อัตราดอกเบี้ยที่สะท้อนจากตลาดเทียบกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์: เหตุใดจึงแตกต่างกัน?
English Español Português 한국어 简体中文 繁體中文 日本語 Tiếng Việt Bahasa Indonesia Монгол ئۇيغۇر تىلى العربية Русский हिन्दी O‘zbekcha Қазақша

อัตราดอกเบี้ยที่สะท้อนจากตลาดเทียบกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์: เหตุใดจึงแตกต่างกัน?

ผู้เขียน: Ethan Vale

เผยแพร่เมื่อ: 2026-09-09   
อัปเดตเมื่อ: 2026-09-09

อัตราดอกเบี้ยที่สะท้อนจากตลาดเทียบกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์: เหตุใดจึงแตกต่างกัน?


เส้นทางอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาดการณ์ (market-implied rate path) และตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ อาจชี้ไปคนละทิศทาง แม้ทั้งสองฝ่ายจะประเมินธนาคารกลางและเศรษฐกิจเดียวกัน ฝ่ายหนึ่งอาจบ่งชี้ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยหลายครั้งในปีข้างหน้า ขณะที่อีกฝ่ายมองว่านโยบายการเงินจะยังคงตึงตัวต่อไปอีกนาน


ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคาดการณ์ผิด ตัวเลขฉันทามติของนักเศรษฐศาสตร์มักสรุปจากสถานการณ์หลักหรือแนวโน้มที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาดการณ์มาจากราคาของตราสารที่ซื้อขายจริง ซึ่งสะท้อนทั้งความคาดหวัง ส่วนชดเชยความเสี่ยง และการจัดพอร์ตของนักลงทุน


ประเด็นสำคัญ

  • เส้นทางอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาดการณ์คือราคาที่ใช้อนุมานความคาดหวังต่อทิศทางนโยบาย ไม่ใช่ผลสำรวจความเชื่อของผู้เล่นในตลาดโดยตรง

  • ราคาสัญญาฟิวเจอร์สระยะใกล้บางครั้งแปลงเป็นความน่าจะเป็นของแต่ละการประชุมได้ ขณะที่เส้นอัตราดอกเบี้ยระยะยาวได้รับผลกระทบจากส่วนชดเชยความเสี่ยงหรือ term premium มากขึ้นตามระยะเวลา

  • ตัวเลขฉันทามติของนักเศรษฐศาสตร์มักเป็นค่าเฉลี่ยหรือค่ามัธยฐานของตัวเลขคาดการณ์แต่ละราย แม้บางสำนักสำรวจจะเก็บข้อมูลการกระจายความน่าจะเป็นด้วยก็ตาม

  • ช่องว่างระหว่างราคาตลาดกับตัวเลขคาดการณ์อาจสะท้อนมุมมองเศรษฐกิจที่ต่างกัน ค่าชดเชยความเสี่ยง จังหวะเวลา ความต้องการป้องกันความเสี่ยง หรือปัจจัยทางเทคนิคของตลาด


อัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาดการณ์คืออะไรกันแน่

เส้นทางอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาดการณ์คำนวณมาจากตราสารอย่างสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยข้ามคืน (Overnight Index Swap หรือ OIS) สัญญาฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ย Fed Funds และสัญญาดอกเบี้ยระยะสั้นอื่น ๆ ราคาของตราสารเหล่านี้ใช้อนุมานได้ว่าตลาดกำลังตีราคาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับใดในการประชุมแต่ละครั้งในอนาคต


นี่คือราคาที่เกิดจากการซื้อขายจริงภายใต้กรอบ risk-neutral ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยจากการสำรวจความเห็น ราคานี้จึงฝังทั้งความคาดหวังของตลาดและมูลค่าที่นักลงทุนให้กับความเสี่ยงแต่ละรูปแบบเอาไว้ด้วย


ในช่วงเวลาสั้นมาก ที่มีผลลัพธ์นโยบายที่เป็นไปได้เพียงไม่กี่แบบและส่วนชดเชยความเสี่ยงมีขนาดเล็ก ราคาตลาดอาจใกล้เคียงกับความคาดหวังแบบถ่วงน้ำหนักด้วยความน่าจะเป็นได้พอสมควร แต่เมื่อมองไปไกลขึ้น ส่วนชดเชยความเสี่ยงหรือ term premium (ส่วนชดเชยความเสี่ยงตามระยะเวลา) อาจสร้างช่องว่างที่มีนัยสำคัญระหว่างอัตราฟอร์เวิร์ดที่ซื้อขายจริงกับเส้นทางนโยบายที่ผู้เล่นในตลาดมองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด


