เผยแพร่เมื่อ: 2026-09-10
อัปเดตเมื่อ: 2026-09-10
Corporate Bond / Debenture หรือ หุ้นกู้ คือ ตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่หลายคนมองว่าเป็นเครื่องมือที่ปลอดภัยกว่าหุ้น เพราะให้ผลตอบแทนแน่นอนในรูปแบบดอกเบี้ย แต่ความจริงแล้ว หุ้นกู้เองก็มีความเสี่ยงไม่ต่างจากสินทรัพย์ลงทุนอื่น ๆ ทั้งนี้ ระดับความเสี่ยงของหุ้นกู้แต่ละตัวอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมนักลงทุนควรรู้จัก Credit Rating หรือเกรดของหุ้นกู้ ก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะหุ้นกู้หนึ่งตัว อาจเป็นได้ทั้ง “หลุมหลบภัย” ที่ให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ หรือ “หลุมพราง” ที่ทำให้เงินต้นหายไปทั้งก้อน หากเลือกซื้อหุ้นกู้โดยคำนึงแค่ตัวเลขดอกเบี้ยสูงที่ล่อตา

หุ้นกู้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย แต่ความเสี่ยงในการลงทุนแตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท
Credit Rating เป็นตัวชี้วัดเกรดหุ้นกู้ที่ช่วยประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้
หุ้นกู้ดอกเบี้ยสูงมักมาพร้อมความเสี่ยงที่สูงขึ้นเสมอ
ก่อนลงทุนหุ้นกู้ ต้องดูทั้งเรตติ้ง อายุหุ้นกู้ สภาพคล่อง และฐานะของบริษัทประกอบกัน
หุ้นกู้คือ ตราสารหนี้ที่บริษัทเอกชนออกเพื่อระดมทุน โดยนักลงทุนที่ซื้อหุ้นกู้มีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” ของบริษัท ไม่ใช่ “เจ้าของ” เหมือนผู้ถือหุ้น บริษัทผู้ออกหุ้นกู้มีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ย (Coupon) ให้ผู้ถือหุ้นตามอัตราและงวดที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น ทุก 3 หรือ 6 เดือน และเมื่อถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date) บริษัทที่ออกหุ้นกู้ต้องคืนเงินต้นเต็มจำนวนให้ผู้ถือหุ้นกู้ โดยความเสี่ยงของการถือหุ้นกู้จะขึ้นอยู่กับระดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้
โครงสร้างของหุ้นกู้ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ส่วน ซึ่งจะระบุไว้ชัดเจนในหนังสือชี้ชวนก่อนการเสนอขาย ได้แก่ ผู้ออกหุ้นกู้ อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว วันครบกำหนดไถ่ถอน มูลค่าไถ่ถอนคืนเงินต้น
ดอกเบี้ย (Coupon) ที่จ่ายเป็นงวดตามรอบที่กำหนด เช่น ทุก 3 เดือน, ทุก 6 เดือน ถือเป็นรายได้หลักของผู้ถือหุ้นกู้
กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) หากขายหุ้นกู้ในตลาดรองได้สูงกว่าที่ซื้อมา ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดปรับลดลง หรือเครดิตของผู้ออกหุ้นกู้ดีขึ้น
เงินต้น ได้คืนเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน หากผู้ออกหุ้นกู้ไม่ผิดนัดชำระหนี้
หุ้นกู้ให้ผลตอบแทนที่คาดการณ์ได้ชัดเจนกว่า เพราะกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า ส่วนหุ้นสามัญให้เงินปันผลไม่แน่นอนและราคาผันผวนตามผลประกอบการ แต่หุ้นกู้ก็มี Upside จำกัด ไม่เหมือนหุ้นที่มีโอกาสได้กำไรไม่จำกัดจากราคาที่ปรับขึ้น
