เผยแพร่เมื่อ: 2026-09-07
อัปเดตเมื่อ: 2026-09-07
ราคาดีเซลพุ่งแรงกว่าราคาน้ำมันดิบ เพราะภาวะขาดแคลนในรอบนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้น หลังจากที่น้ำมันดิบออกจากตลาดน้ำมันดิบไปแล้ว โรงกลั่นทั่วโลกเดินเครื่องใกล้เต็มกำลังการผลิต อุปทานดีเซลในตลาดโลกลดลง และสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปในหลายภูมิภาคสำคัญอยู่ในระดับต่ำผิดปกติ ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มส่วนต่างราคาจากภาวะขาดแคลนที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถสะท้อนได้
ราคาดีเซลเฉลี่ยทั่วสหรัฐฯ ตามข้อมูลของ AAA (สมาคมยานยนต์อเมริกัน) ทำสถิติสูงสุดที่ 5.897 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อวันที่ 6 กันยายน ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ซื้อขายที่ 96.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 7 กันยายน ส่วนต่างราคาดีเซล (crack spread) ในยุโรปตอนใต้ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้ว

คำถามแรกเมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้นคือ ภาวะขาดแคลนเกิดขึ้นที่จุดใด ระหว่างน้ำมันดิบ การกลั่น หรือน้ำมันสำเร็จรูป
โรงกลั่นสหรัฐฯ เดินเครื่องที่อัตราการใช้กำลังการผลิต 98% ในวันที่ 28 สิงหาคม แต่สต็อกน้ำมันดีเซล (distillate) ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลในรอบ 5 ปีอยู่ถึง 14%
สต็อกน้ำมันดีเซลบริเวณชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 19.3 ล้านบาร์เรล ขณะที่ส่วนต่างราคาดีเซลในยุโรปทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ดังนั้นราคาดีเซลจึงยังคงสูงเป็นพิเศษได้ แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะยังไม่กลับไปแตะระดับสูงสุดเดิม
ดีเซลเริ่มต้นจากน้ำมันดิบ แต่มีตลาด 3 ระดับที่กำหนดว่าสุดท้ายแล้วจะมีเชื้อเพลิงเพียงพอถึงมือผู้บริโภคหรือไม่
ระดับตลาด |
คำถามหลัก |
สัญญาณที่ควรติดตาม |
น้ำมันดิบ |
มีน้ำมันดิบเพียงพอหรือไม่ |
เบรนท์หรือ WTI |
การกลั่น |
สามารถแปรรูปน้ำมันดิบเป็นดีเซลได้เพียงพอหรือไม่ |
ส่วนต่างราคาการกลั่น (crack spread) อัตราการใช้กำลังการกลั่น |
น้ำมันสำเร็จรูป |
มีดีเซลเพียงพอในพื้นที่ที่ผู้ซื้อต้องการหรือไม่ |
สต็อกน้ำมัน การนำเข้าและส่งออก |
กรอบการวิเคราะห์นี้ช่วยแยกแยะภาวะช็อกด้านราคาน้ำมันแต่ละประเภทได้
หากราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นแรงขณะที่ส่วนต่างราคาดีเซลค่อนข้างทรงตัว แรงกดดันส่วนใหญ่มาจากตลาดน้ำมันดิบ
หากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ค่อนข้างนิ่งขณะที่ส่วนต่างราคาดีเซลพุ่งขึ้นแรง แสดงว่าภาวะขาดแคลนกระจุกตัวอยู่ในขั้นตอนปลายน้ำ ทั้งด้านการกลั่นหรืออุปทานน้ำมันสำเร็จรูป
กรณีที่สามอาจเกิดขึ้นเมื่ออุปทานดีเซลโดยรวมดูเพียงพอ แต่บางภูมิภาคกลับเผชิญราคาที่พุ่งขึ้นแรงเป็นพิเศษ ซึ่งอาจสะท้อนถึง สต็อกในพื้นที่ที่อยู่ในระดับต่ำ การนำเข้าที่ไม่เพียงพอ หรือคอขวดด้านการขนส่ง ตลาดในปัจจุบันมีลักษณะผสมผสานทั้ง 3 กรณีนี้ แต่ส่วนต่างราคาดีเซลที่สูงผิดปกติชี้ว่าปัจจัยด้านการกลั่นและความพร้อมของน้ำมันสำเร็จรูปมีบทบาทมากเป็นพิเศษ