รายงานนโยบายการเงิน (Monetary Policy Report) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ฉบับเดือนกรกฎาคม 2026 สะท้อนประเด็นนี้ได้ชัดเจน เส้นทางอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ที่อนุมานจาก OIS ซึ่งแสดงในรายงานฉบับดังกล่าว ประเมินขึ้นภายใต้สมมติฐานว่า term premium เท่ากับศูนย์ ข้อกำหนดนี้ชี้ให้เห็นว่าเหตุใดเส้นอัตราฟอร์เวิร์ดจึงไม่อาจตีความเป็นตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยทั่วไปของตลาดได้โดยอัตโนมัติ


ความน่าจะเป็นรายการประชุม ไม่เหมือนกับเส้นทางอัตราดอกเบี้ยระยะยาว

หากผลลัพธ์ที่เป็นไปได้จริงในการประชุมครั้งถัดไปมีเพียงสองแบบ คือคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม หรือปรับลด 25 basis point (bp) ราคาสัญญาฟิวเจอร์สบางครั้งก็สามารถแปลงเป็นความน่าจะเป็นโดยประมาณได้ภายใต้สมมติฐานที่กำหนดไว้ชัดเจน นี่คือตรรกะเบื้องหลังข้อความอย่าง "ตลาดให้น้ำหนัก 70% ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ย 25bp"


แต่การบอกว่า "เส้น OIS บ่งชี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.5% ในอีก 12 เดือนข้างหน้า" เป็นคนละเรื่องกัน เพราะตัวเลขนี้ครอบคลุมการประชุมหลายครั้งและเส้นทางที่เป็นไปได้หลายแบบ ยิ่งระยะเวลายาวขึ้น ความคาดหวังก็ยิ่งปะปนกับส่วนชดเชยความเสี่ยงและผลกระทบด้านราคาอื่น ๆ มากขึ้น เส้นทางระยะยาวจึงต้องตีความด้วยความระมัดระวังมากกว่า


นักเศรษฐศาสตร์สร้างตัวเลขคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยอย่างไร

การคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์มักเริ่มต้นจากการวางสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาค นักวิเคราะห์จะประเมินมุมมองด้านเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน ค่าจ้าง และภาวะการเงิน จากนั้นจึงประเมินว่าธนาคารกลางน่าจะตอบสนองอย่างไร


ตัวเลขฉันทามติหลักที่เห็นตามข่าวมักเป็นค่าเฉลี่ยหรือค่ามัธยฐานของตัวเลขคาดการณ์รายบุคคล ตัวอย่างเช่น ตัวเลขคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง มักหมายถึงสถานการณ์หลักหรือผลลัพธ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุดภายใต้สมมติฐานของผู้คาดการณ์รายนั้น


สำนักสำรวจมืออาชีพบางแห่งยังให้ผู้ตอบแบบสอบถามระบุความน่าจะเป็นของผลลัพธ์นโยบายแต่ละแบบด้วย งานวิจัยของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก (New York Fed) พบว่าตัวเลขคาดการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด (modal forecast) ของผู้ตอบแบบสอบถามแต่ละคน อาจแตกต่างจากค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักด้วยความน่าจะเป็นที่คำนวณจากการกระจายตัวทั้งหมด เมื่อนำความน่าจะเป็นเหล่านั้นมารวมเข้าไป ค่าเฉลี่ยจากผลสำรวจก็อาจเข้าใกล้ราคาตลาดมากขึ้น


ดังนั้น การเปรียบเทียบที่มีความหมายจึงไม่ใช่แค่ "ตลาด กับ นักเศรษฐศาสตร์" แบบง่าย ๆ แต่ต้องพิจารณาว่ากำลังเทียบมาตรวัดตลาดแบบใด กับตัวเลขคาดการณ์ประเภทใด