เงินฝากมักได้รับความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากตามวงเงินที่กฎหมายกำหนด ทำให้มีความเสี่ยงต่ำมาก แต่ผลตอบแทนก็ต่ำตามไปด้วย ส่วนหุ้นกู้ไม่มีการค้ำประกันจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้ลงทุนต้องรับความเสี่ยงด้านเครดิตของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้เองทั้งหมด แลกกับผลตอบแทนที่สูงกว่า
ประเภทของหุ้นกู้ หากแบ่งตามระดับความเสี่ยง สามารถแบ่งได้ดังนี้
หุ้นกู้มีประกัน ผู้ออกหุ้นกู้จะต้องนำสินทรัพย์ มาเป็นหลักประกันในการออกหุ้นกู้ ทำให้ผู้ถือหุ้นกู้มีสิทธิเรียกร้องจากหลักประกันได้
หุ้นกู้ที่ไม่มีประกัน ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือของบริษัทล้วน ๆ
หุ้นกู้ด้อยสิทธิ เสี่ยงกว่า เพราะมีสิทธิด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญรายอื่น หากบริษัทผิดนัดชำระหรือล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิจะได้รับชำระคืนหลังเจ้าหนี้รายอื่น บริษัทจึงมักจะให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเช่นกันเพื่อชดเชย
หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ผู้ถือมีสิทธิเรียกร้องและได้รับการชำระหนี้เท่าเทียมกับเจ้าหนี้สามัญรายอื่น ๆ และก่อนผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิ
หุ้นกู้แปลงสภาพ ผู้ถือสามารถเลือกได้ว่าเมื่อถึงกำหนด จะรับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยหรือจะใช้สิทธิแปลงสภาพจากผู้ถือหุ้นกู้ (เจ้าหนี้) ไปเป็นผู้ถือหุ้นสามัญ (เจ้าของร่วม)
หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ ไม่มีกำหนดไถ่ถอนชัดเจน บริษัทจะชำระคืนก็ต่อเมื่อเลิกกิจการ ซึ่งอาจนานกว่าหลายสิบปี และเสี่ยงได้เงินคืนช้าหรือได้คืนไม่ครบจำนวน ส่วนใหญ่จึงกำหนดสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนด (Call Option) ร่วมกับให้ดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อดึงดูดผู้ซื้อ
Credit Rating คืออันดับความน่าเชื่อถือที่บริษัทจัดอันดับเครดิต เช่น TRIS Rating หรือ Fitch Ratings (Thailand) ประเมินให้กับผู้ออกหุ้นกู้ โดยพิจารณาจากฐานะการเงิน กระแสเงินสด และความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นตามกำหนด
นักลงทุนสามารถตรวจสอบ Credit Rating ได้จากหนังสือชี้ชวน (Prospectus) เอกสาร Factsheet ของหุ้นกู้แต่ละรุ่น เว็บไซต์ของบริษัทจัดอันดับเครดิต รวมถึงเว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต.
สิ่งสำคัญคือ ต้องตรวจสอบวันที่ประกาศล่าสุดเสมอ เพราะเรตติ้งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดอายุหุ้นกู้ และ Credit Rating เป็นเพียง “การประเมินความน่าจะเป็น” ไม่ใช่การรับประกันว่าบริษัทจะไม่ผิดนัดชำระหนี้
อันดับเครดิตแบ่งเป็นกลุ่มตามตัวอักษร โดยยิ่งอยู่ใกล้ตัว A มากเท่าไร ความสามารถในการชำระหนี้ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
| อันดับเครดิต | กลุ่ม | ความหมายโดยย่อ |
|---|---|---|
AAA |
Investment Grade |
ความสามารถในการชำระหนี้สูงที่สุด และมีความเสี่ยงผิดนัดชำระต่ำที่สุด |
AA |
Investment Grade |
ความสามารถในการชำระหนี้สูงมาก ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจาก AAA เพียงเล็กน้อย |
A |
Investment Grade |