การเทียบกับสถิติราคาดีเซลสูงสุดเดิมของสหรัฐฯ ช่วยให้เห็นความไม่สมดุลในรอบนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น
มิถุนายน 2022 |
กันยายน 2026 |
|
ราคาดีเซลสหรัฐฯ |
จุดสูงสุดเดิม: ราว 5.82 ดอลลาร์ต่อแกลลอน |
สถิติใหม่ตาม AAA: 5.897 ดอลลาร์ต่อแกลลอน |
น้ำมันดิบเบรนท์ |
ราว 110 ถึง 124 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนมิถุนายน |
96.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันที่ 7 กันยายน |
สัญญาณจากภาคการกลั่น |
ส่วนต่างราคาดีเซลสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมาก |
ส่วนต่างในยุโรปตอนใต้ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำสถิติใหม่ |
สถิติราคาดีเซลสูงสุดเดิมตามข้อมูลของ AAA อยู่ที่ 5.8159 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2022 ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ในเดือนนั้นซื้อขายอยู่ระหว่างราว 110 ถึง 124 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ EIA ก็ระบุแล้วในตอนนั้นว่าส่วนต่างราคาดีเซล (crack spreads) สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมาก
ขณะนี้ราคาดีเซลได้แซงสถิติราคาหน้าปั๊มเดิมไปแล้ว ทั้งที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังต่ำกว่าช่วงเดือนมิถุนายน 2022 อยู่ราว 20 ดอลลาร์หรือมากกว่านั้น ความแตกต่างอยู่ที่ส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นหลังขั้นตอนน้ำมันดิบมีขนาดใหญ่กว่าเดิมมาก
ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 28 สิงหาคม โรงกลั่นสหรัฐฯ กลั่นน้ำมันดิบเฉลี่ย 17.496 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ 98.0% ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์อยู่ที่ราว 424.5 ล้านบาร์เรล
แต่สต็อกน้ำมันดีเซล (distillate) มีเพียง 104.2 ล้านบาร์เรล ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลในรอบ 5 ปีอยู่ราว 14% สต็อกทั่วประเทศปรับขึ้นเล็กน้อยในสัปดาห์ล่าสุด จึงยังไม่ใช่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่กันชนตามฤดูกาลยังคงบางผิดปกติ
สถานการณ์บริเวณชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ตึงตัวกว่ามาก โดยสต็อกน้ำมันดีเซลร่วงลงสู่ 19.3 ล้านบาร์เรลในวันที่ 28 สิงหาคม ต่ำสุดนับตั้งแต่ EIA เริ่มเก็บข้อมูลรายภูมิภาคนี้ในปี 1990 ส่วนระดับต่ำสุดเดิมอยู่ที่ราว 21 ล้านบาร์เรลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2022
สต็อกน้ำมันดิบและสต็อกน้ำมันดีเซลไม่สามารถเทียบกันโดยตรงได้ แต่เมื่อพิจารณาร่วมกันก็ยังเผยประเด็นสำคัญคือ ระบบโรงกลั่นของสหรัฐฯ กำลังกลั่นน้ำมันดิบปริมาณมากใกล้ขีดจำกัดในทางปฏิบัติ ขณะที่กันชนของน้ำมันสำเร็จรูปยังคงบางอยู่
ส่วนต่างราคาการกลั่นยืนยันภาพนี้ ส่วนต่างราคาดีเซลเหนือน้ำมันดิบในยุโรปตอนใต้ทำสถิติสูงสุดที่ 104.08 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาดีเซลขายส่งอยู่ที่ 198.73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูง สต็อกน้ำมันสำเร็จรูปที่บาง และส่วนต่างราคาที่ทำสถิติใหม่ ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันคือ ส่วนที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ ของตลาดคือการแปรรูปและส่งมอบดีเซลให้เพียงพอ มากกว่าการหาน้ำมันดิบเพิ่มอีกบาร์เรล