มาตรวัด ความหมายโดยรวม
ตัวเลขคาดการณ์รายบุคคลของนักเศรษฐศาสตร์ สถานการณ์หลักหรือผลลัพธ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุดของผู้คาดการณ์
ฉันทามติจากผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ ค่าเฉลี่ยหรือค่ามัธยฐานจากตัวเลขคาดการณ์หลายราย
อัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาดการณ์ ราคาซื้อขายจริงแบบ risk-neutral ที่อาจรวมส่วนชดเชยความเสี่ยงไว้ด้วย
การกระจายความน่าจะเป็นที่แฝงอยู่ในตัวเลือก (Options) ราคาที่ปรับด้วยความเสี่ยงครอบคลุมผลลัพธ์อัตราดอกเบี้ยที่เป็นไปได้
การคาดการณ์ของธนาคารกลาง การประเมินนโยบายหรือเศรษฐกิจแบบมีเงื่อนไขของผู้กำหนดนโยบาย



ทำไมความน่าจะเป็นเดียวกัน ไม่ได้การันตีราคาตลาดเดียวกัน

สมมติว่านักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยรวม 75 basis point ในปีข้างหน้า ขณะที่ความน่าจะเป็นจริงในโลกความเป็นจริงเป็นดังนี้

  • โอกาส 25% ที่จะปรับลดดอกเบี้ยรวม 100bp

  • โอกาส 40% ที่จะปรับลดดอกเบี้ยรวม 75bp

  • โอกาส 25% ที่จะปรับลดดอกเบี้ยรวม 50bp

  • โอกาส 10% ที่จะไม่ปรับลดดอกเบี้ยเลย


ค่าคาดหวังแบบถ่วงน้ำหนักด้วยความน่าจะเป็นเท่ากับการผ่อนคลายนโยบาย 67.5bp:

25% × 100bp = 25bp
40% × 75bp = 30bp
25% × 50bp = 12.5bp
10% × 0bp = 0bp


หากตัวเลขความน่าจะเป็นเหล่านี้เป็นค่าที่แท้จริง และไม่มีส่วนชดเชยความเสี่ยงหรือปัจจัยทางเทคนิคใดมาบิดเบือนราคา 67.5bp ก็จะเป็นปริมาณการผ่อนคลายนโยบายที่คาดหวังไว้


แต่ราคาสัญญาฟิวเจอร์สหรืออัตรา OIS ที่ซื้อขายจริงก็ยังอาจแตกต่างออกไปได้ เพราะนักลงทุนไม่จำเป็นต้องให้มูลค่ากับทุกสถานการณ์ที่เป็นไปได้ตามสัดส่วนความน่าจะเป็นจริงในโลกความเป็นจริง นักลงทุนอาจเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยสำหรับผลลัพธ์อัตราดอกเบี้ยที่ไม่พึงประสงค์ หรือยอมจ่ายเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากผลลัพธ์เหล่านั้น ราคาตลาดจึงมีทั้งข้อมูลเกี่ยวกับความคาดหวัง และข้อมูลเกี่ยวกับวิธีที่ตลาดตีราคาความเสี่ยงเองด้วย


ส่วนชดเชยความเสี่ยงถ่างช่องว่างนี้ได้อย่างไร

งานวิจัยของ New York Fed ย้ำมานานแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงของเส้นทางนโยบายที่ตลาดคาดการณ์ อาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของความคาดหวังต่อนโยบายการเงิน ค่าชดเชยความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย หรือทั้งสองอย่างพร้อมกัน


การป้องกันความเสี่ยงและการจัดโพสิชันของนักลงทุนสถาบันก็เป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มช่องว่างนี้ได้ สถาบันการเงินอาจซื้อขายด้วยเหตุผลด้านภาระผูกพัน งบดุล หรือการบริหารความเสี่ยง มากกว่าเพราะมุมมองเศรษฐกิจมหภาคเปลี่ยนไป ดังนั้นจึงไม่ควรอ่านเส้นอัตราดอกเบี้ยนี้ราวกับเป็นผลโหวตล้วน ๆ ต่อทิศทางนโยบายในอนาคต


กรณีศึกษาธนาคารกลางอังกฤษปี 2026

เหตุการณ์หนึ่งของธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) ในปี 2026 แสดงให้เห็นความแตกต่างนี้ได้อย่างชัดเจน