ความสามารถในการชำระหนี้สูง แต่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยลบมากขึ้น |
BBB |
Investment Grade |
ยังมีความสามารถในการชำระหนี้เพียงพอ แต่มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจมากกว่ากลุ่มอันดับสูง |
BB |
Non-Investment Grade / High Yield |
มีความเสี่ยงด้านเครดิตค่อนข้างสูง และอาจเผชิญปัญหาในการชำระหนี้เมื่อภาวะเศรษฐกิจแย่ลง |
B |
Non-Investment Grade / High Yield |
มีความเสี่ยงผิดนัดชำระสูง แต่ปัจจุบันยังสามารถชำระหนี้ได้ |
CCC |
Non-Investment Grade / High Yield |
มีความเสี่ยงผิดนัดชำระสูงมาก ความสามารถในการชำระหนี้ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวย |
CC |
Non-Investment Grade / High Yield |
มีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้สูงมาก และสถานะทางการเงินเปราะบางอย่างยิ่ง |
C |
Non-Investment Grade / High Yield |
ใกล้เข้าสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้ หรือมีโอกาสได้รับชำระหนี้คืนต่ำมาก |
D |
Default |
อยู่ในภาวะผิดนัดชำระหนี้แล้ว |
หมายเหตุ: อันดับ AA ถึง B อาจแบ่งย่อยด้วยเครื่องหมาย + หรือ - เช่น AA+, AA, AA - เพื่อแสดงระดับความน่าเชื่อถือภายในอันดับเดียวกัน โดย BBB- ถือเป็นระดับต่ำสุดของกลุ่ม Investment Grade ส่วน BB+ ลงไปเป็นกลุ่ม Non-Investment Grade หรือ High Yield ทั้งนี้ สัญลักษณ์อาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามสถาบันจัดอันดับเครดิตแต่ละแห่ง
Investment Grade คือกลุ่มหุ้นกู้ที่ได้รับเรตติ้งตั้งแต่ BBB ขึ้นไปจนถึง AAA ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น จึงเหมาะกับนักลงทุนที่เน้นความมั่นคงมากกว่าผลตอบแทนสูง โดยแลกมากับอัตราดอกเบี้ยที่มักต่ำกว่ากลุ่ม High Yield
หุ้นกู้ที่ได้รับเรตติ้งต่ำกว่า BBB จัดอยู่ในกลุ่ม Non-Investment Grade หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า High Yield Bond หรือ Junk Bond กลุ่มนี้มักเสนออัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอย่างชัดเจนเพื่อจูงใจนักลงทุน แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงผิดนัดชำระที่สูงขึ้นตามไปด้วย จึงต้องศึกษาข้อมูลบริษัทอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ
คำถามว่า "หุ้นกู้ตัวไหนดี" ไม่มีคำตอบตายตัวเป็นชื่อบริษัท แต่ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ต่อไปนี้ที่นักลงทุนควรใช้พิจารณาทุกครั้ง
เช็ก Credit Rating และแนวโน้มอันดับเครดิต (Rating Outlook) ของผู้ออก
ดูว่าดอกเบี้ยที่เสนอสูงสมเหตุสมผลกับระดับความเสี่ยงหรือไม่
ตรวจฐานะการเงินและกระแสเงินสดของบริษัทผู้ออก
ดูอัตราหนี้สินต่อทุน และความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio)
เช็กอายุหุ้นกู้และวันครบกำหนดไถ่ถอนว่าตรงกับแผนการใช้เงินของตัวเองหรือไม่
อ่านเงื่อนไข สิทธิเรียกร้อง และหลักประกันอย่างละเอียดในหนังสือชี้ชวน
ประเมินสภาพคล่องของหุ้นกู้ หากมีความจำเป็นต้องขายก่อนครบกำหนด
นักลงทุนต้องพิจารณาความเสี่ยงและเป้าหมายการลงทุนของตัวเองเป็นหลัก ไม่ใช่การเลือกจากตัวเลขดอกเบี้ยเพียงตัวเดียว
