้เข้าสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้ หรือมีโอกาสได้รับชำระหนี้คืนต่ำมาก

D

Default

อยู่ในภาวะผิดนัดชำระหนี้แล้ว

หมายเหตุ: อันดับ AA ถึง B อาจแบ่งย่อยด้วยเครื่องหมาย + หรือ - เช่น AA+, AA, AA - เพื่อแสดงระดับความน่าเชื่อถือภายในอันดับเดียวกัน โดย BBB- ถือเป็นระดับต่ำสุดของกลุ่ม Investment Grade ส่วน BB+ ลงไปเป็นกลุ่ม Non-Investment Grade หรือ High Yield ทั้งนี้ สัญลักษณ์อาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามสถาบันจัดอันดับเครดิตแต่ละแห่ง

Investment Grade คืออะไร

Investment Grade คือกลุ่มหุ้นกู้ที่ได้รับเรตติ้งตั้งแต่ BBB ขึ้นไปจนถึง AAA ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น จึงเหมาะกับนักลงทุนที่เน้นความมั่นคงมากกว่าผลตอบแทนสูง โดยแลกมากับอัตราดอกเบี้ยที่มักต่ำกว่ากลุ่ม High Yield

Non-Investment Grade หรือหุ้นกู้ High Yield คืออะไร

หุ้นกู้ที่ได้รับเรตติ้งต่ำกว่า BBB จัดอยู่ในกลุ่ม Non-Investment Grade หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า High Yield Bond หรือ Junk Bond กลุ่มนี้มักเสนออัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอย่างชัดเจนเพื่อจูงใจนักลงทุน แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงผิดนัดชำระที่สูงขึ้นตามไปด้วย จึงต้องศึกษาข้อมูลบริษัทอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ

หุ้นกู้ตัวไหนดี 7 จุดที่ต้องเช็กก่อนลงทุน

คำถามว่า "หุ้นกู้ตัวไหนดี" ไม่มีคำตอบตายตัวเป็นชื่อบริษัท แต่ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ต่อไปนี้ที่นักลงทุนควรใช้พิจารณาทุกครั้ง

  1. เช็ก Credit Rating และแนวโน้มอันดับเครดิต (Rating Outlook) ของผู้ออก

  2. ดูว่าดอกเบี้ยที่เสนอสูงสมเหตุสมผลกับระดับความเสี่ยงหรือไม่

  3. ตรวจฐานะการเงินและกระแสเงินสดของบริษัทผู้ออก

  4. ดูอัตราหนี้สินต่อทุน และความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio)

  5. เช็กอายุหุ้นกู้และวันครบกำหนดไถ่ถอนว่าตรงกับแผนการใช้เงินของตัวเองหรือไม่

  6. อ่านเงื่อนไข สิทธิเรียกร้อง และหลักประกันอย่างละเอียดในหนังสือชี้ชวน

  7. ประเมินสภาพคล่องของหุ้นกู้ หากมีความจำเป็นต้องขายก่อนครบกำหนด

นักลงทุนต้องพิจารณาความเสี่ยงและเป้าหมายการลงทุนของตัวเองเป็นหลัก ไม่ใช่การเลือกจากตัวเลขดอกเบี้ยเพียงตัวเดียว

หุ้นกู้ดอกเบี้ยสูง: ยิ่งสูงยิ่งดีจริงไหม

ในตลาดตราสารหนี้ Yield กับ Credit Risk มักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเสมอ บริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและเรตติ้งสูงสามารถระดมทุนด้วยดอกเบี้ยต่ำได้ เพราะนักลงทุนเชื่อมั่นในความสามารถชำระหนี้อยู่แล้ว ตรงกันข้าม บริษัทที่มีความเสี่ยงสูงกว่าหรือเรตติ้งต่ำจำเป็นต้องเสนอดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ เพื่อชดเชยความเสี่ยงและจูงใจให้นักลงทุนยอมถือหุ้นกู้ของตน ดังนั้นดอกเบี้ยที่สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับหุ้นกู้เรตติ้งใกล้เคียงกัน จึงเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องตรวจสอบให้ละเอียดมากขึ้น ไม่ใช่ข้อดีที่ควรรีบคว้าไว้