หลังสงครามอิหร่านปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนต้นของเส้นอัตราฟอร์เวิร์ด OIS ของอังกฤษปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและมีความชันเป็นขาขึ้น หากอ่านแบบผิวเผิน อาจดูเหมือนว่าตลาดคาดว่า Bank Rate จะปรับขึ้น


แต่ผลสำรวจผู้เล่นในตลาด (Market Participants Survey) ของธนาคารกลางอังกฤษกลับบอกเรื่องราวที่ต่างออกไป เส้นทาง Bank Rate ที่ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุดนั้นค่อนข้างทรงตัวตลอดปีถัดไป ทีมงานธนาคารกลางจึงใช้แบบจำลอง term-structure เพื่อแยกอัตราดอกเบี้ยที่คาดหวังออกจากส่วนชดเชยความเสี่ยงที่ฝังอยู่ในเส้นอัตราดอกเบี้ย และสรุปว่าความชันขาขึ้นส่วนใหญ่สะท้อนส่วนชดเชยความเสี่ยงช่วงต้นเส้นที่สูงผิดปกติ มากกว่าจะเป็นความคาดหวังหลักว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย


ในผลสำรวจเดือนมิถุนายน 2026 ผู้ตอบแบบสอบถามให้น้ำหนักเฉลี่ย 32.3% ของช่องว่างดังกล่าวว่ามาจากความเสี่ยงที่ไม่สมมาตร (asymmetric risks) 24.1% มาจากส่วนชดเชยความเสี่ยง (risk premia) 22.4% มาจากการเปลี่ยนแปลงของความคาดหวังหลักต่อ Bank Rate และ 18.3% มาจากปัจจัยทางเทคนิคและการจัดโพสิชันในตลาด


นายอลัน เทย์เลอร์ (Alan Taylor) กรรมการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ให้มุมมองในภาพกว้างเมื่อเดือนมิถุนายนว่า เส้น OIS ที่อยู่ในระดับสูงอาจมีประโยชน์ในการวัดภาวะการเงิน แต่ก็ยังเป็นเครื่องมือที่ไม่สมบูรณ์แบบในการสะท้อนเส้นทางที่แท้จริงของ Bank Rate ที่ตลาดคาดหวังไว้


กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าเส้นอัตราดอกเบี้ยตลาดกับตัวเลขคาดการณ์จากแบบสำรวจอาจชี้ไปคนละทิศทางได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายใดผิด เพราะทั้งสองอาจกำลังวัดสิ่งที่แตกต่างกันโดยพื้นฐาน


มุมมองเศรษฐกิจที่ต่างกันและจังหวะเวลายังคงสำคัญ

ส่วนชดเชยความเสี่ยงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำอธิบายเท่านั้น ตลาดและนักเศรษฐศาสตร์ยังอาจได้ข้อสรุปที่แตกต่างกันจริง ๆ เกี่ยวกับเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และฟังก์ชันการตอบสนองของธนาคารกลาง


ตลาดอาจตีราคาการปรับลดดอกเบี้ยที่เร็วขึ้นหลังข้อมูลการจ้างงานอ่อนแอหรือเกิดแรงกระแทกทางการเงิน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์อาจยังคงมุมมองว่าการผ่อนคลายนโยบายจะเป็นไปอย่างช้า ๆ หากคาดว่าเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ในทางกลับกันก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน เมื่อนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อชะลอตัว (disinflation) ที่ตลาดยังไม่พร้อมจะตีราคาตาม


จังหวะเวลาอาจถ่างช่องว่างนี้ได้ชั่วคราว ตลาดอัตราดอกเบี้ยตอบสนองต่อข้อมูลและถ้อยแถลงอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ขณะที่ผลสำรวจและตัวเลขคาดการณ์ที่เผยแพร่จะได้รับการปรับปรุงเป็นระยะเท่านั้น ผลสำรวจที่เผยแพร่หลังรายงานเงินเฟ้อสำคัญอาจยังมีคำตอบที่ส่งมาก่อนข้อมูลนั้นจะออกมาปะปนอยู่

การปรับราคาที่รวดเร็วกว่าไม่ได้แปลว่าแม่นยำกว่าเสมอไป เพียงแต่สะท้อนตารางเวลาปรับปรุงข้อมูลที่แตกต่างกันเท่านั้น

นักลงทุนควรเปรียบเทียบตัวเลขทั้งสองแบบอย่างไร

จุดเริ่มต้นคือการทำความเข้าใจว่าตัวเลขแต่ละชุดถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนอะไร


สำหรับการประชุมธนาคารกลางครั้งถัดไป สัญญาฟิวเจอร์สระยะสั้นช่วยประเมินได้ว่าตลาดตีราคาผลลัพธ์ที่จำกัดจำนวนไว้อย่างไร ส่วนสำหรับกรอบเวลา 1 ถึง 2 ปีข้างหน้า เส้น OIS แสดงอัตราฟอร์เวิร์ดที่ฝังอยู่ในตลาดซื้อขายจริง แต่ส่วนชดเชยความเสี่ยงในกรณีนี้สมควรได้รับความสนใจมากขึ้น


ตัวเลขฉันทามติของนักเศรษฐศาสตร์แสดงมุมมองเศรษฐกิจมหภาคหลักของนักวิเคราะห์ทั้งกลุ่ม ผลสำรวจแบบให้ความน่าจะเป็นเผยให้เห็นความเสี่ยงรอบสถานการณ์หลักเหล่านั้น ตัวเลือก (Options) แสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์ต่าง ๆ ถูกตีราคาอย่างไร แม้การกระจายตัวนั้นจะถูกปรับด้วยความเสี่ยงเช่นกัน ส่วนการคาดการณ์ของธนาคารกลางเป็นการประเมินแบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่คำมั่นสัญญาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในอนาคต


เมื่อมาตรวัดต่าง ๆ ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน คำถามสามข้อนี้ช่วยได้ ความคาดหวังเปลี่ยนแปลงไปจริงหรือไม่ ราคาของความเสี่ยงเปลี่ยนไปหรือไม่ หรือมาตรวัดเหล่านั้นเพียงแค่ถูกสังเกตในช่วงเวลาต่างกัน หรือสรุปแนวคิดที่ต่างกันเท่านั้น


สรุป

เส้นทางอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาดการณ์และตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์อาจแตกต่างกันได้ เพราะทั้งสองถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีที่ต่างกันและมักตอบคำถามคนละข้อ


ตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์มักอธิบายสถานการณ์หลักเพียงสถานการณ์เดียว ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาดการณ์มาจากราคาซื้อขายจริงแบบ risk-neutral ซึ่งฝังความคาดหวังไว้ แต่ก็อาจมีส่วนชดเชยความเสี่ยง ความต้องการป้องกันความเสี่ยง และปัจจัยทางเทคนิคที่มีนัยสำคัญปะปนอยู่ด้วย ความน่าจะเป็นของการประชุมระยะใกล้ให้ภาพที่ค่อนข้างชัดเจนสำหรับผลลัพธ์ที่จำกัดจำนวน ขณะที่เส้นอัตราดอกเบี้ยระยะยาวต้องตีความด้วยความระมัดระวังมากกว่า


ช่องว่างระหว่างสองมาตรวัดนี้จึงมีคุณค่าในตัวเอง เพราะอาจสะท้อนความเห็นที่ต่างกันจริงเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของราคาความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย หรือเพียงแค่ความแตกต่างระหว่างตัวเลขคาดการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุดกับราคาตลาดเท่านั้น

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ทั้งนี้มิได้มีเจตนาให้ถือเป็น (และไม่ควรตีความว่าเป็น) คำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำด้านการลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรยึดถือเป็นหลักปฏิบัติไม่ว่าในกรณีใดๆ ความคิดเห็นหรือข้อความใดๆ ที่ปรากฏในเนื้อหานี้ย่อมไม่ถือเป็นคำแนะนำจาก EBC หรือจากผู้เขียนที่ชี้ว่า การลงทุน หลักทรัพย์ รายการธุรกรรม หรือกลยุทธ์การลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะมีความเหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
บทความแนะนำ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ใกล้แตะระดับ 3% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1996
ข้อมูล CPI ของสหรัฐอเมริกาปี 2024: เวลาที่เผยแพร่และข่าวสาร
เงินเฟ้อญี่ปุ่นทะยาน 2.9%! ตลาดจับตา USD/JPY จะพุ่งหรือดิ่งต่อ?
การทดสอบภาวะเงินเฟ้อครั้งแรกหลังวิกฤตน้ำมัน
จับตา! การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยคืนนี้จากธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ตลาดคาดหวังอะไร?