ปริมาณการกลั่นน้ำมันทั่วโลกในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 80.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าระดับปีก่อนหน้าเกือบ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ IEA ปรับลดประมาณการปริมาณการกลั่นในไตรมาส 3 ลงอีก 370,000 บาร์เรลต่อวัน จากปัญหาการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในตะวันออกกลางและเหตุโจมตีโรงกลั่นในรัสเซีย
ในเวลาเดียวกัน ปริมาณดีเซลที่มีอยู่ในตลาดโลกก็ลดลงเช่นกัน โดยการส่งออกดีเซลจากรัสเซีย ตะวันออกกลาง และเอเชียลดลง 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของการค้าดีเซลทางเรือทั่วโลก
ประเด็นนี้ส่งผลต่อราคาในสหรัฐฯ เพราะดีเซลเป็นสินค้าที่ซื้อขายกันทั่วโลก เมื่อผู้ซื้อในยุโรปหรือภูมิภาคอื่นยินดีจ่ายราคาที่สูงกว่ามาก โรงกลั่นสหรัฐฯ ก็มีแรงจูงใจที่จะส่งออกไปขายในตลาดเหล่านั้น ควบคู่ไปกับการขายในประเทศ
IEA ประเมินว่าการค้าน้ำมันสำเร็จรูปทางเรือทั่วโลกลดลง 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นราว 700,000 บาร์เรลต่อวันก็ตาม ดังนั้นภาวะขาดแคลนดีเซลทั่วโลกจึงสามารถดันมูลค่าน้ำมันของสหรัฐฯ ให้สูงขึ้นได้ แม้ประเทศจะมีปริมาณการผลิตน้ำมันดิบที่เพียงพอก็ตาม
การที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ไม่ได้แปลว่าตลาดน้ำมันดิบมีอุปทานล้นเกิน ความปั่นป่วนในตะวันออกกลางก็ทำให้อุปทานน้ำมันดิบตึงตัวขึ้นเช่นกัน และราคาน้ำมันดิบเบรนท์เองก็ปรับขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญจากระดับก่อนหน้า
ความแตกต่างอยู่ที่ดีเซลแบกรับแรงกดดัน 2 ชั้นซ้อนกัน
ชั้นแรกคือต้นทุนของน้ำมันดิบเอง
ชั้นที่สองคือต้นทุนในการแปรรูปน้ำมันดิบเป็นดีเซล และการส่งน้ำมันสำเร็จรูปไปยังตลาดที่ต้องการ
เมื่อกำลังการกลั่น การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป และสต็อกตึงตัวรุนแรงกว่าปริมาณน้ำมันดิบที่มีอยู่ ส่วนต่างราคาการกลั่นก็สามารถปรับขึ้นมากพอที่จะทำให้ราคาดีเซลทำสถิติใหม่ได้ โดยที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ไม่จำเป็นต้องกลับไปแตะระดับสูงสุดของปี 2022
การมีน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นช่วยคลายแรงกดดันในชั้นแรกได้ แต่ไม่สามารถสร้างกำลังการกลั่นขึ้นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ไม่สามารถทดแทนการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปที่หายไป และไม่สามารถเติมสต็อกดีเซลในภูมิภาคที่ร่อยหรอลงได้ในทันที
ดีเซลมีความสำคัญมากกว่าแค่ที่ปั๊มน้ำมัน เพราะเป็นเชื้อเพลิงหลักในการเคลื่อนย้ายสินค้าในระบบเศรษฐกิจจริง
การขนส่งสินค้า: ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นสามารถดันค่าใช้จ่ายด้านรถบรรทุก ค่าระวางขนส่ง และค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงพิเศษให้สูงขึ้นตาม
ภาคเกษตร: รถแทรกเตอร์ เครื่องเก็บเกี่ยว และการขนส่งพืชผล ทำให้ภาคเกษตรได้รับผลกระทบจากราคาดีเซลตลอดทั้งกระบวนการผลิตและส่งมอบ
การกระจายสินค้า: คลังสินค้า ฝูงรถขนส่ง และเครือข่ายโลจิสติกส์อาจเผชิญต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้นตราบใดที่ราคาดีเซลยังทรงตัวในระดับสูง