ในตลาดตราสารหนี้ Yield กับ Credit Risk มักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเสมอ บริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและเรตติ้งสูงสามารถระดมทุนด้วยดอกเบี้ยต่ำได้ เพราะนักลงทุนเชื่อมั่นในความสามารถชำระหนี้อยู่แล้ว ตรงกันข้าม บริษัทที่มีความเสี่ยงสูงกว่าหรือเรตติ้งต่ำจำเป็นต้องเสนอดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ เพื่อชดเชยความเสี่ยงและจูงใจให้นักลงทุนยอมถือหุ้นกู้ของตน ดังนั้นดอกเบี้ยที่สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับหุ้นกู้เรตติ้งใกล้เคียงกัน จึงเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องตรวจสอบให้ละเอียดมากขึ้น ไม่ใช่ข้อดีที่ควรรีบคว้าไว้
ผู้ออกมีฐานะการเงินแข็งแรงและกระแสเงินสดมั่นคง
นักลงทุนกระจายความเสี่ยงไปยังผู้ออกและอุตสาหกรรมที่หลากหลาย
อายุหุ้นกู้ตรงกับแผนการใช้เงินของนักลงทุนเอง
ผู้ลงทุนเข้าใจเงื่อนไขทั้งหมดและสามารถถือจนครบกำหนดได้
เลือกลงทุนจากตัวเลขดอกเบี้ยสูงเพียงอย่างเดียว โดยไม่ดูปัจจัยอื่น
ไม่อ่านหนังสือชี้ชวนหรือเงื่อนไขของหุ้นกู้ให้ครบถ้วน
กระจุกเงินลงทุนไว้กับบริษัทหรืออุตสาหกรรมเดียว
เข้าใจผิดว่าเรตติ้งสูงเท่ากับไม่มีความเสี่ยงเลย
นอกจากหุ้นกู้ ผู้ลงทุนยังสามารถติดตามโอกาสในตลาด Forex ทองคำ ดัชนี และหุ้นสหรัฐฯ ผ่าน CFD กับ EBC พร้อมเปิดบัญชีเดโมเพื่อฝึกเทรด หรือเปิดบัญชีจริงเมื่อพร้อมเข้าสู่ตลาด
ความแตกต่างหลักอยู่ที่ผู้ออก หุ้นกู้ออกโดยบริษัทเอกชน ขณะที่พันธบัตร (Bond) มักหมายถึงตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งโดยทั่วไปมีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำกว่าหุ้นกู้เอกชน
มีโอกาสขาดทุนได้ ทั้งจากการที่ผู้ออกผิดนัดชำระหนี้ และจากการขายหุ้นกู้ในตลาดรองที่ราคาต่ำกว่าที่ซื้อมา โดยเฉพาะเมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดปรับขึ้นหรือเครดิตของผู้ออกถูกปรับลด
หุ้นกู้ที่ไม่มีเรตติ้งไม่ได้แปลว่าอันตรายเสมอไป แต่หมายความว่านักลงทุนขาดเครื่องมือประเมินความเสี่ยงจากบุคคลที่สาม จึงต้องศึกษาฐานะการเงินของผู้ออกด้วยตัวเองอย่างละเอียดมากขึ้นกว่าปกติ
ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละคน นักลงทุนที่เน้นความมั่นคงมักเลือกกลุ่ม Investment Grade ตั้งแต่ BBB ขึ้นไป ส่วนผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงกว่าอาจพิจารณากลุ่ม High Yield โดยต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอย่างรอบคอบ
สำหรับมือใหม่ควรเริ่มจากหุ้นกู้ที่มีเรตติ้งอยู่ในกลุ่ม Investment Grade อายุไม่ยาวเกินไป และมาจากบริษัทที่มีข้อมูลเปิดเผยชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงระหว่างที่ยังทำความเข้าใจตลาดตราสารหนี้
ขึ้นอยู่กับประเภทของหุ้นกู้และลำดับสิทธิเรียกร้อง ผู้ถือหุ้นกู้มีประกันและไม่ด้อยสิทธิมีโอกาสได้รับเงินคืนบางส่วนก่อนเจ้าหนี้กลุ่มอื่น แต่ก็ไม่มีการรับประกันว่าจะได้คืนเต็มจำนวนเสมอไป
สามารถทำได้หากหุ้นกู้นั้นมีสภาพคล่องในตลาดรอง แต่ราคาที่ขายได้อาจสูงหรือต่ำกว่าราคาที่ซื้อมา ขึ้นอยู่กับทิศทางอัตราดอกเบี้ยตลาดและอันดับเครดิตของผู้ออก ณ ขณะนั้น