หุ้นกู้เป็นหลุมหลบภัยหรือหลุมพราง

1. หุ้นกู้อาจเป็นหลุมหลบภัยเมื่อใด

  • ผู้ออกมีฐานะการเงินแข็งแรงและกระแสเงินสดมั่นคง

  • นักลงทุนกระจายความเสี่ยงไปยังผู้ออกและอุตสาหกรรมที่หลากหลาย

  • อายุหุ้นกู้ตรงกับแผนการใช้เงินของนักลงทุนเอง

  • ผู้ลงทุนเข้าใจเงื่อนไขทั้งหมดและสามารถถือจนครบกำหนดได้

2. หุ้นกู้อาจกลายเป็นหลุมพรางเมื่อใด

  • เลือกลงทุนจากตัวเลขดอกเบี้ยสูงเพียงอย่างเดียว โดยไม่ดูปัจจัยอื่น

  • ไม่อ่านหนังสือชี้ชวนหรือเงื่อนไขของหุ้นกู้ให้ครบถ้วน

  • กระจุกเงินลงทุนไว้กับบริษัทหรืออุตสาหกรรมเดียว

  • เข้าใจผิดว่าเรตติ้งสูงเท่ากับไม่มีความเสี่ยงเลย

นอกจากหุ้นกู้ ผู้ลงทุนยังสามารถติดตามโอกาสในตลาด Forex ทองคำ ดัชนี และหุ้นสหรัฐฯ ผ่าน CFD กับ EBC พร้อมเปิดบัญชีเดโมเพื่อฝึกเทรด หรือเปิดบัญชีจริงเมื่อพร้อมเข้าสู่ตลาด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหุ้นกู้

หุ้นกู้กับพันธบัตรต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างหลักอยู่ที่ผู้ออก หุ้นกู้ออกโดยบริษัทเอกชน ขณะที่พันธบัตร (Bond) มักหมายถึงตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งโดยทั่วไปมีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำกว่าหุ้นกู้เอกชน

หุ้นกู้มีโอกาสขาดทุนไหม

มีโอกาสขาดทุนได้ ทั้งจากการที่ผู้ออกผิดนัดชำระหนี้ และจากการขายหุ้นกู้ในตลาดรองที่ราคาต่ำกว่าที่ซื้อมา โดยเฉพาะเมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดปรับขึ้นหรือเครดิตของผู้ออกถูกปรับลด

หุ้นกู้ไม่มีเรตติ้งอันตรายไหม

หุ้นกู้ที่ไม่มีเรตติ้งไม่ได้แปลว่าอันตรายเสมอไป แต่หมายความว่านักลงทุนขาดเครื่องมือประเมินความเสี่ยงจากบุคคลที่สาม จึงต้องศึกษาฐานะการเงินของผู้ออกด้วยตัวเองอย่างละเอียดมากขึ้นกว่าปกติ

Credit Rating ระดับไหนน่าลงทุน

ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละคน นักลงทุนที่เน้นความมั่นคงมักเลือกกลุ่ม Investment Grade ตั้งแต่ BBB ขึ้นไป ส่วนผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงกว่าอาจพิจารณากลุ่ม High Yield โดยต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอย่างรอบคอบ

หุ้นกู้ตัวไหนดีสำหรับมือใหม่

สำหรับมือใหม่ควรเริ่มจากหุ้นกู้ที่มีเรตติ้งอยู่ในกลุ่ม Investment Grade อายุไม่ยาวเกินไป และมาจากบริษัทที่มีข้อมูลเปิดเผยชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงระหว่างที่ยังทำความเข้าใจตลาดตราสารหนี้

หากบริษัทผิดนัดชำระหนี้ ผู้ลงทุนจะได้เงินคืนหรือไม่

ขึ้นอยู่กับประเภทของหุ้นกู้และลำดับสิทธิเรียกร้อง ผู้ถือหุ้นกู้มีประกันและไม่ด้อยสิทธิมีโอกาสได้รับเงินคืนบางส่วนก่อนเจ้าหนี้กลุ่มอื่น แต่ก็ไม่มีการรับประกันว่าจะได้คืนเต็มจำนวนเสมอไป

ขายหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดได้ไหม

สามารถทำได้หากหุ้นกู้นั้นมีสภาพคล่องในตลาดรอง แต่ราคาที่ขายได้อาจสูงหรือต่ำกว่าราคาที่ซื้อมา ขึ้นอยู่กับทิศทางอัตราดอกเบี้ยตลาดและอันดับเครดิตของผู้ออก ณ ขณะนั้น

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ทั้งนี้มิได้มีเจตนาให้ถือเป็น (และไม่ควรตีความว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำด้านการลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรยึดถือเป็นหลักปฏิบัติไม่ว่าในกรณีใดๆ ความคิดเห็นหรือข้อความใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ย่อมไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือจากผู้เขียนที่ชี้ว่า การลงทุน หลักทรัพย์ รายการธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะมีความเหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
บทความแนะนำ
อันดับเครดิต: ตัวบ่งชี้สำคัญของการลงทุนและอิทธิพลของตลาด
Moody’s ยกไทยติด Top 5 EM แข็งแกร่งสุดโลก: ค่าเงินบาทและ USDTHB จะไปทางไหน?
ความลับหุ้น 10 ปีไม่เจ๊ง! เจาะ 6 Moat มหาประลัยที่คู่แข่งหน้าไหนก็โค่นไม่ลง
ทำไม Bond Yield คือเสียงเตือนที่นักลงทุนต้องฟังให้ดี จับสัญญาณให้แม่น?
หน่วยงานจัดอันดับเครดิตระหว่างประเทศ: ความหมายและบทบาท