ผลกระทบต่อเงินเฟ้อไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ บางบริษัทผลักภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นผ่านค่าธรรมเนียมพิเศษตามสัญญา ขณะที่บางบริษัทแบกรับต้นทุนบางส่วนไว้เองผ่านอัตรากำไรที่ลดลง อุปสงค์ที่อ่อนแอยังอาจจำกัดความสามารถของบริษัทในการปรับขึ้นราคาด้วย
อย่างไรก็ตาม หากภาวะช็อกด้านราคาดีเซลยืดเยื้อ ต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นก็อาจค่อย ๆ ส่งผ่านไปยังสินค้าและบริการในวงกว้างขึ้น
แทนที่จะจับตาเฉพาะราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ผู้เล่นในตลาดสามารถใช้กรอบวิเคราะห์ 3 ระดับเพื่อระบุว่าแรงกดดันกำลังก่อตัวอยู่ที่จุดใด ได้แก่
เบรนท์และ WTI: น้ำมันดิบเองกำลังขาดแคลนมากขึ้นหรือไม่
ส่วนต่างราคาดีเซล (crack spread): การแปรรูปน้ำมันดิบเป็นน้ำมันสำเร็จรูปมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหรือไม่
อัตราการใช้กำลังการกลั่นและการหยุดซ่อมบำรุง: โรงกลั่นสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
สต็อกน้ำมันดีเซล: ยังเหลือกันชนด้านเชื้อเพลิงอยู่มากน้อยเพียงใด
กระแสการค้าน้ำมันสำเร็จรูป: ภูมิภาคที่ขาดแคลนได้รับดีเซลทดแทนเพียงพอหรือไม่
การเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดเหล่านี้ยังช่วยบ่งชี้ได้ว่าแรงกดดันกำลังคลายตัวจากจุดใด ตัวอย่างเช่น หากส่วนต่างราคาดีเซลปรับลดลงพร้อมกับสต็อกที่ดีขึ้น ก็สะท้อนว่าแรงกดดันในตลาดน้ำมันสำเร็จรูปกำลังคลายตัวลง แม้ราคาน้ำมันดิบจะยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม
ไม่เสมอไป น้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบหลักของดีเซล ทำให้ราคาทั้งสองมีความสัมพันธ์กันในระยะยาว แต่ข้อจำกัดด้านการกลั่น สต็อกที่อยู่ในระดับต่ำ และปัญหาการค้าน้ำมันสำเร็จรูป สามารถทำให้ราคาดีเซลปรับขึ้นเร็วกว่าน้ำมันดิบ หรือทรงตัวในระดับสูงต่อไปได้ แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับลดลงก็ตาม
ดีเซลและเบนซินเผชิญเงื่อนไขด้านอุปสงค์ การกลั่น และภาษีที่แตกต่างกัน ดีเซลถูกใช้อย่างหนักในภาคขนส่งสินค้า เกษตร และอุตสาหกรรม อีกทั้งยังแข่งขันอยู่ในตลาดมิดเดิลดิสทิลเลตที่กว้างขึ้น ซึ่งรวมถึงน้ำมันเตาสำหรับให้ความร้อนด้วย ดังนั้นเมื่ออุปทานมิดเดิลดิสทิลเลตตึงตัว ราคาดีเซลจึงสามารถสูงกว่าราคาเบนซินได้ แม้ทั้งสองจะผลิตจากน้ำมันดิบเหมือนกัน
บทเรียนที่มีประโยชน์จากการพุ่งขึ้นของราคาดีเซลในรอบนี้คือแนวทางการวินิจฉัย นั่นคือต้องระบุก่อนว่าภาวะขาดแคลนอยู่ที่จุดใด หากราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นแรง แสดงถึงความตึงตัวในตลาดน้ำมันดิบ หากส่วนต่างราคาการกลั่นพุ่งขึ้นแรง แสดงถึงการขาดแคลนด้านการกลั่นหรือน้ำมันสำเร็จรูป ส่วนราคาที่พุ่งขึ้นเฉพาะบางภูมิภาคทั้งที่อุปทานโลกโดยรวมเพียงพอ กลับสะท้อนปัญหาด้านสต็อกหรือโลจิสติกส์แทน
การแยกแยะเช่นนี้ช่วยให้ผู้ติดตามตลาดมีกรอบวิเคราะห์ที่มีประโยชน์มากกว่าการมองว่าราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นทุกครั้งเป็นภาวะช็อกน้ำมันแบบเดียวกันทั้งหมด และช่วยให้ประเมินได้ง่ายขึ้นว่าปัจจัยใดที่ต้องดีขึ้นจริง ก่อนที่ราคาดีเซลจะคลี่คลายลง